#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/478633

สหพัฒน์ร่วมประกาศเจตนารมณ์ ส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ
บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ( พม.)ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา รวม 24 องค์กร ประกาศเจตนารมณ์ “มุ่งมั่นในการสร้างสังคมเสมอภาค ปราศจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ”
นางนพวรรณ คล้ายโอภาสผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัทสหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เข้ารับประกาศเกียรติคุณจาก นายจุรินทร์ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ในพิธีลงนามประกาศเจตนารมณ์ “การส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” จัดขึ้นโดย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการสนับสนุนให้เกิดสิทธิความเท่าเทียมระหว่างเพศ และความหลากหลายทางเพศภายในองค์กรรวมถึงในสังคมไทย โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 24 หน่วยงานเข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ในครั้งนี้ ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร
การประกาศเจตนารมณ์ “มุ่งมั่นในการสร้างสังคมเสมอภาค ปราศจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ”ร่วมกันดังกล่าว ประกอบด้วย 6 ด้านที่สำคัญ ได้แก่ 1.การแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศสภาพหรือเพศสภาวะของบุคคล 2.การจัดพื้นที่ที่เหมาะสมตามอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ 3.การประกาศรับสมัครงานไม่นำลักษณะเฉพาะทางเพศมากำหนดเป็นคุณสมบัติของผู้สมัคร 4.การใช้ถ้อยคำภาษาและกิริยาท่าทางที่เหมาะสม ไม่เสียดสีหรือลดคุณค่าของทุกเพศ 5.การสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในสัดสวนที่เหมาะสมกับทุกเพศสภาพ และ 6.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงาน
ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ทำให้ต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในการส่งเสริม พิทักษ์และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของสตรี รวมทั้งกลุ่มอื่น ที่มีเพศสภาพไม่ตรงตามเพศที่กำเนิด เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและขจัดการเลือกปฏิบัติ จากนั้นได้ผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ดังนั้น สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ คือการประชาสัมพันธ์พระราชบัญญัติให้ทุกคนได้รับรู้ สามารถเข้าถึงอย่างสะดวกและรวดเร็ว นำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการปรับทัศนคติและค่านิยมของคนในสังคมว่าด้วยความเสมอภาคทางเพศ ซึ่งต้องอาศัยกลไกรัฐที่มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ รวมทั้งเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันอุดมศึกษา และภาคประชาสังคม ตลอดจนประชาชนทั่วไป