#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/501508

รายงานพิเศษ : 5มาตรการช่วยชาวสวนยางฝ่าวิกฤติโควิด-19
วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.
สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ส่งผลกระทบทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทยด้วย แม้สถานการณ์ระบาดในประเทศขณะนี้ ไม่มีผู้ป่วยรายใหม่ในประเทศติดต่อกันมา 1 เดือนแล้วก็ตาม แต่ยังพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรายใหม่ที่กลับจากต่างประเทศ และเข้าพัก State Quarantine อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสถานการณ์ผู้ป่วยทั่วโลกยังมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ดังนั้น ผลกระทบภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
เกษตรกรชาวสาวยาง เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งโดยตรงและทางอ้อม ซึ่งรัฐบาลวางมาตรการช่วยเหลือเยียวยาหลากหลา0ยมาตรการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน
นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกยท. ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางพารา เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในเบื้องต้นได้ดำเนิน 5 มาตรการคือ 1.มาตรการขยายระยะเวลาการส่งใช้เงินกู้ยืมแก่เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางตามมาตรา 49 (3) โดยงดการคิดดอกเบี้ย ค่าปรับ ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม-30 กันยายน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการที่เศรษฐกิจหลายภาคส่วนต้องหยุดชะงัก 2.มาตรการพัฒนาความร่วมมือการผลิตและการตลาดภาคอุตสาหกรรมยางพารา เป็นการช่วยเหลือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง โดยการเพิ่มสภาพคล่อง สร้างเงินทุนหมุนเวียนให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหมอนยางพารา ซึ่งกยท.จะเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหมอนยางพาราเป้าหมาย 50 สถาบันทั่วประเทศ โดยใช้หมอนยางพาราเป็นหลักประกัน 50,000 ใบ งบประมาณ 11.3 ล้านบาท ด้วยการให้สถาบันเกษตรกรจะนำหมอนมาจำนำกับ กยท. ในอัตราร้อยละ 80 ของมูลค่าหมอนที่กำหนดแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อแห่ง
ทั้งนี้ สินค้าจะยังคงอยู่ที่สถาบันเกษตรกรจนกว่าจะจำหน่ายได้ และสถาบันฯกำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินทุนถึงเดือนกันยายน 2563 โดยไม่คิดดอกเบี้ย 3.มาตรการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยางปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการดำเนินงาน ในปี 2563 โดยผู้ประกอบกิจการยางที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องเพิ่มปริมาณการใช้ยางไม่น้อยกว่า 2 ตันต่อปี ในทุกวงเงิน1 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มปริมาณการใช้ยางไม่น้อยกว่า 50,000 ตัน วงเงินสินเชื่อทั้งหมด 15,000 ล้านบาท
4.มาตรการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบกิจการยางแห้งเพิ่มกิจกรรมให้ผู้ประกอบกิจการยางที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ต้องซื้อยางมาเป็นวัตถุดิบผลิตของฤดูกาลใหม่ รัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยในอัตราตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 2-3 ต่อปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรช่วงที่ผู้ประกอบกิจการไม่มีกำลังการซื้อ ให้เกิดการหมุนเวียนผลผลิตของเกษตรกรชาวสวนยาง วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท และ 5.มาตรการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์รัฐชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปีตามความเป็นจริง สำหรับผู้ประกอบการไม้ยางพารา และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น เฟอร์นิเจอร์ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการโค่นยาง 400,000 ไร่ ดูดซับปริมาณไม้ยางจากการกระตุ้นการโค่นจำนวน 12 ล้านตัน รวมถึงการส่งเสริมปลูกแทนวงเงิน 6,400 ล้านบาท
นอกจาก 5 มาตรการดังกล่าวแล้วเกษตรกรชาวสวนยางยังได้รับเงินจากเงินเยียวยาเกษตรกรผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร และยังไม่เคยได้รับสิทธ์เยียวยาใดๆจากรัฐบาลมาก่อน โดยจะช่วยเหลือทั้งกลุ่มประเภทเกษตรกรผู้ปลูกยางที่ถือบัตรสีเขียว และเกษตรกรผู้ปลูกยางที่ถือบัตรสีชมพู ตลอดจนผู้กรีดยางที่รับจ้างกรีดให้เกษตรกรผู้ปลูกยางทั้งบัตรสีเขียวและบัตรสีชมพู โดยทั้ง 3 กลุ่ม ต้องมีรายได้หลักจากการทำการเกษตร ไม่ได้รับเงินเดือนประจำจากหน่วยงานราชการหรือเอกชน ไม่เป็นข้าราชการบำนาญ ไม่มีสวัสดิการประกันสังคม และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการเราไม่ทิ้งกันของภาครัฐ จะได้รับเงินเยียวยาเกษตรกรรายละ 15,000 บาท
นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรียังเห็นชอบอนุมัติเงินเยียวยาเกษตรกรกลุ่มที่ด้อยโอกาสเนื่องจากเข้าไม่ถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร จำนวนกว่า 1.37 แสนราย ซึ่งยังไม่เคยได้รับสิทธิ์เยียวยาจากรัฐบาลมาก่อน โดยในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรชาวสวนยางแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. จำนวน 67,000 ราย จะได้รับเงินเยียวยาเกษตรกร รายละ 15,000 บาท จากนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จะส่งรายชื่อเกษตรกรกลุ่มนี้ให้กับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการจ่ายเงินโดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ เกษตรกรชาวสวนยางตรวจสอบสิทธิ์การเยียวยาฯ ได้ทางเว็บไซต์กระทรวงเกษตรฯ https://www.moac.go.th/ หรือเช็คตรง ที่ http://savefarmer.oae.go.th โดยเมื่อตรวจสอบสถานะแล้วได้รับสิทธิ์ สามารถตรวจสอบการโอนเงินเข้าบัญชีได้จากเว็บไซต์ ธ.ก.ส. http://www.เยียวยาเกษตรกร.com กรณีไม่มีบัญชีธ.ก.ส.แจ้งบัญชีธนาคารอื่น เพื่อรับเงินโอน ในเว็บไซต์ธ.ก.ส .นี้เช่นกัน”
ส่วนสถานการณ์ราคายางช่วงสถานการณ์โควิดระบาดนั้น มีแนวโน้มดีขึ้น ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในเดือนมิถุนายน ขยับขึ้นจากเดือนพฤษภาคม มาอยู่ที่ประมาณ 43 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งกยท.จะเร่งขยายตลาดเพิ่มขึ้น โดยขณะนี้กยท.พยายามเปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าให้เกษตรกร ทั้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเอง ภาคเอกชน และเปิดจำหน่ายช่องทางOnline และเพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพ เพิ่มมูลค่าให้สินค้าจากสถาบันเกษตรกร นอกจากนี้ กยท.ได้ริเริ่มดำเนินการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ผ่าน Application เพื่อรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ต่อผู้ซื้อว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากยางพาราแท้ 100% ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

