#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/507966

รายงานพิเศษ : กรมประมง‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’งานโครงการพระราชดำริ
วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.
กรมประมง เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ร่วมสนองงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เพื่อแก้ปัญหาความทุกข์ยากของราษฎรในชนบท โดยเน้นการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านการประมง การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำให้เป็นแหล่งอาหารโปรตีน และการอนุรักษ์ทรัพยากรประมง เพื่อสร้างอาชีพ ก่อเกิดรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเกษตรกร
นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา กรมประมงร่วมสนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกร โดยมุ่งเน้นสร้างอาชีพด้านการประมงและสร้างรายได้ให้เกษตรกร รวมทั้งปลูกจิตสำนึกให้มีการรักษาหวงแหนอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำธรรมชาติ ในหลายกิจกรรม ซึ่งในปีงบประมาณ 2563 กรมประมงดำเนินงานในโครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ ในพื้นที่ 67 จังหวัด มีเป้าหมายดำเนินงาน 77 โครงการ ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลักคือ 1.กิจกรรมผลิตพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ จำนวน 302,863,000 ตัว 2. กิจกรรมถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านการประมง ด้วยการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และสนับสนุนปัจจัยการผลิต พร้อมกับให้คำแนะนำด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำแก่เกษตรกร และด้านการแปรรูปสัตว์น้ำ 8,685 ราย 3.กิจกรรมประมงโรงเรียน 765 แห่ง และ 4. กิจกรรมจุดเรียนรู้และสาธิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 43 แห่ง ซึ่งได้ผลเป็นรูปธรรม ช่วยแก้ปัญหาความยากจน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และลดต้นทุนรายจ่ายในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ กรมประมงยังสนองพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชดำริให้กรมประมงฟื้นฟูปลาไทยให้กลับมามีจำนวนมากขึ้นและอนุรักษ์ปลาหายากไว้ เพื่อนำไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทดแทนปริมาณสัตว์น้ำที่ถูกทำลาย ตลอดจนคืนความหลากหลายของชนิดปลา รักษาสภาพความสมดุลตามธรรมชาติของแหล่งน้ำ นำมาซึ่งการใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน โดยในปีงบประมาณ 2563 มีเป้าหมายผลิตสัตว์น้ำเพื่อปล่อยแหล่งน้ำธรรมชาติ 45,255,000 ตัว ดำเนินการแล้ว 28,155,100 ตัว โดยเป็นชนิดพันธุ์สัตว์น้ำของไทย เช่น ปลายี่สกไทย ปลาแก้มช้ำ ปลาตะเพียนทอง ปลาบ้า ปลาสร้อยขาว ปลาทรงเครื่อง ปลากระแห ปลากดเหลือง ปลาชะโอน ปลาหมอไทย ปลาจาด เป็นต้น รวมไปถึงฟื้นฟูและขยายพันธุ์กุ้งก้ามกรามให้คืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย
นายมีศักดิ์กล่าวอีกว่า ในปี 2563 กรมประมงยังร่วมโครงการฟาร์มตัวอย่างต้านภัยโควิด – 19 ในรูปแบบโคกหนองนาโมเดล เพื่อสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด – 19 ที่ต้องหยุดงานและเดินทางกลับภูมิลำเนาในจังหวัดต่างๆ ให้มีงานทำและมีรายได้จากการจ้างงานในพื้นที่ในระหว่างหยุดงาน โดยโครงการฯ ประกอบด้วยฟาร์มตัวอย่าง 30 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ รวม 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง ราชบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี สกลนคร บุรีรัมย์ อุบลราชธานี บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร มหาสารคาม สงขลา พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี และยะลา
โดยมีการแบ่งการดำเนินงานโครงการเป็น 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 ระยะเร่งด่วน เป็นการดำเนินงานในการปรับสถานที่ในรูปแบบโคกหนองนาโมเดล และจัดทำโครงสร้างพื้นฐานภายในฟาร์มตัวอย่างฯ มีการจ้างแรงงานจากผู้เข้าร่วมโครงการรายใหม่เข้ามาดำเนินการ โดยใช้ระยะเวลาดำเนินการ 2 เดือน ระยะที่ 2 ระยะรักษาสภาพเพื่อถ่ายโอน เป็นการดูแลบำรุงรักษาการดำเนินงานของฟาร์มตัวอย่างฯและจัดกลุ่มผู้มีความสนใจในแต่ละด้านเข้ารับการฝึกงานและอบรมความรู้ด้านต่าง ๆ ให้สามารถดำเนินงานได้หรือนำไปประกอบอาชีพต่อไปได้ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 2 เดือน และระยะที่ 3 ระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งจะมีการถ่ายโอนความพร้อมให้ฟาร์มตัวอย่างฯ รับผิดชอบดูแลดำเนินงานต่อ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 1 เดือน
กรมประมงได้สนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนให้คำแนะนำด้านวิชาการและส่งเสริมการประมงที่เกี่ยวข้อง พร้อมสนับสนุนวิทยากรร่วมบรรยายให้ความรู้ตามที่ฟาร์มตัวอย่างฯ ต้องการ โดยให้หน่วยปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาคประสานงานโดยตรงกับผู้จัดการฟาร์มตัวอย่างฯ แต่ละพื้นที่ เพื่อให้ตรงตามความต้องการของฟาร์มและสอดคล้องกับความเป็นไปได้ในการดำเนินงานของหน่วยงาน โดยมีความก้าวหน้าในการดำเนินการโครงการมาตามลำดับ มีการประชุมหารือเพื่อเตรียมการดำเนินงานครบทั้งหมด จำนวน 30 แห่ง มีการให้คำแนะนำและจัดสร้างแหล่งอาหารธรรมชาติให้สัตว์น้ำแล้ว 23 แห่ง และได้ดำเนินการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ อาทิ พันธุ์ปลานิล ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทองปลายี่สกไทย ปลานวลจันทร์เทศ ปลาไน จำนวน 21 แห่ง และอบรมให้ความรู้ด้านอาชีพไปแล้ว 17 แห่ง
“นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเสด็จพระราชดำเนินไปยังภูมิภาคต่างๆเพื่อทอดพระเนตรความเป็นอยู่ และความทุกข์ยากเดือดร้อนของราษฎร พระราชทานแนวความช่วยเหลือราษฎร ซึ่งประสบปัญหาแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะการพัฒนาอาชีพ การพัฒนาแหล่งน้ำ และการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ทำให้ทรงเข้าพระราชหฤทัยถึงความทุกข์ยากของราษฎรทุกหมู่เหล่า ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยเฉพาะเรื่องการน้อมนำแนวทางตามหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และศาสตร์พระราชา มาใช้ในการดำเนินชีวิต คือการพึ่งตนเอง และมัธยัสถ์ ก่อให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียง อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”นายมีศักดิ์ กล่าว

