#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/508092

รายงานพิเศษ : กฎหมายประมงไม่ทำร้ายใคร… มุ่งสร้างความอยู่ดีกินดีให้เกษตรกร-ทรัพยากรสัตว์น้ำยั่งยืน
วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.
ประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกสินค้าสัตว์น้ำลำดับต้นของโลก เป็นสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่สร้างรายได้เข้าประเทศอันดับต้นๆ ขณะที่อาชีพประมงก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกมากมาย แต่การทำประมงผิดกฎหมาย ไม่จัดทำรายงาน และไร้การควบคุม ส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติสัตว์น้ำที่ถูกทำลาย ขาดความยั่งยืน จนอาจไม่มีเหลือให้รุ่นลูกหลานไว้ใช้ประโยชน์ แม้ที่ผ่านมาจะบังคับใช้กฎหมาย โดยผ่อนปรนขอบเขตให้เหมาะสมพอดี เนื่องจากเป้าหมายบังคับใช้กฎหมายไม่ได้กำหนดขึ้นมาเพื่อทำร้ายอาชีพประมง แต่เพื่อสร้างความพอดี ยั่งยืน
นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ย้อนไปก่อนปี 2558 การประมงของประเทศไทยอยู่ภายใต้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 ที่เน้นบริหารจัดการการประมงแบบ Open Access ทุกคนมีสิทธิได้รับใบอนุญาตทำประมง หากมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่มีระบบควบคุมจำนวนเรือประมง และระบบติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังการทำการประมง ส่งผลให้ประเทศไทยประสบปัญหาทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม สร้างความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและแหล่งที่อยู่อาศัยทางทะเล ความมั่นคงอาหาร เศรษฐกิจของรัฐชายฝั่ง คณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบให้ออกพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 เป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน เพื่อแก้ไขป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม มีผลใช้บังคับวันที่ 14 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา และมีการบริหารจัดการเชิงพื้นที่เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับแต่ละจังหวัด ทั้งเรื่องทำประมง เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการอนุรักษ์

ทั้งนี้ สิ่งที่เกษตรกรหรือชาวประมงจะได้รับประโยชน์จากการบังคับใช้กฎหมายการประมงคือ ไทยจะมีทรัพยากรประมงที่อุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เกิดความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ผู้ประกอบอาชีพประมง ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้ผลผลิตสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีคุณภาพ แข่งขันในตลาดโลกได้ ผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับการส่งเสริมคุณภาพและมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับของตลาด ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพประมงและประชาชนทั่วไป มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นในระยะยาว เนื่องจากทรัพยากรสัตว์น้ำมีพอสำหรับบริโภคยั่งยืน ผลประกอบการของเกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพประมง ตลอดจนเศรษฐกิจของไทยเจริญเติบโตต่อไปอย่างมั่นคง เนื่องจากสัตว์น้ำผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมงโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นที่ต้องการและจำหน่ายได้ทั่วโลก
ในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ กรมประมงไม่ได้มองเพียงสัตว์น้ำในทะเล ยังรวมถึงสัตว์น้ำจืดด้วย โดยมองทุกมิติจากภูผาสู่มหานที รวมถึงพัฒนาแหล่งน้ำในประเทศ ให้พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพิ่มปริมาณสัตว์น้ำได้ เป้าหมายอยากให้ชาวประมงมีความเป็นอยู่ที่ดี แต่วันนี้ กระบวนการรับรู้ของชาวประมงต้องคิดกลับจะทำเหมือนเดิมไม่ได้อีกต่อไป ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดพฤติกรรมทำประมงใหม่ ทุกคนต้องมีจิตสำนึกและทำประมงถูกต้องตามกฎหมายเพื่อใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำ ทั้งทางทะเลและแหล่งน้ำจืดที่เหมาะสมใช้ประโยชน์ได้สูงสุด การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดของกรมประมง ไม่ได้ขัดขวางการทำประมง แต่เรักษาผลประโยชน์ทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ให้ชาวประมงได้ทำประมงยั่งยืน
.jpg)
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างพ.ร.บ.ฉบับเดิมและฉบับใหม่ การเรียนรู้ของคนคนหนึ่ง แม้จะมีองค์ความรู้ผ่านประสบการณ์อย่างดี แต่ขาดประสบการณ์ด้านกฎหมาย เมื่อต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบการทำประมงถูกกฎหมาย ก็เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ กรมจัดทำคู่มือทำประมงแจกให้ชาวประมงได้ศึกษา สร้างการรับรู้ที่ถูกต้องและเข้าใจ เพื่อให้เกิดการยอมรับ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการคือ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้ออกกฎหมายภายใต้หลักวิชาการและสังคมยอมรับ กับบุคคลที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายคือ ชาวประมง หากทุกคนยอมรับปฏิบัติตามกติกา ทรัพยากรสัตว์น้ำก็จะไม่หายไปไหน เพราะการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดของกรมประมง ไม่ได้มุ่งขัดขวางการประกอบอาชีพของชาวประมง แต่เป็นการรักษาผลประโยชน์ทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ให้ชาวประมงได้ใช้ประโยชน์สูงสุดและเหมาะสม
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับชาวประมง พยายามผ่อนปรน สิ่งไหนเกินขอบเขตพยายามปรับลดให้เหมาะสม สิ่งไหนที่ยังขาดพยายามเติมเต็มให้เกิดมิติความพอดีและเดินต่อไปด้วยกันได้ ซึ่งนโยบายของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ มุ่งเน้นคืนความสุขกับชาวประมง ในการอนุรักษ์สัตว์น้ำให้ชาวประมงได้ประกอบอาชีพ
แต่การคืนความสุขนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากชาวประมงในการช่วยดูแล และต้องเกิดการยอมรับ โดยมีเป้าหมายให้ทรัพยากรสัตว์น้ำกลับคืนมาเพื่อใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน”อธิบดีกรมประมงกล่าว