#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/508090

‘ไททา’แนะเกษตรกรปรับตัวรับนิวนอร์มอล
วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.
ดร.วรณิกา นาควัชระ บีดิงเฮ้าส์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมนวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย(ไททา) เปิดเผยว่า ภารกิจหลักของไททาคือ ช่วยยกระดับภาคเกษตรกรรมไทยให้ก้าวขึ้นสู่ระดับสากล โดยยึดมาตรฐานสากลเป็นหลักปฏิบัติ เรามีพันธมิตรที่พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ นวัตกรรมใหม่ และเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมีศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก
สำหรับนโยบายของไททาครึ่งปีหลังคือ สานต่อการเผยแพร่ความรู้เรื่อง GAP และรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาตระหนักถึงความปลอดภัยต่อตนเอง ต่อสิ่งแวดล้อม และต่อผู้บริโภค เพื่อให้เกษตรกรไทยสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัยได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นการลดขีดจำกัดทางการค้าในการส่งออก พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงปัจจัยทางการผลิตที่มีคุณภาพ รวมถึงการทำแคมเปญ “Eat Safe Live Safe” (อีทเซฟลีฟเซฟ) หรือ “กินอยู่ปลอดภัย” รณรงค์ให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความปลอดภัยในอาหารรวมถึงวิธีเลือกอาหารปลอดภัยควบคู่กันด้วย
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ขณะนี้ภาคการเกษตรทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทาย หลายประเทศเผชิญวิกฤติความมั่นคงทางอาหาร เป็นผลมาจากสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง และการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันเพียงเท่านั้น แต่ยังสร้างปัจจัยลบอีกหลายด้านที่เป็นอุปสรรคต่อการผลิตอาหารให้เพียงพอความต้องการ โดยเฉพาะมาตรการล็อกดาวน์ ที่นอกจากจะทำให้ไม่สามารถขนส่งสินค้าและปัจจัยการผลิตข้ามประเทศได้ยังทำให้ขาดแคลนแรงงานในระบบ เนื่องจากแรงงานต่างประเทศเดินทางกลับภูมิลำเนาในสถานการณ์ไม่แน่นอนนี้
“หลายประเทศเกิดวิกฤติขาดแคลน เมล็ดพันธุ์คุณภาพ ปุ๋ย สารกำจัดแมลง เคมีเกษตรคุณภาพ ขณะที่ประเทศเราช่วงก่อนหน้านี้สินค้าเกษตรไม่สามารถส่งออกได้ ซึ่งการพึ่งพาอุปสงค์และอุปทานจากแหล่งผลิตระหว่างประเทศนี้ทำให้เกิดการทบทวนระบบการผลิตที่หันมาสู่การผลิตเพื่อพึ่งตนเองมากขึ้น ผลที่ตามมาคือจากที่เคยผลิตพอส่งออก เหลือแค่ผลิตให้พอกินในประเทศ ฉะนั้นวิกฤตินี้มีโอกาสสำหรับประเทศไทย ในการเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก ที่มีความได้เปรียบในการเกษตรกรรม มีความพร้อมทั้งด้านภูมิประเทศ และความชำนาญ”
ดร.วรณิกา ยังมองอีกว่า การจะผลักดันให้ไทยมีศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกยุคนิวนอร์มอลได้ เกษตรกรไทยต้องปรับตัวเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ลดพึ่งพาแรงงานหันมาใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมให้มากขึ้น เน้นการผลิตเพื่อคุณภาพมากกว่าปริมาณ วางแผนการผลิตที่สอดคล้องตลาดและสภาพอากาศมากขึ้น รวมทั้งเร่งพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้เข้าถึงองค์ความรู้ข้อมูลต่างๆ ยิ่งช่วงที่ผ่านมามีการเดินทางกลับภูมิลำเนามากขึ้น มีคนรุ่นใหม่หันมาทำการเกษตรมากขึ้น บางคนนำเทคโนโลยีมาช่วยหาตลาด หาช่องทางขายให้ครอบครัว ซึ่งถ้าสามารถนำนวัตกรรม เทคโนโลยี ผสานกับความรู้พื้นฐานด้านเกษตรที่ส่วนใหญ่มีกันอยู่ มาต่อยอดร่วมกับปัจจัยการผลิตอื่นๆ ก็จะสามารถสร้างระบบสมาร์ทฟาร์มมิ่งได้
ดร.วรณิกา ยังกล่าวเสริมอีกว่า GAP เป็นทางออกที่สมาคม มองว่ายั่งยืนที่สุด เพราะให้ผลผลิตมีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต นอกจากนี้ อีกประโยชน์ที่สำคัญมากคือความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเกษตรกรยุคนี้ต้องคำนึงถึงอย่างมาก เพราะโลกยุคใหม่นี้ ผู้บริโภคนอกจากจะห่วงสุขภาพแล้ว ยังมองไปถึงสิ่งแวดล้อม และแน่นอนว่าหลายประเทศคู่ค้าของไทยใช้ประเด็นสุขอนามัยพืชและสิ่งแวดล้อมและการทำลายระบบนิเวศเป็นหัวข้อกีดกันทางการค้าดังนั้น จึงสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนามาตรฐาน มี Traceability คือ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคและคู่ค้า GAP จึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่ให้ประโยชน์กับทุกฝ่าย