#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/entertain/511485

‘ตูน เอเอฟ’ เปิดเส้นทางจากนักร้องล่าฝันสู่เชฟมืออาชีพ
วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.19 น.
ฝันใครก็ฝันได้ แต่ฝันแล้วจะทำฝันเป็นจริง นั่นมันอีกเรื่อง ตูน ธัชพล ชุมดวง หรือ “ตูน เอเอฟ 3” ตามหาฝันของตัวเองเจอแล้ว หลังจากหายหน้าจากวงการบันเทิงไปนาน รายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 จึงขอส่งการ์ดเชิญ ตูน มาเยือนรายการอัพเดท หลังเสร็จสิ้นจากภารกิจนักล่าฝัน และเปลี่ยนแนวไปเดินทางตามหาอีกหนึ่งความฝัน กับการได้เป็น เชฟปรุงอาหารมืออาชีพในฝันได้สำเร็จ พร้อมกับอีกตำแหน่งสำคัญในชีวิตกับ บทบาทของการเป็น คุณพ่อมือใหม่ ..
ทำไมใช่คำว่าอดีตนักร้อง
ตูน : รู้ตัวเลยว่าเป็นคนที่ร้องเพลงไม่เป็น ถ้าใครที่ดูผมจะรู้เลยว่าผมร้องเพลงไม่เป็นเลย
แล้วไปประกวดร้องเพลงได้ยังไง
ตูน : คือตอนนั้นทำงานอยู่กับพวกถ่ายโฆษณาถ่าย Mv ทำงานในวงการอยู่แล้ว แล้วคือยุคนั้นเราก็เป็นเด็กโมเดลลิ่ง แล้วคือก็มีเปิดออดิชั่น เราก็เลยไปลองดู ที่จำได้คือเขาถามว่าความฝันของคุณคืออะไร เราก็บอกว่าผมอยากเป็นเชฟครับ เขาก็บอกว่าอ้าว !! แล้วมาทำไม นี่รายการร้องเพลงนะ รู้หรือเปล่า เราก็บอกว่ารู้ๆครับ ผมอยากเอาเงินที่ได้จากการร้องเพลงเป็นเชฟ
แล้วได้ร้องเพลงให้เขาฟังไหม
ตูน : ก็ร้องครับ แต่เขาไม่ด่านะครับ เขาคงเก็บไว้ในใจแล้วเอาไปพิจารณาทีหลัง ที่เราไปลงสมัครเอเอฟเพราะเราอยากเอาเงินไปสมัครเรียนเชฟ เลยความตั้งใจของเราตอนนั้น รายการนักล่าฝัน เพราะความฝันของเราไม่เหมือนกัน แล้วผมตีความแบบนั้นผมเลยไปสมัคร
เห็นว่าในที่สุดเราก็เข้ารอบไป 12 คนสุดท้าย แต่ถูกขังไว้ในห้อง เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ บอกได้ไหมว่าทำไมถูกขัง
ตูน : คือวันนั้นเป็นวันที่คัดตัวให้เหลือ 12 คนสุดท้าย แล้วพอคัดได้แล้วเขาพาไปเก็บตัวไว้ในห้องเลย เขาก็จับให้เราเข้าไปคุยว่าจะมีสัญญา 5 ปีนะ จะเซ็นไหม ถ้าเซ็นก็ไปเปิดตัวเลยนักข่าวรออยู่ ซึ่งเราก็ตัดสินใจเซ็นเลย
พอเซ็นเรียบร้อยแล้วเราก็ได้เข้าไปอยู่ในบ้านและด้วยความที่เราร้องเพลงไม่เป็น ทำให้เราโดนกระแสโจมตีหนักมาก ว่าเราเป็นเด็กเส้น
ตูน : เจ็บปวดมากๆ คือเรารู้กระแสนี้ตั้งแต่ก่อนเราเข้าบ้านแล้วครับ เพราะเมื่อก่อนเราก็เป็นศิลปินที่ฝึกหัดอยู่ที่อาร์เอส แล้วคือที่นี่ ครูกานต์ ก็สอนอยู่คนเลยมองว่าเราเป็นเด็กครูกานต์ แต่จริงๆผมไม่เคยเรียนกับครูกานต์ แต่รู้จักกัน คนเขาเลยโยงกัน
เป็นยังไงพอเข้าไปลำบากไหมตอนอยู่ในบ้าน
ตูน : ลำบากครับ ผมก็คิดว่าเอเอฟคงเป็นเหมือนละครเรื่องหนึ่งแบบมีบทหลายบท แบบบทคนสนุก บทคนห่วย บทคนเก่ง ผมก็เลยคือว่าผมเล่นเป็นบทคนห่วยก็ได้ ผมคือแบบนี้ครับ เพื่อชโลมใจตัวเอง
เจอกระแสเป็นเด็กเส้นร้องเพลงไม่ดี ตอนนั้นรู้สึกยังไงบ้าง ??
ตูน : มันก็มีท้อนะครับ ถึงพยายามพัฒนาตัวเองให้ได้ ตอนนั้น อยู่ในบ้านผมจะสนิทกับก้อ เพราะก้อ เขาเป็นคนที่เล่นเปียโนได้ เขาก็พยายามมาไล่คีย์ให้ผม เรียนไปเรียนมาก็เพิ่งรู้ว่าไอ้ก้อ ก็เพี้ยน (หัวเราะ) สรุปพากันลงคลอง
แล้วได้เงินจากเอเอฟไปเรียนเชฟสมใจอย่างที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า
ตูน : ก็พอออกมาก็ไปทำงานต่ออีกสัก 3-4 ปี ก็เก็บเงินพอได้และเราก็ได้ไปเรียนเชฟครับ
ตูน : นับว่าเอเอฟคือบันไดขั้นสำคัญที่ต่อยอดให้เราไปทำให้ฝันของเราเป็นจริง แต่ก็มีรายการที่ต่อเนื่องจากเอเอฟ ทำให้เราได้มีโอกาสไปเป็นพิธีกรรายการอาหารครับ ตอนนั้นเรายังทำอาหารไม่เป็นเลย ตอนนั้นเราก็ทำๆไปมีบทมีเมนูอาหารมา ตอนนั้นเราก็ทำๆไปก็รู้สึกหงุดหงิดกับตัวเอง เราทำอะไรเองไม่รู้เรื่องต้องมีคนมาสอนมาบอก หลายๆคนก็เริ่มเรียกเรา เชฟตูน ทำอาหารรายการนี้ชอบมากๆเลย เราก็เริ่มรู้สึก ว่าเราไม่ใช่ !! เรารู้ว่าเราไม่เป็นอะไรเลย เพราะมีคนมาสอนเรา
ตูน : ซึ่งตอนนั้นมีเพื่อนได้คุยกับเรามาแล้วเขาก็บอกว่าจะไปเรียนเชฟที่อเมริกา ตอนแรกก็ส่งก็อีเมล ส่งจดหมายไปสมัครตอนแรกไม่ได้คิดถึงเรื่องฉีกสัญญาอะไร เพราะดูก่อนว่าทางมหาวิทยาลัยจะตกลงรับเราไหม พอเขาส่งกลับมาว่า Congratulations เราก็อ้าว !! รับแล้วเหรอ ก็ตอนนั้นเราก็โทรหาที่บริษัทเลยว่าขอไปเรียนต่อนะครับ ตอนนั้นเราก็กำลังถ่ายละคร ถ่ายหนังอยู่ด้วยเขาก็บอกว่าได้เครียดงานให้เรียบร้อยแล้วค่อยไป ใจดีครับ เพราะเราไม่ได้ไปทำอะไรที่ผิดกับสัญญาเราไปเรียนต่อ ซึ่งเขาก็เซ็นยกเลิกสัญญาให้
มีเสียดายไหม เงิน งาน ชื่อเสียงในวงการ
ตูน : ตอนนั้นไม่รู้สึกว่าเสียดายเลยครับเพราะตอนนั้นใจของเราอยู่ที่ นิวยอร์ค แล้ว ความฝันที่แท้ของเราที่เรารอมานานอยู่ข้างหน้า แล้วคือเราเก็บเงินเพื่อตรงนี้พร้อมแล้วที่จะไป
เห็นว่าพอไปถึงที่ นิวยอร์ค ก็ไปสร้างชื่อเสียงในชั้นเรียนที่โน้นให้กับคนไทยมาก ในการทำ ทับทิมกรอบ โชว์ในชั้นเรียน
ตูน : คือ ตอนที่เราได้เข้าไปเรียนแล้ว เขาก็จะมีชั่วโมงเรียนที่ให้ทำอาหาร เอเชีย ซึ่งในห้องเรียนก็จะมีทั้ง เกาหลี ญี่ปุ่น ก็จะวนกันทำไป พอถึงวันของเราเขาก็ให้เราทำอาหารโชว์ตอนนั้นเราก็คิดว่าทำอะไรดีปกติเขาก็รู้จีกดีแล้ว ผัดไท ต้มยำกุ้ง ส้มตำตอนแรกผมก็คิดว่าจะทำเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมา ทับทิมกรอบ แล้วกัน เพราะทำเป็นอยู่แล้วเป็นวิชาที่ติดตัวเรา พอทำแล้วทุกคนชอบไม่เคยเห็น อาจารย์เขาก็เลยขอสูตรไป
ตูน : เราก็เรียนการทำอาหารอยู่ 2 ปีครับ ได้มีโอกาสได้ทำงานที่โน้นอีก 1 ปี ในการเป็นเชฟ เป็นร้านอาหารปกติเลยครับที่ นิวยอร์ค เป็นเอเชียนฟู้ดเป็นแบบฟิวส์ชั่น
เป็นยังไงพอเป็นเชฟมืออาชีพ ไม่ได้มีคนเซ็ตไว้ให้ แต่เป็นสิ่งที่เราลงมือทำเองจริงๆ
ตูน : เครียดครับ หลายคนถามว่าเหมือนกับรายการที่ดูไหม ที่เขาเขวี้ยงกระทะ อะไรกัน เป็นแบบนั้นไหม ใช่เลยครับ ถ้าเชฟสั่งอะไรเราตอบได้คำเดียวเลยครับ Yes เชฟ ต้องทำได้ทุกอย่าง ถ้า No คือไล่กลับบ้านเลย เพราะระบบเชฟที่อเมริกา คือ เขาทำกันแบบระบบทหาร
ตูน : อย่างไลน์ผมที่ไปทำงานเป็นแค่ระบบไลน์ คุ๊ก ยังไม่ใช่ เชฟ นะครับ เช่น คนนี้ต้มมคนนี้ผัด เราต้องตอบว่า Yes เชฟๆ คำเดียว คือที่ร้านที่ทำงาน เชฟ เขาจะมีกฎเหล็ก จะมี 2 ข้อคือ เชฟถูกต้องเสมอ ข้อสองคือ ถ้าเชฟทำผิดให้กลับไปดูข้อหนึ่ง เราก็โดนด่าโดนขว้างกระทะมาตลอด คือที่เราโดนด่าคือ แบบครั้งออร์เดอร์เยอะเราทำไม่ทัน บางอย่างไม่สุก ทำอาหารหน้าตาไม่ตรงกับของเขา คือ อย่างบางคนบอกว่าทำไปเถอะเขฟไม่รู้หรอก ไม่ใช่นะครับ เขารู้ทุกอย่าง เขาจะเดินเช็คตลอด
ตูน : อย่างบางคนเข้าใจนะครับ เขาทำอาหารทั้งคืน ทำ 1,000 จาน เราทำผิดจานเดียวอย่าคิดว่าไม่เป็นไรนะครับ เพราะลูกค้าที่มาทานคือ ทั้งหมดของเขาไง อันนี้ คือสิ่งที่เชฟสอนมา คือพลาดไม่ได้เลยสักจานครับ
ตูน : ที่ตัวเองโดนมาคือ ไล่ออกจากร้านเลย คือ ไล่ไปตั้งสติที่บ้านครับ เขาก็จะด่าๆเราก็รับฟัง เราไม่มีทางโต้แย่งอะไรเขาได้เลยครับ
ตูน : วันนั้น ร้องไห้เลยครับ โดนไล่กลับบ้านด้วยเรื่องนิดเดียวเองครับ เราแค่เอาถาดอะลูมิเนียมที่ใส่อาหานแล้วเราเผลอวางไว้ที่พื้น แล้วเชฟเห็นคือเขาไล่เลย go home เราไม่เถียงครับเพราะเรารู้ว่าเราผิด เพราะตอนนั้นยุ่งมากแล้วเราคิดว่าเดี๋ยวเราค่อยเก็บ เราคิดแค่นั้น แล้วพอเชฟไล่เราก็ไปยืนซึมๆหน้าร้าน
ซึ่งตอนนั้นเห็นบอกว่าวิธีปลอบใจตัวเอง คือ เอาตัวเองไปแช่ตู้เย็น
ตูน : คือ ที่โน้นเขาจะมีห้องเย็น บางจังหวะเราโดนเชฟด่า จนหัวร้อน อย่าด่านะแต่ทำไม่ได้ เราเข้าไปในห้องแช่เย็นเพื่อให้ใจมันเย็น
จากวันหนึ่งที่โดนเชฟ ด่าๆ แต่แล้วชีวิตเปลี่ยน เพราะว่าแฟนคลับเอเอฟมาทานข้าวที่ร้านแล้วจำตูนได้ แล้วเป็นยังไง ??
ตูน : คือร้านเป็นแบบครัวเปิด แล้วตอนนั้นเราก็ทำอาหารอยู่แล้วเชฟเดินเข้ามาถามว่าเคยเป็นนักร้องเหรอ เราก็คิดว่าเขารู้ได้ยังไง ใครบอก เขาก็ถามเราว่าทำไมไม่เห็นเคยบอกเลย ว่าเป็นนักร้อง เราก็บอกว่าจะบอกทำไมมันไม่เกี่ยวกับการทำอาหารนิ สุดท้ายคือเขาก็ปริ้นรูปผมมาแปะทั่วครัวเลย แล้วก็บอกว่าเปิด Mv ให้ดูหน่อย แล้วก็ชวนผมไปร้องคาราโอเกะ ประชันเสียงกัน
หลังจากที่ไปสั่งสมประสบการณ์มามากมาย ตอนนี้กลับมาอยู่ที่เมืองไทยแล้ว ทำอะไรอยู่บ้าง ??
ตูน : เป็นเชฟประจำร้านขนมของญี่ปุ่น แล้วก็โตเกียวมิลค์ชีส ช่วยดูแลให้ครับ
ตูน : แล้วก็เป็นอาจารย์สอนอยู่ด้วยครับ ตอนนี้ที่มหาวิทยาลัย กรุงเทพ แต่เทอมนี้ยังไม่ได้ไปสอนครับ ติดโควิด เรียนออนไลน์ไป
ตอนนี้ต้องเรียกอีกอย่าง คือ เชฟ พ่อลูกอ่อน ต้องขอแสดงความยินดีด้วยตอนนี้เป็นคุณพ่อแล้วลูกตอนนี้ 7 เดือน คือ น้อง ธิดา นั่นเอง รู้สึกเป็นยังไงบ้าง
ตูน : ตื่นเต้นมากครับ คือ เรายังไม่ค่อยพร้อม แต่สุดท้ายพอน้องมาแล้ว มันลืมทุกอย่างหมดเลยจิตใจเราอยู่แค่เขาจริงๆ ถามว่าปรับตัวเยอะขนาดไหน ปรับเยอะมากเลยครับ คือ ผมเพิ่มเข้าใจการอิสระความเป็นส่วนตัว ผมเพิ่งเข้าใจตอนที่มีลูกเลยครับ เพราะเราต้องเสียสละทุกอย่างของที่เราเคยอยากได้อยากมี เวลาที่เราทำโน้นนี่ ทุกอย่างมันไปหมดเลย ไปลงที่ลูกหมดเลย อย่างเราเป็นคนชอบสะสมรองเท้ามาก แล้ว ภรรยาเราจะน้อยใจเพราะผมรักรองเท้ามากเราจะทำความสะอาดทุกครั้งหลังใส่ แต่ตั้งแต่มีลูกยังไม่เคยซื้อเลย
ทุกวันนี้ใครเป็นคนทำอาหาร
ตูน : ผมครับ เพราะภรรยาทำอาหารไม่เป็น อาหารลูกเราก็เป็นคนทำทั้งหมด ตอนหลังๆก็เริ่มสอนภรรยาบ้างแล้วครับ
เห็นว่ามีโครงการที่อยากเปิดโรงเรียนสอนทำอาหาร สำหรับเด็ก ???
ตูน : ใช่ครับ หลังจากที่ผมได้ไปสอนทำอาหารทำให้ผมรู้ว่าผมชอบสอนทำอาหาร แต่พอมีลูกเราคิดว่าเราสอนเด็กดีกว่าเพราะเราก็อยากสอนลูกเรา แต่มันเป็นโครงการที่คิดและวางแผนไว้ คิดว่าอยากทำเป็นโรงเรียนที่พ่อแม่พาลูกมาร่วมทำด้วยกันได้ ในอนาคตก็อาจจะเปิดสอนขึ้นมาครับ



