#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/516055

กษ.เร่งขับเคลื่อนหม่อนไหมแปลงใหญ่2563
วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.
นายสันติ กลึงกลางดอน รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ตามที่กรมหม่อนไหมได้รับนโยบายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้านการเกษตรให้มีความสมบูรณ์ครบวงจร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกันผลิต ในรูปแบบแปลงใหญ่ ซึ่งกรมหม่อนไหมขับเคลื่อนภารกิจนโยบายดังกล่าวต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ด้วยการจัดทำโครงการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตหม่อนไหมระบบแปลงใหญ่ ที่บริหารจัดการร่วมกัน โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางดำเนินงาน ผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มการผลิต เพื่อร่วมจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพดี ราคาถูก ใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม และมีการบริหารจัดการด้านการตลาดที่มีประสิทธิภาพ โดยปี 2563 ดำเนินการในพื้นที่ 34 แปลง 18 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกหม่อนมากกว่า 12,000 ไร่ เกษตรกรรวม 2,994 ครัวเรือน ได้แก่ 1. ผลิตไหมอุตสาหกรรม 16 แปลง ในจ.น่าน กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร (2 แปลง) ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ (3 แปลง) นครราชสีมา สุรินทร์ และอุทัยธานี 2. การผลิตไหมหัตถกรรม 17 แปลง ในจ.เชียงราย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ (5 แปลง) บุรีรัมย์ (3 แปลง) นครราชสีมา (2 แปลง) ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ (2 แปลง) และ 3.การผลิตหม่อนผลสด 1 แปลง ในจ.น่าน(แปลงใหญ่ประชารัฐ) เพื่อพัฒนา เน้นให้เกิดการรวมแปลง/ รวมกลุ่มเกษตรกร จัดทำฐานข้อมูล และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและผู้จัดการแปลงใหญ่
นายสันติกล่าวต่อว่า แบบอย่างเกษตรแปลงใหญ่ด้านหม่อนไหมที่ประสบความสำเร็จ และแสดงให้เห็นถึงการดำเนินงานที่สนองตอบการขับเคลื่อนในทุกนโยบาย ทั้งนโยบาย “การรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่” และนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” คือ แปลงใหญ่หม่อนไหม พัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ภายใต้แปลงใหญ่ (ไหมอุตสาหกรรม) ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน มีพื้นที่ปลูกหม่อน 707 ไร่ สมาชิก 95 ราย ผลิตสินค้าไหมรังเหลืองตามมาตรฐาน GAP (มาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 8201-2555) การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จังหวัดน่าน ได้เริ่มตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมาโดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ น่าน ได้ขับเคลื่อนดำเนินการส่งเสริมการประกอบอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของเกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบ ได้แก่ จ.น่าน เชียงราย และพะเยา เพื่อพัฒนาเกษตรกรไปสู่การเป็น Smart Farmer ขณะเดียวกันได้ดำเนินการตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” โดยร่วมกับบริษัทเอกชนให้คำแนะนำแก่เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อจำหน่ายรังไหมให้บริษัทมากขึ้นซึ่งบริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องตลาดรับซื้อรังไหมและทำสัญญาซื้อขายรังไหมล่วงหน้าระหว่างเกษตรกรกับบริษัท (Contract farming) ปีต่อปี
สำหรับปี 2563 ได้ทำสัญญาซื้อขายรังไหมล่วงหน้ากับบริษัท จุลไหมไทย จำกัด เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2563 โดยนายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เป็นสักขีพยานในการทำสัญญาซื้อขายรังไหมดังกล่าว กำหนดปริมาณผลผลิตที่ต้องส่งมอบตามสัญญาซื้อขายรังไหม 55,000 กิโลกรัม (55 ตัน) จำนวน 8-10 รุ่น โดยใช้ไข่ไหมพันธุ์เหลืองสระบุรี ซึ่งเป็นไข่ไหมพันธุ์ไทยลูกผสม (ผลิตโดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ของกรมหม่อนไหม) บรรจุปริมาณไข่ไหม22,000 ฟอง/แผ่น คาดคะเนผลผลิตรังไหมสด 30 กิโลกรัม/แผ่น ทั้งนี้ ได้รับซื้อรังไหมแล้ว 3 รุ่นมีผลผลิตรังไหมรวม 15,540.47 กิโลกรัม คิดเป็นรายได้รวมกว่า 2.5 ล้านบาท เฉลี่ย 59.38 กิโลกรัม/ราย มีเปอร์เซ็นต์รังเสีย 8.05 ราคาสูงสุด 199.72 บาท/กิโลกรัม ราคาต่ำสุด 114.17 บาท/กิโลกรัม ราคาเฉลี่ย 156.88 บาท/กิโลกรัม ส่วนชนิดรังไหม (รังเสีย) ที่ขายได้ ประกอบด้วยรังแฝด 100 บาท/กิโลกรัม รังเสีย 90 บาท/กิโลกรัม รังบางและเน่า 20 บาท/กิโลกรัม และรังดีหลังจ่อ 120 บาท/กิโลกรัม มีราคาปุยไหม 5 บาท/กิโลกรัม เฉลี่ยการกินใบหม่อน/แผ่น 400-450 กิโลกรัม/แผ่น ผลผลิตหม่อน/ไร่ 2,500-3,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี เลี้ยงไหมได้ปีละ 8-10 รุ่น ตามการแบ่งแปลงหม่อนและการจัดการแปลงหม่อน