การแบ่งปันเกื้อกูลคือสิ่งวิเศษที่มนุษย์พึงกระทำต่อกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/516241

การแบ่งปันเกื้อกูลคือสิ่งวิเศษที่มนุษย์พึงกระทำต่อกัน

การแบ่งปันเกื้อกูลคือสิ่งวิเศษที่มนุษย์พึงกระทำต่อกัน

วันเสาร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ด้วยความที่อยากให้ลูกชาวสวนในเขตฝั่งธนบุรีมีโรงเรียนดีๆ ไว้เล่าเรียน จึงยกที่ดินให้เพื่อก่อสร้างโรงเรียนสวนกุหลาบ ธนบุรี เพราะหวังว่าเมื่อเขามีการศึกษาดีแล้ว จะได้ช่วยกันดูแลรักษาบ้านเกิดเมืองนอนของเรา 

แนวหน้าวาไรตี้สัปดาห์นี้ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย นำคุณไปสนทนากับ คุณปนัดดา สุวรรณานนท์ เพื่อให้ทราบถึงแนวคิดการแบ่งปันกันและกัน และทราบถึงความสำคัญของการเลี้ยงดูอบรมปลูกฝังภายในครอบครัว เพื่อให้ลูกหลานยึดมั่นในความดีความงาม 

อนุญาตเรียกชื่อเล่นคุณปนัดดา ว่าพี่เปียนะครับ เรียนถามว่าบ้านสวนริมคลองหลังนี้มีอายุกี่สิบปีแล้วครับ แล้วสมัยก่อนนั้น ที่ตรงนี้เป็นอะไรมาก่อนครับ เพราะปัจจุบันยังร่มครึ้มเขียวขจีมาก 

คุณปนัดดา : พื้นที่ตรงนี้คือบ้านพักอาศัยของพวกเราตั้งแต่ยุคประมาณ 100 ปีมาแล้ว สำหรับบ้านที่เราอยู่นะคะ ส่วนบ้านข้างๆ ของญาติพี่น้องมีอายุประมาณ 200 ปีค่ะ สมัยก่อนคนบริเวณนี้เรียกบ้านที่พวกเราอาศัยอยู่ว่าบ้านหอพระ เพราะมีหอพระอยู่หน้าบ้าน ส่วนคลองที่ไหลผ่านหน้าบ้านคือคลองด่าน ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ คนสมัยก่อนใช้คลองเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก เพราะถนนหนทางยังมีน้อยปัจจุบันบ้านหลังนี้อยู่ในเขตจอมทอง หลายคนเข้าใจว่าพื้นที่บ้านหลังนี้เคยเป็นสวนลิ้นจี่มาก่อน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ค่ะ สวนลิ้นจี่ของบ้านอยู่ถัดออกไปจากตรงนี้ประมาณ 2 กิโลเมตร ปัจจุบันดิฉันอนุญาตให้กรุงเทพมหานครใช้ทำสวนสาธารณะ เพื่อให้ชาวบ้านในบริเวณนี้ได้ใช้ทำกิจกรรมสาธารณะ เช่น ออกกำลังกาย กรุงเทพมหานครจึงตั้งชื่อว่าสวนสุวรรณานนท์ แต่เดิมในสวนแห่งนี้มีต้นลิ้นจี่แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงตัดต้นลิ้นจี่ทิ้งไป ทั้งๆ ที่บริเวณนี้ และบริเวณรอบๆ ในเขตจอมทองถูกระบุในประวัติศาสตร์ว่าเป็นสวนลิ้นจี่ที่ขึ้นชื่อที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนการที่บ้านหลังนี้เต็มไปด้วยต้นไม้เพราะครอบครัวของดิฉันเป็นผู้ที่รักต้นไม้มาก เมื่อเรามีบ้านไม้ เราก็จึงต้องการให้บ้านของเรารอบล้อมไปด้วยพรรณไม้ต่างๆ นานา ทั้งไม้ผลคือลิ้นจี่ และมะม่วง รวมถึงไม้ดอกสารพัดชนิด

เรียกได้ว่าพี่เปียเป็นสาวชาวสวนโดยแท้ และคุณยาย (คุณแม่พี่เปีย) ก็เป็นสาวชาวสวนเช่นกันแต่ทราบมาอีกว่า คุณยายเป็นคนทันสมัยมาก อ่านหนังสือพิมพ์ตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้ายอ่านทุกคอลัมน์ แล้วยังอ่านนิตยสารอีกหลายฉบับอาทิ สตรีสาร สกุลไทย รวมถึงนวนิยายชื่อดังหลายเล่มจนจำได้ขึ้นใจ เช่น สี่แผ่นดินรวมถึงอ่านวรรณคดี เช่น ขุนช้างขุนแผนพระอภัยมณี สามก๊ก เป็นต้น พี่เปียช่วยเล่าความมหัศจรรย์และความเป็นคนทันสมัยของคุณยายให้ฟังด้วยครับ 

คุณปนัดดา : ใช่ค่ะ เราภูมิใจกับความเป็นชาวสวนลิ้นจี่ สวนส้ม สวนหมาก สวนมะพร้าวอย่างมาก แสนเสียดายอย่างมากที่สวนลิ้นจี่ สวนส้ม และสวนอื่นๆ หมดสิ้นไปจากพื้นที่รอบๆ บ้านของเราแล้ว พูดถึงคุณแม่ หากคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ก็จะมีอายุ 105 ปี คุณแม่เป็นหนอนหนังสือตัวจริง อ่านหนังสือทุกครั้งเมื่อว่างจากงานประจำ ยิ่งในช่วงหลังๆ เมื่ออายุมาก ยิ่งอ่านหนังสือมาก หนังสือพิมพ์บางฉบับที่รายงานข่าวไม่เป็นกลาง คุณแม่สั่งห้ามนำเข้าบ้านเด็ดขาด (หัวเราะ) ส่วนวรรณคดีและนวนิยายชื่อดังหลายเล่มนั้น คุณแม่อ่านแล้วอ่านอีก โดยเฉพาะสี่แผ่นดิน ของคุณชายคึกฤทธิ์ (ปราโมช) คุณแม่อ่านจนจำได้ขึ้นใจ เวลาดูละครทีวีเรื่องสี่แผ่นดิน คุณแม่จะบอกได้เลยว่าตัวละครคนไหนพูดผิดบท ดิฉันเคยแซวคุณแม่ว่าสามารถขึ้นไปเล่นแทนตัวละครได้ทุกตัว หากตัวละครคนไหนขาดไป เพราะคุณแม่จำเนื้อเรื่องได้ดีมาก คุณแม่ชื่นชอบคุณชายคึกฤทธิ์มาก ขอให้ลูกพาไปบ้านของคุณชายคึกฤทธิ์ ที่ซอยสวนพลู เพราะต้องการจะเห็นว่าเรือนที่คุณชายคึกฤทธิ์อยู่นั้นเป็นอย่างไร เนื่องจากดูรูปบ้านหลังนั้นมาโดยตลอด

พี่เปียเป็นลูกคนเดียวของบ้าน แต่พี่เปียได้ไปร่ำเรียนที่สหรัฐฯ แสดงว่าคุณยายต้องมีวิสัยทัศน์ดีมาก แล้วก็ใจเด็ดมากที่อนุญาตให้ลูกเพียงคนเดียวไปเรียนในต่างแดน 

คุณปนัดดา : คุณแม่เป็นคนที่อยากเรียนหนังสือมาก แต่ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือสูง เพราะสมัยนั้นผู้ชายจะมีโอกาสเรียนหนังสือมากกว่าผู้หญิง แต่คุณแม่ก็ได้เรียนที่โรงเรียนวัดราชโอรสฯแล้วตั้งใจจะไปเรียนต่อที่โรงเรียนวังหลังวัฒนา(โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยในยุคนี้) แต่ก็มีข่าวลือว่าหากไปเรียนที่โรงเรียนวังหลวงแล้วจะต้องถูกนำไปเข้ารีต (เปลี่ยนศาสนาเป็นคริสต์) แล้วจะต้องถูกนำตัวไปอยู่ต่างประเทศ เมื่อคุณยาย (แม่ของคุณแม่) ทราบเรื่องนี้ ก็เลยบอกกับลูกว่าอย่าไปเรียนเลย อยู่บ้านเราดีกว่า เพราะถ้าจะต้องไปเรียนก็ต้องไปอาศัยอยู่บ้านของคนอื่น ซึ่งคุณยายเป็นห่วงมาก สรุปคุณแม่ก็เลยได้เรียนแค่ที่วัดราชโอรสฯ โดยเข้าไปนั่งเรียนกับผู้ชาย ซึ่งในสมัยนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่สนับสนุนให้ผู้หญิงเข้าไปคลุกคลีกับผู้ชาย

แต่สำหรับพี่เปียนั้น คุณยายสนับสนุนให้เรียนหนังสือมากเลยใช่ไหมครับ แล้วก็ทราบมาว่าคุณยายถือได้ว่าเป็นสาวล้ำสมัยสุดๆในยุคนั้นด้วย พี่เปียกรุณาเล่าให้ฟังด้วยครับ 

คุณปนัดดา : คุณแม่สนับสนุนให้ดิฉันเรียนหนังสืออย่างมาก อยากให้ดิฉันเรียนแพทย์ แต่ดิฉันกลัวเลือดอย่างที่สุด จึงตัดสินใจเรียนด้านสังคมสงเคราะห์ โดยไปเรียนที่เพนซิลวาเนีย ก่อนจะอนุญาตให้ไปเรียนต่อ ก็คุยกันพอสมควร แต่โชคดีที่ญาติไปเรียนด้วย คุณแม่เลยเบาใจ เพราะเห็นว่ามีคนสนิทไปอยู่ด้วยกัน ส่วนเรื่องความล้ำสมัยของคุณแม่นั้น ต้องบอกว่าล้ำสมัยมากจริงๆ เพราะดูจากชุดแต่งงานของคุณแม่เมื่อประมาณ 80 ปีก่อน ก็แสนจะเป็นฝรั่งมากใช้ผ้าเครปเดอซีน แล้วติดสม็อค ผ่าด้านหน้าลึก แขนกุด คุณแม่เล่าให้ฟังว่าช่างตัดเสื้อถามว่าคุณแม่ของคุณ (คุณยาย) อนุญาตให้สวมชุดนี้หรือ ปัจจุบันดิฉันยังเก็บรักษาชุดแต่งงานของคุณแม่ไว้อย่างดี เผื่อว่าพิพิธภัณฑ์ผ้าแห่งใดอยากจะนำไปแสดง ดิฉันยินดีมอบให้ค่ะ

เรียนถามเรื่องมอบที่ดินให้สร้างโรงเรียนสวนกุหลาบ ธนบุรี และอนุญาตให้กรุงเทพฯใช้สวนลิ้นจี่ของตระกูลสุวรรณานนท์ทำสวนสาธารณะ ทั้งๆ ที่ที่ดินสองแห่งนั้นมีมูลค่าสูงมากในปัจจุบัน 

คุณปนัดดา : ครอบครัวเราเห็นว่าการให้การศึกษาที่ดินกับคนทุกคนคือเรื่องสำคัญ แล้วเราก็ต้องการเห็นคนไทยทุกคนมีการศึกษาที่ดี เพราะเขาจะได้มีต้นทุนชีวิตที่ดีในอนาคต จึงตัดสินใจมอบที่ดิน 30 ไร่ ให้กับกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีข้อแม้ว่าต้องให้โรงเรียนสวนกุหลาบ ไปเปิดทำการสอนบนที่ดินที่มอบให้จึงกลายเป็นสวนกุหลาบ ธนบุรี ปัจจุบันโรงเรียนมีอายุ 12 ปีแล้ว ดิฉันคิดว่าต้องการให้ลูกหลานชาวสวนฝั่งธนฯ มีโรงเรียนดีๆ เพื่อไม่ต้องเดินทางไกลเข้าไปเรียนในตัวเมือง แต่ปัจจุบันรอบๆ โรงเรียนเปลี่ยนแปลงไปมาก เรือกสวนไร่นาหมดไปแล้ว กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรผุดขึ้นมาเต็มไปหมด แต่ก็ถึงว่าเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สมัยก่อนที่ตรงนี้สวยมาก มีคลองล้อมรอบ มีต้นไม้เยอะมาก มีสวนผลไม้ สวนผักแต่ภาพเดิมเช่นนั้นหมดไปแล้ว ส่วนสวนสาธารณะนั้น ก็ต้องการให้คนกรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น เพื่อจะได้มีโอกาสใช้ชีวิตบางช่วงในสวนสาธารณะได้มากขึ้น ได้สัมผัสความเขียวขจีมากขึ้น 

ย้อนกลับมาคุยเรื่องบ้านสวนริมคลองแห่งนี้ต่อครับ ทราบมาว่าสมัยก่อนนั้นบ้านริมคลองไม่มีรั้วเพราะไม่ต้องกลัวเรื่องขโมย แต่ปัจจุบันมีรั้วล้อมทุกบ้าน บรรยากาศเปลี่ยนไปมากจากสมัยพี่เปียเป็นเด็กๆ ช่วยย้อนบรรยากาศให้ฟังสักหน่อยนะครับ 

คุณปนัดดา : สมัยก่อนบ้านสองฝั่งคลองเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน ตะโกนคุยกันไปกันมาฝากของให้กันโดยให้เรือนำไปส่ง บางครั้งเวลาพระพายเรือมาบิณฑบาต เมื่อบ้านเราใส่บาตรพระ แล้วพระจะไปรับบาตรบ้านญาติฝั่งตรงข้าม ยังฝากของให้พระท่านนำไปให้เลยค่ะ (หัวเราะ) สมัยคุณพ่อจีบคุณแม่ก็ใช้การเปิดเพลง ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร ก็ไม่สุดสิ้นรักสมัครสมาน โดยเปิดจากแผ่นเสียงแล้วหันลำโพงมาทางบ้านคุณแม่ จนเมื่อสนิทสนมกันพอสมควรจึงข้ามฝั่งมาพูดคุยกันเป็นบางโอกาส โดยอาศัยความสัมพันธ์ผ่านญาติๆ แสนจะโรแมนติกมาก สมัยก่อนน้ำในคลองใสแจ๋ว เราใช้น้ำคลองในการซักล้างทำความสะอาดบ้านเรือน เวลาน้ำขึ้นเราจะต้องตักน้ำใส่โอ่ง แล้วนำสารส้มไปแกว่งในน้ำ เพื่อให้ตกตะกอน ดังนั้นบ้านของเราจึงมีโอ่งหลายสิบใบส่วนบนบ้านก็มีโอ่งใส่น้ำฝน สมัยก่อนเราดื่มน้ำฝนกันค่ะ แต่พูดถึงน้ำในคลองด่านสมัยนี้ มันทั้งดำทั้งเหม็น บางวันขยะชิ้นเท่าช้างลอยมา เราก็ต้องดึงเอาขยะขึ้นมาจากน้ำ เพราะทนดูไม่ได้ ไม่ทราบว่าทำไมเขาทิ้งน้ำเสีย และทิ้งขยะต่างๆ ลงคลอง คลองที่เคยสวยใส เลยเน่าดำและเหม็นมาก บ้านของเราเป็นบ้านเรือนไทย อยู่ริมคลอง อยู่ในสวนมีต้นไม้ต้นไร่สารพัดชนิด ที่ทั้งไม้ดอกที่ให้กลิ่นหอมในเวลาต่างๆ ทั้งเช้าสายบ่ายเย็น และมีบัวสารพัดชนิด แล้วก็ยังมีลั่นทมอีกหลายชนิด ดังนั้นเมื่อต้นไม้ออกดอกออกผลก็ทำให้บ้านเรามีกลิ่นหอมของดอกไม้ และมีผลไม้อร่อยๆ ไว้รับประทาน และแจกจ่ายเพื่อนฝูง โดยเฉพาะลิ้นจี่สามสี่ต้นในบ้านนี้ เวลาหน้าหนาวจัดๆ เขาจะให้ผลดกมาก กินกันไม่หวาดไม่ไหว รสชาติอร่อยมาก และยังมีละมุดสีดา มะดัน มะม่วง อ้อยังมีต้นรวงผึ้งด้วย เวลาเขาออกดอกจะมีฝูงผึ้งบินมาตอมเพื่อเอาน้ำหวานจากดอกรวงผึ้งไปเก็บสะสมไว้ เป็นภาพที่น่ารักมากจริงๆ

การดูแลรักษาบ้านไม้อายุมากให้อยู่ในสภาพดีเช่นนี้ และการรักษาต้นไม้ให้สวยงามเช่นนี้ ดูแลยากมากไหมครับ 

คุณปนัดดา : ก็ต้องหมั่นดูแลรักษาเขาตามระยะเวลา เช่น บ้านก็ต้องทาสีน้ำมันทุกๆ สามหรือสี่ปี แล้วก็ต้องดูว่าตรงไหนผุ ก็ต้องซ่อมทันที ส่วนหลังคาบ้านก็ต้องดูแลให้ดีไม่ให้รั่วซึม เพราะน้ำจะเข้ามาทำลายตัวบ้านได้ ส่วนการทำความสะอาดบ้านก็ต้องทำเป็นประจำ เนื่องจากบ้านมีหลายห้อง แต่มีคนดูแลน้อย เราจึงต้องทำความสะอาดแต่ละห้องในแต่ละสัปดาห์ เพราะทำความสะอาดพร้อมกันทุกคนในวันเดียวกันไม่ไหวแน่นอน เพราะเป็นงานหนักมาก ส่วนต้นไม้ก็ต้องคอยดูแลเขา ต้องคอยตัดแต่งกิ่งให้สวยงาม ยกเว้นลิ้นจี่เท่านั้นที่ไม่ต้องไปยุ่งกับเขามาก เพราะเขาดูแลตัวเองได้ดี เขาไม่ชอบให้ใครไปยุ่งกับเขา บ้านหลังนี้เป็นที่พบปะสังสรรค์ของคนในตระกูลสุวรรณานนท์เป็นประจำทุกปี และยังใช้เป็นที่สังสรรค์ของเพื่อน ๆ ที่ชอบต้นไม้ ชอบบ้านสวนด้วย บ้านสวนที่มีต้นไม้มากมายเป็นบ้านที่ให้ความร่มรื่น เข้ามาอยู่ใต้ร่มไม้แล้วสบายใจ เวลามองใบสีเขียว มองเห็นดอกไม้สีต่าง ๆ แล้วได้กลิ่นหอมของดอกไม้แล้วทำให้เราลืมความวุ่นวายของสังคมได้อย่างมหัศจรรย์  

คุณจะได้พบกับรายการดีที่ครบครันด้วยสาระและความบันเทิง รายการแนวหน้าวาไรตี้ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทางโทรทัศน์ TNN 2 ช่อง 784 ดิจิทัลทีวีหรือ True Visions 8 และชมรายการ ย้อนหลังได้ที่ YouTube แนวหน้าวาไรตี้

Leave a comment