#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/518388

ชาวไร่อ้อยจี้เลิกแบนพาราควอตหลังเดือดร้อนหนัก นักวิชาการแฉสารทดแทนก็ถูกแบนที่ยุโรปเหมือนกัน
วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563, 19.59 น.
วันที่ 14 กันยายน 2563 นายมนตรี คำพล ประธานสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยกว่า 4 แสนครัวเรือนทั่วประเทศ ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติห้ามใช้สารเคมีพาราควอด เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขณะที่สารทดแทนอย่างกลูโฟซิเนต นอกจากจะฆ่าหญ้าไม่ตายแล้ว ยังทำให้ต้นอ้อยไม่เติบโตด้วย
เช่นเดียวกับ น.ส.ทิพวรรณ ยงประโยชน์ เลขาธิการสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ที่กล่าวว่า การแบนสารพาราควอตทำให้ผลผลิตอ้อยลดลง ส่งผลกระทบถึงโรงงานน้ำตาล รวมทั้งข้อมูลที่นำมาใช้ในการแบนมีข้อน่ากังขาหลายประการ และเป็นการแบนสารชนิดหนึ่งแต่ให้ไปใช้สารอีกชนิดหนึ่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งก่อนหน้านี้ 4 องค์กรชาวไร่อ้อยพร้อมด้วย 37 สถาบันชาวไร่อ้อย ได้เข้าร้องเรียนกับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายเฉลิมชัย รับปากว่าจะส่งเรื่องให้ คกก.วัตถุอันตรายพิจารณาต่อไป
“ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมอย่างเร่งด่วน หากล่าช้า เกษตรกร อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล อาจไม่รอด ถ้าเป็นเช่นนี้ท่านจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้อย่างไร หากอุตสาหกรรมในประเทศล่มสลาย” เลขาธิการสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าว
ขณะที่ นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และนายกสมาคมเกษตรปลอดภัย กล่าวว่า การที่เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา ผลไม้ ข้าวโพดหวานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้รับผลกระทบจากการหันไปใช้สารกลูโฟซิเนตหลังทางการเร่งรีบแบนสารพาราควอดและไกลโฟเซต อีกทั้งยังปล่อยให้มีการนำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีการตกค้างสารเคมีจากต่างประเทศ นี่คือความไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกรไทยและยังเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคด้วย
ทั้งนี้ ตนเห็นว่าการตัดสินใจของ นายเฉลิมชัย ที่ส่งเรื่องต่อให้ คกก.วัตถุอันตรายพิจารณา เป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรีในฐานะ รมว.เกษตรฯ แล้ว เพราะเป็นการรับผิดชอบต่อชีวิต อาชีพ และความเป็นอยู่ของเกษตรกร หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมหรือไม่
ด้าน นางจรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่า ขั้นตอนการพิจารณายกเลิกการใช้พาราควอตไม่ใช่ขั้นตอนปกติของกรมวิชาการเกษตร เพราะนอกจากการแบนสารอย่างเร่งรีบแล้ว ยังไม่มีความพร้อมของสารทดแทน ที่มีคุณสมบัติ ประสิทธิภาพและราคาที่ใกล้เคียงกับพาราควอต สารชีวภัณฑ์ปลอมเกลื่อน และยังไม่มีชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง อีกทั้งการสืบค้นหาความจริงในงานวิจัยที่ถูกกล่าวอ้างว่าพบสารเคมีตกค้างในน้ำดื่มเมืองน่าน พบว่า นักวิจัยอ้างค่ามาตรฐานผิดจากความจริง
และเมื่อลงพื้นที่หาสาเหตุโรคเนื้อเน่า ปลายปีที่ผ่านมา ไม่พบการตกค้างของพาราควอต แต่พบเชื้อแบคทีเรียสาเหตุของโรคเนื้อเน่า เช่นเดียวกับงานวิจัยพาราควอตในขี้เทาทารก พบว่ามีข้อน่าสงสัยหลายประการในวิธีการทดลองของนักวิจัยที่ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ ขณะเดียวกัน นักวิจัยเองยังแสดงความเห็นของตนเองในรายงานว่ามีการทำการศึกษาในตัวอย่างที่น้อยเกินไป และไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์ของบางเหตุการณ์ได้
นางจรรยา กล่าวต่อไปว่า ส่วนสารกำจัดวัชพืชกลูโฟซิเนตนั้นถูกแบนในสหภาพยุโรป (EU) ตั้งแต่ปี 2561 เพราะพบว่า เป็นพิษต่อระบบประสาท ทำให้ระบบสืบพันธุ์และการเจริญของทารกผิดปกติ และอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม แต่กลับได้รับคำแนะนำจากกรมวิชาการเกษตรรวมถึงองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ให้ใช้สารนี้ โดยไม่มีการนำเสนอข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและเกษตรกรเลย
“บทเรียนที่น่าสนใจของการแบนกลูโฟซิเนตของสหภาพยุโรปคือ ใช้ระยะเวลาในกระบวนการยกเลิกถึง 13 ปี เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวที่จะหาวิธีการหรือสารทดแทน และนำสินค้าออกจากตลาด แต่การแบนพาราควอตในประเทศไทย ใช้เวลาไม่กี่เดือน โดยเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2563 เป็นการห้ามเกษตรกรและอุตสาหกรรมในประเทศใช้ ต้องส่งกลับคืนไปสู่ต้นทางเพื่อเผาทำลายเท่านั้น ” นางจรรยา ระบุ
น.ส.เพชรรัตน์ เอกแสงกุล ประธานกิตติมศักดิ์ และกรรมการคณะกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การแบนพาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และจำกัดการใช้ไกลโฟเซต ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องถึง 2 ล้านล้านบาท สภาอุตสาหกรรมฯ เห็นว่าความเดือดร้อนนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย และที่สำคัญมีผลกระทบกับเกษตรกรที่เป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ซึ่งได้จัดงานเสวนาและถอดบทเรียนจากการแบนสารทั้ง 2 ชนิด เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และยังเคยส่งหนังสือถึง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ขอให้พิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน และหามาตรการบรรเทาผลกระทบให้ได้ก่อนตัดสินใจแบนสารทั้ง 2 ชนิด และสภาอุตสาหกรรมฯ ยังคงมีข้อเรียกร้องเดิมนี้ไปยังภาครัฐ และคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้ต้องทบทวนมาตรการต่างๆ อย่างรอบครอบ เพราะความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว