#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/499594

‘สกลนครโมเดล’ต่อยอด สินค้าเกษตร-ภูมิปัญญาท้องถิ่น
วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.
“จน-แล้ง” คงไม่เกินจริงนักหากจะใช้คำทั้ง 2 ในการอธิบายนิยามของ “ภาคอีสาน” หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เรื่องเล่ามากมายจากอดีตถึงปัจจุบันมักกล่าวถึงความยากจนทำให้ชาวอีสานตัดสินใจละทิ้งบ้านเกิดไปแสวงหาโอกาสที่อื่น ทั้งเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และไปไกลถึงต่างแดน เพื่อหารายได้มาเลี้ยงตนเองและสร้างครอบครัว ซึ่งปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือ “ขาดแคลนแหล่งน้ำ” สำหรับทำการเกษตร
“พื้นที่ภาคอีสานมีสภาพแห้งแล้งและดินไม่อุดมสมบูรณ์โดยทั่วไป ส่วนพื้นที่ชลประทานซึ่งสามารถกระจายน้ำไปถึงไร่นาได้ยังมีอยู่น้อยมาก เกษตรกรอีสานจึงต้องอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติเป็นหลักในการทำการเกษตรไม่ว่าจะเป็นปลูกข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด (เลี้ยงสัตว์) และอ้อย” จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อนโดย คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม
สภาผู้แทนราษฎร ในการ “ยกระดับคุณภาพชีวิต” ของเกษตรกร
คณะกรรมาธิการฯ ตัดสินใจเลือก “สกลนคร” เป็นจังหวัดนำร่อง โดยเริ่มทำใน 2 อำเภอคือ อ.วานรนิวาส และ อ.บ้านม่วง ร่วมกับคณาจารย์ และทีมวิจัยจากสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร) มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (วิทยาเขตพังโคน) รวมไปถึงการสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อดำเนินการใน 6 เรื่อง ได้แก่
1.ปรับปรุงดิน เพราะสภาพดิน
ที่พบส่วนใหญ่เป็นดินลูกรังที่ไม่เก็บน้ำ และขาดความอุดมสมบูรณ์ จึงไม่สามารถปลูกพืชได้ ซึ่งงานวิจัยของ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ พบว่า จุลินทรีย์ในพื้นที่สามารถช่วยย่อยเศษใบไม้และสารในดิน เพื่อเปลี่ยนสภาพดินลูกรังให้กลายเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ได้ภายในระยะเวลา 1 เดือน การค้นพบนี้ทำให้เกษตรกรนำไปใช้ปรับปรุงดินให้มีคุณภาพเหมาะแก่การเพาะปลูก
2.บริหารจัดการน้ำ ด้วยความที่ภูมิประเทศแห้งแล้ง และโครงการชลประทานอาจใช้เวลานานในการรอ “น้ำบาดาล” จึงเป็นคำตอบ แม้จะมีต้นทุนในการสูบขึ้นมาใช้ แต่สามารถลดต้นทุนได้ด้วยการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) สำหรับสูบน้ำเข้าบ่อพักในเวลากลางวัน แต่ต้องทำควบคู่ไปกับระบบคำนวณปริมาณน้ำใต้ดิน รวมถึงระบบตรวจสอบความชื้นของดินเพื่อวางแผนการจ่ายน้ำอย่างเหมาะสม
3.ส่งเสริมผักสวนครัว เนื่องจากเป็นพืชอายุสั้นและใช้น้ำน้อย เช่น ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ข่า ตะไคร้ ฟักทอง พริก ใช้เวลาดูแลไม่นานก็เก็บขายได้แล้วและมีผู้รับซื้อประจำอย่างร้านอาหารหรือโรงแรม แต่ต้องมีการวางแผนการปลูกพืชแต่ละชนิดเพื่อให้สามารถลดความเสี่ยงจากแมลงและโรคพืช หากเกษตรกรสามารถทำให้ผลผลิตมีคุณภาพสูง เมื่อนำไปขายก็จะได้ราคาดี โดยเฉพาะผักปลอดสารเคมีซึ่งกำลังเป็นที่นิยมตามกระแสรักษ์โลก-รักสุขภาพในปัจจุบัน
4.สร้างมูลค่าให้กับสมุนไพร หากมองในแง่มูลค่าทางเศรษฐกิจแล้วต้องบอกว่าสมุนไพรเป็นพืชที่มีศักยภาพสูงมาก แต่น่าเสียดายที่เกษตรกรยังเข้าถึงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้น้อย ผู้ปลูกสมุนไพรหลายรายปลูกแบบตามมีตามเกิดและขายตามน้ำหนักที่ชั่งได้ จึงได้ราคาต่ำ แต่หากมีการแปรรูปเป็นสารสกัดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ราคาจะเพิ่มขึ้นถึงหลักสิบหรือแม้แต่หลักร้อยเท่า เช่น ขมิ้นชัน ซึ่งมีสารเคอร์คูมินอยด์ เป็นต้น
5.พัฒนาการผลิตสีคราม จ.สกลนคร มีสินค้าที่มีชื่อเสียงอย่างผ้าย้อมคราม ด้วยความที่เป็นสีธรรมชาติจึงเป็นที่ต้องการโดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ จึงต้องมีองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการเพิ่มมูลค่า เช่น การปลูกครามเพื่อให้ได้ผงครามตามมาตรฐานและปริมาณสูง การพัฒนาผงครามให้พร้อมใช้แก่คนทั่วไป การก่อหม้อครามเพื่อให้ได้ผ้าย้อมครามสีมาตรฐาน ไปจนถึงการกำหนดแถบสีต่างๆ ของครามเพื่อให้เป็นมาตรฐานของการประกอบธุรกิจผ้าครามในอนาคต และ 6.การพัฒนาป่าเศรษฐกิจครอบครัว ให้เกษตรกรที่มีที่ดินของตนเอง สามารถมีแหล่งอาหารไว้ยังชีพได้
หนึ่งในคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร “สกุณา สาระนันท์” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สกลนคร พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การทำงานในครั้งนี้ไม่ใช่การทำงานแบบเดี่ยวๆ ภายในจังหวัด แต่เป็นการบูรณาการร่วมกับจังหวัดอื่นๆ “นำจุดแข็งที่มีของแต่ละพื้นที่มาผสานกัน” อาทิ จ.สกลนคร มีชื่อเสียงเรื่องผ้าย้อมคราม ก็ไปจับมือกับ จ.จันทบุรี ซึ่งโดดเด่นด้านการทำเครื่องประดับจากอัญมณี
“เรามีแนวคิดว่าในช่องทางของการเป็นเครื่องประดับ (Accessories) ในการที่จะเพิ่มโอกาสการขายให้แก่ผ้าย้อมครามด้วยการทำเป็นเครื่องประดับตกแต่ง หรือออกแบบ (Design) เครื่องประดับที่จะมาใส่กับผ้าย้อมครามแล้วเก๋ มันจะทำให้ผลิตภัณฑ์ของเราขายได้ดีขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องเอาผ้าย้อมครามไปทำเป็นเครื่องประดับ แต่หมายถึงเราร่วมมือกับที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ซึ่งเราเลือกจันทบุรี ซึ่งเขามีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้ให้เขาออกแบบเครื่องประดับ เพื่อที่จะเอามาส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้า” สกุณา อธิบาย
เช่นเดียวกัน ด้วยความที่ชาวสกลนคร หลายรายมีที่ดินเป็นของตนเอง และสภาพที่ดินนั้นมีความเป็นป่า ดังนั้น จึงมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่า อาทิ ส่งเสริมการปลูกเห็ด ผักหวาน และโดยเฉพาะสมุนไพร เช่น ขมิ้นชัน กวาวเครือ ซึ่งสามารถนำไปสกัดสารสำหรับใช้ในทางยาหรืออาหารเสริมได้ อันเป็นรายได้อีกช่องทางหนึ่งของเกษตรกร ขณะที่ด้านการปลูกพืชผักสวนครัว จะเน้นพืชที่มีตลาดในท้องถิ่นรองรับอยู่แล้ว โดยเพิ่มเติมด้านมาตรฐานเกษตรปลอดภัย และมีตลาดเฉพาะ เช่น โรงพยาบาล รวมถึงอาหารเพื่อการท่องเที่ยว
และแม้ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรวมถึงผู้ประกอบการในพื้นที่ เช่น กลุ่มผ้าย้อมครามซึ่งมีลูกค้าต่างประเทศไม่สามารถส่งสินค้าออกไปได้ ส่วนตลาด
ในประเทศ จากเดิมในช่วงปกติที่ จ.สกลนคร จะมีถนนผ้าย้อมครามทุกๆ สุดสัปดาห์จะเป็นจุดนัดพบระหว่างผู้ผลิตผ้าย้อมครามกับผู้ที่จะนำไปจำหน่าย แต่เมื่อมีสถานการณ์โรคระบาดตลาดก็ต้องปิดตัวลงชั่วคราว แต่ ณ ขณะนี้เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง มีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ให้กิจการต่างๆ ทยอยกลับมาเปิดได้ผู้เกี่ยวข้องก็ไม่รอช้ารีบกลับมาขับเคลื่อนทันที
“สกลนครเราเตรียมความพร้อมทุกภาคส่วน วันนี้โครงการ (Project) ที่เขียนไว้พอเริ่มปล่อยเริ่มคลาย อาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ลงพื้นที่แล้ว อย่างเรามีมหาวิทยาลัย 3 แห่งในชุมชนที่ลงมาช่วยดู ม.ราชภัฏสกลนคร ดูเรื่องครามกับผักสวนครัวเขาก็ลงแปลงพาเกษตรกรทำ ม.เกษตรศาสตร์ ดูแลเรื่องดินเรื่องน้ำและการตลาด เขาก็ทำงานกันแล้ว ถ้าเข้าไปดูที่เพจสกลนครโมเดลจะเห็นว่าเราทำงานกันเต็มที่ ส่วน ม.เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ดูเรื่องครามก็ลงแปลง ตอนนี้ต้นครามของเขาก็เริ่มโต พอเปิดเต็มที่เราก็คิดว่าจะเริ่มงานได้เร็วมาก” สกุณา กล่าวในท้ายที่สุด
สำหรับผู้ที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหว สามารถเข้าไปติดตามได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ “สกลนครโมเดล” https://www.facebook.com/สกลนครโมเดล-109729497283789/ หรือที่เพจ “หมู่บ้านแม่นยำ” อีกช่องทาง