#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/527967

กรมประมงลุยแผนปฏิบัติการพัฒนากุ้งก้ามกราม
วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.
นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กุ้งก้ามกราม ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย เกษตรกรเพาะเลี้ยงแพร่หลายหลายจังหวัด เช่น ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา ชลบุรี กาฬสินธุ์และเชียงราย ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายส่งเสริมการรวมกลุ่มตามโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามรายย่อยรวมกลุ่มบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตครบวงจร รวมถึงเชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดเสริมสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกุ้งก้ามกรามให้ได้ 40,000 ตัน ภายในปี 2565 กรมประมงจึงจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนากุ้งก้ามกราม (พ.ศ. 2562-2565) สำหรับวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตกุ้งก้ามกรามตลอดห่วงโซ่อุปทานให้มีขีดความสามารถแข่งขัน รวมทั้งพัฒนาช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ แบ่งประเด็นยุทธศาสตร์การดำเนินงาน 4 ด้านได้แก่ 1.ด้านวิจัยและพัฒนา 2.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 3.การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร และ4.ด้านการตลาด ใช้เป็นกรอบขับเคลื่อนพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามครบวงจร มีเป้าหมายและทิศทางที่ชัดเจน
นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดกล่าวเพิ่มเติมว่า ปีงบประมาณ 2564 กรมประมงหารือกับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องหาแนวทางผลักดันเพิ่มผลผลิตให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 40,000 ตัน/ปี จากปัจจุบันที่ทำผลผลิตได้ 31,838 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 7,900 ล้านบาท พร้อมเตรียมขยายฐานการตลาด เพิ่มช่องทางจำหน่าย เช่น จัดทำ Platform ซื้อขายผลผลิตกุ้งก้ามกราม ทำแบรนด์สินค้ากุ้งก้ามกรามไทย จัดมหกรรมสินค้าเกษตรแปลงใหญ่ ทำคลัสเตอร์ส่งออกกุ้งก้ามกราม เพื่อบริโภคทั้งชนิดแช่เย็นและแช่แข็ง เน้นเปิดตลาดไปจีน เพราะเป็นตลาดที่มีกลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่มีกำลังซื้อสูงขณะนี้กรมประมงปูแนวทางส่งเสริมพัฒนาเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามรองรับตลาด โดยยกระดับมาตรฐานปฏิบัติเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี
สำหรับการผลิตสัตว์น้ำ หรือ GAP (Good Aquaculture Practice) โดยนำร่องในโรงเพาะฟัก 200 แห่งในจ.ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรีและในฟาร์มเพาะเลี้ยง 400 แห่งใน 4 จังหวัด ที่เป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่สำคัญของประเทศได้แก่ ราชบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา และสุพรรณบุรี อีกทั้ง ยังพัฒนาระบบความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มกุ้งก้ามกราม ส่งเสริมเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในบ่อดิน เฝ้าระวังโรคกุ้งก้ามกราม และปรับปรุงการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ(ทบ.1) โดยสำรวจข้อมูลใหม่ทุกจังหวัด ทั้งนี้ภาครัฐพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม สร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้เกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างยั่งยืนต่อไป