ส่องเกษตร : เข้าใจ ตระหนัก ร่วมมือกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529834

ส่องเกษตร : เข้าใจ ตระหนัก ร่วมมือกัน

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 21.40 น.

ประเทศไทยของเราตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นเหมือนกับอีกหลายๆ ประเทศในภูมิภาคแถบนี้ จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมีพืชพรรณหลายชนิดเจริญเติบโตให้ผลผลิตแตกต่างกันไป ถึงกับมีคนกล่าวไว้ว่าประเทศไทยมีผักผลไม้บริโภคได้ตลอดทั้งปี สลับชนิดมาให้ผู้บริโภคได้เลือก มากบ้างน้อยบ้างตามฤดูกาล หรือพืชพรรณชนิดอื่นก็ตาม ต่างก็ให้ผลผลิตอย่างหลากหลายตลอดฤดูกาลหมุนเวียนไปในแต่ละรอบปีขณะเดียวกันบนความหลากหลายของชนิดพืชที่สามารถเติบโตและให้ผลผลิตได้ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ศัตรูพืชก็ไม่ต่างกัน ทั้งความหลากหลายของชนิดศัตรูพืช แหล่งอาหาร จึงส่งผลให้ศัตรูพืชสามารถขยายแพร่พันธุ์และเพิ่มจำนวนประชากรได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน จนบางครั้งส่งผลให้เกิดความเสียหายกับผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรอย่างมหาศาล ดังที่เคยปรากฏมาบ่อยครั้งเมื่อในอดีต ไม่ว่าจะเป็นตั๊กแตนปาทังก้า เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หรือแม้แต่หนอนหัวดำในมะพร้าว หรือในยุคปัจจุบันที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ คือ โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นต้น

จากสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมดังกล่าว พืชบางชนิดอาจไม่ใช่พืชในท้องถิ่นมีการนำเข้ามาจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก บ้างก็นำมาปลูกทดสอบ เพื่อคัดเลือกให้ได้ผลผลิตที่ดีตอบสนองความต้องการใช้ประโยชน์ บ้างก็นำเข้ามาเพราะความสวยงาม แต่สุดท้ายกลายเป็นวัชพืชไป เช่น ผักตบชวา เป็นต้น หรือบ้างก็นำเข้ามาใช้ประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง แต่ไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นวัชพืชไป เช่น ไมยราพยักษ์เป็นต้น พืชบางชนิดที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกทำรายได้หลายหมื่นล้านกลับไม่ใช่พืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย หากเป็นการนำเข้ามาทดสอบและทดลองปลูกตามที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อได้ผลดีจึงมีการนำมาขยายการผลิตอย่างกว้างขวาง จนคนในยุคปัจจุบันเข้าใจไปเองว่าเป็นพืชผลที่มีอยู่ในประเทศแต่เดิม ด้วยเหตุผลว่าเราสามารถผลิตได้ดีมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด และที่สำคัญเราสามารถผลิตให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ จึงดูเหมือนว่าประเทศไทยเป็นแหล่งกำเนิดของพืชชนิดนั้น ไม่ว่าจะเป็นลำไย ลิ้นจี่ หรือ ยางพารา ที่นำเข้าปลูกทางใต้ของประเทศ ปัจจุบันขยายพื้นที่ปลูกไปเกือบทั่วประเทศ

ผลจากการนำเข้าพืชชนิดต่างๆ เข้ามาในประเทศ ย่อมมีโอกาสติดเข้ามาของศัตรูพืชด้วยเช่นกัน หากศัตรูพืชที่ติดเข้ามาสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้ และมีพืชอาศัยค่อนข้างกว้าง จะส่งผลให้กลายเป็นศัตรูพืชของพืชที่มีอยู่ในประเทศไทยได้ และก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา จึงต้องมีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชชนิดนั้นให้หมดสิ้นไป จากเหตุผลดังกล่าว

เพื่อเป็นการป้องกันและรักษาไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ดีของการผลิตทางการเกษตร ป้องกันไม่ให้ศัตรูพืช ทั้งที่อาจเป็นโรค แมลง หรือ แม้แต่ตัวพืชนั่นเองอาจกลายเป็นวัชพืชหรือพืชรุกรานทำลายพืชเศรษฐกิจหลักของไทยได้ จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติป้องกันโรคและศัตรูพืช พ.ศ.2495 ก่อนที่จะปรับมาเป็นพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นเวลาเกือบจะ 70 ปีแล้ว โดยหวังที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันการรุกรานเข้ามาของศัตรูพืชต่างถิ่นที่จะเข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรของไทย โดยกฎหมายฉบับนี้กำหนดสิ่งที่ต้องควบคุมออกเป็น 3 กลุ่ม คือ สิ่งต้องห้าม สิ่งกำกัด และสิ่งไม่ต้องห้าม เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามอนุสัญญาการอารักขาพืชระหว่างประเทศ หรือ International Plant Protection Convention (IPPC) ซึ่งเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศในระดับโลก เพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุม กำกับ ดูแล มิให้เกิดการนำเข้ามา แล้วมาก่อให้เกิดความเสียหายให้กับพืชผลภายในประเทศ ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมมาตามลำดับ คือ ในปี 2542 และในปี 2551 แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาฯดังกล่าว คงต้องปรับปรุงเพิ่มเติมกันต่อไป ประเด็นสำคัญที่การดำเนินการป้องกันและควบคุมการเข้ามาของศัตรูพืชต่างถิ่นไม่ได้อยู่ที่ข้อบังคับตามกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับสามัญสำนึกของการปกป้องผลประโยชน์ชาติที่ทุกคนต้องตระหนักและร่วมมือกันเพื่อความมั่นคงด้านอาหารและเศรษฐกิจชาติ เพื่ออนาคตของลูกหลานไทยในรุ่นต่อไป ต้องเข้าใจและร่วมมือกันเท่านั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

Leave a comment