#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/512353

‘ณัฏฐพล’มั่นใจนำการศึกษาไทยสู่ยุคใหม่! เปิดกว้างแกนนำเห็นต่างเจรจาหาทางออกความขัดแย้ง
วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 18.45 น.
วันที่ 17 สิงหาคม 2563 ที่ห้องออดิทอเรียม ชั้น 6 อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค ถนนสุขุมวิท 101 กรุงเทพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีในงาน “ยกกำลังสองการศึกษาไทย สู้ความเป็นเลิศ Thailand Education Eco-System” โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) พร้อมด้วยผู้บริหารฝ่ายการเมือง ผู้บริหารองค์กรหลักของศธ. และภาคเอกชน เข้ารวมงานจำนวนมาก
นายณัฏฐพล กล่าวว่า การศึกษาไทยสู่ยุคใหม่ เตรียมพร้อมสร้างทุนมนุษย์ (Human Capital) ให้ประเทศไทยมุ่งสู่ความเป็นเลิศและยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แผนปฏิรูปการศึกษาแนวทางใหม่ ยกกำลังสองการศึกษาไทยสู่ความเป็นเลิศ เพื่อเพิ่มศักยภาพนักเรียนรายบุคคล ลดภาระครูและพัฒนาครูให้ทันโลก ปั้นผู้บริหารสู่ CEO โรงเรียนเพื่อความเป็นเลิศ พร้อมปลดล็อก ปรับเปลี่ยน และเปิดกว้าง เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาให้สมบูรณ์
การศึกษาไม่เพียงเป็นรากฐานของชีวิต ยังเป็นเครื่องชี้วัดถึงคุณภาพและศักยภาพในด้านต่าง ๆ ของสังคมและประเทศชาติ การเข้ามารับหน้าที่บริหารการศึกษาของประเทศในฐานะ รัฐมนตรีว่าการศธ. ได้ ทุ่มเทในทุกด้านเพื่อให้การศึกษาไทย เปลี่ยนสู่การศึกษายุคใหม่ที่สามารถผลักดันให้ประเทศเจริญก้าวหน้าได้อย่างแท้จริง และตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญต่อการลงพื้นที่เพื่อรับฟังและเข้าใจปัญหาจริงของระบบการศึกษาไทย โดยพบว่าหลายร้อยโรงเรียนในหลายร้อยพื้นที่ ต้องได้รับการปลดล็อก ปรับเปลี่ยน และเปิดกว้าง เพื่อให้สามารถพัฒนาไปสู่การสร้าง “ทุนมนุษย์” ที่เป็นเลิศ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการนำพาประเทศให้เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ในศตวรรษที่ 21 ข้อเท็จจริงและความรู้ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงความต้องการของตลาดงานก็เปลี่ยนไป แต่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยเปลี่ยน ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการศธ. ที่ได้ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับปัญหาของการศึกษาในสถานที่และบริบทจริงตามสถานศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทำให้เห็นว่าแท้จริงแล้วทุกคน ทั้งนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษามีศักยภาพและมีความพร้อมในการที่จะพัฒนาตัวเอง เพียงแต่ต้องสร้างระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จในแบบฉบับของตัวเองจนเป็นทุนมนุษย์ที่เป็นเลิศ สามารถพัฒนาประเทศชาติให้มีความสามารถในการแข่งขันและก้าวหน้าได้ ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการศึกษาจากเดิมที่ทำให้เด็กไทยมีความรู้และความคิดแบบ Fixed Mindset เป็นการศึกษาที่จะช่วยให้เกิดระบบความคิดแบบ Growth Mindset โดยก้าวข้ามระบบการศึกษา ไปสู่การสร้างระบบนิเวศของการศึกษา หรือ Education Eco-System ซึ่งคุณภาพสำคัญกว่าแค่ปริมาณ
สำหรับการ “ปลดล็อก” กลไกขับเคลื่อนการศึกษาร่วมกับทุกภาคส่วน นำภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม จับมือเป็นรูปธรรม เพื่อปฏิรูปการศึกษาสู่ความเป็นเลิศอย่างแท้จริง ด้านการ “ปรับเปลี่ยน” มีเป้าหมายหลักคือการปรับเปลี่ยนการเข้าสู่ตำแหน่ง ต้องการคนเก่งมาเป็นครู ปรับเปลี่ยนหลักสูตรเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของนักเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดเส้นทางการเรียนรู้และอาชีพ เพื่อความเป็นเลิศตามแบบฉบับของตนเอง และการ “เปิดกว้าง” ในการบริหารจัดการสถานศึกษาโดยต่อยอดจากมาตรฐานด้านคุณภาพ เพื่อนำพาโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศตามบริบทแวดล้อม และนำพาวิทยาลัยสู่ความเป็นเลิศและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการได้จัดเตรียมกลไกขับเคลื่อนการศึกษาไทยยุคใหม่ อันจะนำพาไปสู่การเป็นฐานทุนมนุษย์ที่เป็นเลิศไว้ 3 ส่วน ประกอบด้วย ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลด้วยความเป็นเลิศ (Human Capital Excellence Center : HCEC), แพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ (Digital Education Excellence Platform : DEEP) และแผนพัฒนารายบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (Excellence Individual Development Plan : EIDP) ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลด้วยความเป็นเลิศ หรือ HCEC เป็นศูนย์รวมในการเพิ่มขีดความสามารถของทุนมนุษย์ที่จัดตั้งขึ้นภายในโรงเรียนและวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักในการช่วยให้ระบบการศึกษาดีขึ้นด้วยการพัฒนาวิชาชีพครู และทำงานร่วมกับวิทยาลัยอาชีวะในการพัฒนาวิชาชีพซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด เป็นศูนย์พัฒนาศักยภาพในเขตพื้นที่การศึกษาที่สอนและจัดอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน จึงสามารถพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ตลอดโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางและสิ้นเปลืองงบประมาณ โดยภายในปี 2563 นี้จะมีศูนย์ HCEC ที่มีคุณภาพกระจายในโรงเรียนทุกภูมิภาค 185 ศูนย์ทั่วประเทศไทยและ ในวิทยาลัยอาชีวะ 100 ศูนย์ภายในปี 2564
“เราเชื่อว่าถ้าครูเก่งจะพัฒนาให้เด็กเก่งได้ HCEC ของ สพฐ. จึงสร้างขึ้นเพื่อพัฒนาครู โดยเปลี่ยนต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจัดอบรมครูให้เป็นการลงทุนในการพัฒนาศักยภาพครูและนักเรียนแทน ซึ่งเมื่อครูพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาก็จะมีแนวคิดแบบ Growth Mindset และมีความรู้ใหม่ ๆ ไปปรับใช้กับการจัดรูปแบบการสอนของตัวเองอยู่เสมอ ส่วน HCEC ของอาชีวศึกษา ในตอนต้นสร้างขึ้นเพื่อพัฒนานักเรียนอาชีวะและบุคคลทั่วไป เพื่อเพิ่มทักษะที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดงาน เหมือนเป็นสถานที่สำหรับ Upskill และ Reskill โดยมีจุดเด่นที่การสร้างพันธมิตรระหว่างวิทยาลัยอาชีวะและองค์กรเอกชนที่ต้องการแรงงาน ทั้งระดับประเทศและระดับโลก ให้มาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรเพื่อตอบสนองความต้องการอย่างถูกจุด ทั้งทักษะของบุคลากรและปริมาณแรงงานที่ภาคเอกชนต้องการ เป็นการเรียนกับมืออาชีพเพื่อให้ได้ศักยภาพแรงงานที่เป็นเลิศอย่างแท้จริง”

ส่วน แพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ หรือ DEEP นั้นเป็น Online Platform ในการบริหารจัดการองค์ความรู้ของประเทศ เพื่อให้สามารถจัดการองค์ความรู้ได้ดีมีประสิทธิภาพ พัฒนาคนได้ตรงตามทักษะที่ต้องการตามแต่ละช่วงวัย และสามารถตอบโจทย์สิ่งที่ต้องการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต โดยใน www.deep.go.th จะเชื่อมโยงครู นักเรียน และภาคเอกชนที่มีความรู้เฉพาะทางเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งภาคเอกชนสามารถเพิ่มเติมความรู้เข้าไปในแพลตฟอร์มนี้เพื่อสร้างและพัฒนาคนให้ตรงตามความต้องการได้ ส่วนครู นอกจากการเสริมความรู้พัฒนาตนเองแล้ว ยังสามารถเข้าไปพิจารณา Teaching Resource Platform (TRP) เพื่อนำไปประกอบการเรียนการสอนเพิ่มเติมจากห้องเรียน ด้านนักเรียนหรือผู้ที่ต้องการศึกษาหาความรู้ก็สามารถเรียนออนไลน์ผ่าน DEEP ได้อย่างสะดวก โดยภายในปีนี้กระทรวงศึกษาธิการตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ในการพัฒนาแพลตฟอร์มการศึกษาใน DEEP จำนวนมากและในปี 2564 จะเน้นการเข้าถึงการใช้งานทั่วประเทศอย่างแท้จริง
“ไม่เพียงบทเรียนออนไลน์จากกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น หากเอกชนซึ่งเป็นพันธมิตรอยากมีส่วนร่วมในการยกระดับการศึกษาก็สามารถมาแชร์ข้อมูลการเรียนรู้ผ่าน DEEP ได้เช่นกัน เพื่อให้ตลาดผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครู หรือผู้บริหารสถานศึกษากว่า 10 ล้านคนทั่วประเทศได้เห็นเนื้อหาการเรียนรู้ที่น่าสนใจของพวกเขา นอกจากนี้สำหรับ Start-Up หรือเอกชนที่ยังไม่ได้เป็นพันธมิตรของเรา ก็สามารถแบ่งปันคอนเทนต์ใน DEEP ได้เช่นกัน โดยอัปโหลดผ่าน Teaching Resource Platform (TRP) ซึ่งเป็นข้อมูลที่นำเสนอให้ครู 3-4 แสนคนทั่วประเทศได้เข้าไปพิจารณา หากครูให้คะแนนชื่นชอบ (Social Score) ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คอนเทนต์นั้นก็จะเข้าสู่แพลตฟอร์มหลักของ DEEP ที่นักเรียนทั่วประเทศสามารถเข้าไปดูได้
“ที่สำคัญ DEEP ยังมีการบันทึกข้อมูลรายบุคคลผ่าน ID ที่เปรียบเสมือนเป็น Lifetime Development Profile ของนักเรียนทุกคนที่เข้ามาเรียนรู้ใน www.deep.go.th ซึ่งในอนาคตกระทรวงศึกษาธิการจะเชื่อมโยง ID นี้เข้ากับ HCEC และเว็บไซต์ของพันธมิตรด้วย เพื่อให้ครูและผู้บริหารสถานศึกษานำข้อมูลส่วนนี้ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินศักยภาพของนักเรียน นอกเหนือจากแค่การสอบเพียงอย่างเดียว รวมถึงใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจว่าจะรับนักเรียนเข้าเรียนต่อในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยหรือไม่ด้วย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอธิบาย
สำหรับ แผนพัฒนารายบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ หรือ EIDP คือแผนพัฒนาความเป็นเลิศที่เปิดโอกาสให้นักเรียน ครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษา สามารถพัฒนาศักยภาพหรือความเป็นเลิศในแบบฉบับของตนเองได้ ซึ่งจะส่งผลให้การศึกษาของไทยในอนาคตเปลี่ยนจากการวัดผลด้วยการทดสอบเป็นการประเมินเพื่อพัฒนาแทน ลดการสอบที่ไม่จำเป็นต่อนักเรียนลง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรเพื่อนำไปสู่แผนพัฒนารายบุคคลเพื่อความเป็นเลิศสำหรับปี 2563 และปี 2564 แล้ว โดยนายณัฏฐพลกล่าวเสริมว่า “EIDP เป็นแผนพัฒนานักเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนการประเมินเพื่อตัดสินเป็นการประเมินเพื่อพัฒนา โดยลดการสอบของนักเรียนลง ลดงานเอกสารของครูลง และเตรียมความพร้อมให้ผู้บริหาร ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ให้กับการศึกษาไทย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ”
กลไกขับเคลื่อนทั้งหมดที่กล่าวมาจะนำไปสู่ความเป็นเลิศของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาไทยทั้งระบบ เพราะเมื่อการศึกษากลายเป็นระบบนิเวศโดยสมบูรณ์ ด้วยการเชื่อมต่อผ่าน HCEC, DEEP และเปลี่ยนวิธีการวัดผลด้วย EIDP ทั้งนักเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษา จะสามารถประสบความสำเร็จได้ในแบบฉบับของตนเอง และจะนำพาให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีฐานทุนมนุษย์ที่เป็นเลิศอย่างแท้จริง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคาดหวังว่าด้วยระบบการศึกษาที่ดี ในระยะสั้นจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความแตกต่าง สร้างความน่าสนใจให้ประเทศต่าง ๆ อยากมาลงทุนมากขึ้น ในระยะกลางทำให้ไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ และในระยะยาวหากเกิดปัญหาหรือสถานการณ์วิกฤตขึ้น ประเทศไทยจะมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวและมีความสามารถในการฟื้นตัวได้ดีอย่างแน่นอน
“มีคนมากมายบอกผมว่า การศึกษาเปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอก ต้องใช้เวลา 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี แต่ผมปล่อยให้การศึกษาของประเทศไทยเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะนี่คืออนาคตของลูกหลานเรา ถ้าไม่ลงมือทำวันนี้ ก็มีแต่จะเปลี่ยนยากขึ้น ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องมองการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ การศึกษาที่มีความยืดหยุ่น ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ตอบโจทย์สังคม ตอบโจทย์ตลาด และสุดท้ายทำให้คนทุกคนสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในแบบฉบับของตนเองได้”รมว.ศธ. กล่าว
รมว.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาการศึการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต วันนี้เศรษฐกิจมีความเปาะบางเนื่องจากปัญหาของโควิด เราจึงต้องเตรียมความพร้อมในการพัฒนาการศึกษาร่วมกับภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและภาคส่วนอื่นๆที่พร้อมจะมาร่วมมือกับ ศธ.และหน่วยงานองค์กรคต่าง ๆ อยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการศึกษาที่จะเดินไปข้างหน้า ถ้าเราไม่สามารถพัฒนาการศึกษาของไทยได้ในช่วง 4-5 ปีที่จะถึงนี้ในรูปแบบที่เราต้องการที่จัเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เราจะมีปัญหาทั้งประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ที่เราจะไม่มีบุคลากรพร้อมเพียงพอที่จะสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับต้นๆของโลกได้
“วันนี้ ท่านนากฯได้พูดแล้วว่าเรามีศักยภาพหลายๆอย่างที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ จึงอยากให้คนไทยทุกคนร่วมมือกันและมองเห็นความจำเป็นที่จะพัฒนาการศึกษา และขอให้ทุกคนร่วมมือกันที่จะเดินไปข้างหน้า เราจะต้องลดทิฐิบางอย่างลงบ้าง ทำความเข้าใจกันหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องการศึกษา เพื่อทำให้ประเทศไทยมีฐานการศึกษาที่เข้มแข็งที่สุดและเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกในการเตรียมความพร้อม วันนี้ จะต้องมีความยืดหยุ่นทั้งด้านการเรียนการสอน และขวบนการต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง เราต้องมองถึงคงามคร่องตัวบองเด็กนักเรียนและคุณครูในการที่จะพัฒนาตนเอง เด็กได้เห็นสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนา ก็อยากให้การเตรียมตัวของเราเองมีเวลาในการพัฒนาในส่วนนั้น วันนี้ ท่านนายกฯได้ให้แนวทางชัดเจน ว่า อะไรที่จะเป็นสิ่งกีดขวาง หรือขัดขวางในการพัฒนาการศึกษาของไทย ศธ.ต้องพยายามปลดล็อคให้ได้ ต้องเดินไปข้างหน้าและเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยให้ได้ และวันนี้ก็มีภาคเอกชนหลายองค์กรได้มาร่วมมือกัน ซึ่งเป็นผู้นำภาคเอกชนที่ร่วมมือกับศธ.มาอย่างต่อเนื่องที่จะมาร่วมกันเตรียมความพร้อมเพื่อให้เศรษฐกิจของไทยเดินหน้าไปได้”
นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า เรื่องหลักของนักเรียน นักศึกษา คือต้องเตรียมความเพื่อสร้างตนเองให้มีศักยภาพในการแข่งขัน เป็นบุคลากรที่สำคัญขอประเทศไทยในอนาคต ส่วนการไปมีส่วมร่วมทางการเมืองก็เป็นเรื่องปกติ ที่มีปัญหากันทุกๆประเทศ แต่ไม่ว่าน้องๆทั้งหลายที่เป็นนักเรียน นักศึกษา คืออนาคตของประเทศ ถ้าน้อง ๆเหล่านี้สามารถนำทักษาที่ตัวเองมี นำพาตนเองไปเป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญในอนาคตน่าจะเป็นประโยชน์โดยตรงกับการพัฒนาประเทศไทย ถ้าหากทุกมองว่าต้องมามีส่วนร่วมทางการเมือง แล้วไม่มีโอกาสพัฒนาตนเองก็จะเป็นการสร้างปัญหาของประเทศในอนาคต แต่ก็เป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะเดินในแนวทางที่เหมาะสม แต่ในขณะเดียวกันเราอยู่ในประเทศไทย อยากให้มองว่าประเทศไทนน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เรามองว่าทำอย่างไรเราจะทำให้ประเทศไทยดีขึ้น วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าขบวนการต่าง ๆที่มีอยู่ เราได้มองเห็นปัญหาทั้งหมดจริงหรือเปล่า วันนี้สถานการณ์เศรษฐกิจ สถานการณ์ของประเทศ ของโลกมันไม่เหมือนเดิม เรารู้ว่าอีก 2 เดือนข้างหน้าจะเป็นวิกฤติหนักแล้วเราจะมาซ้ำเติมพวกเรากันเองทำไม เราควรมาร่วมกันหาทางออก และศธ.เองก็พร้อมที่จะเป็นตัวเชื่อมทำให้เกิดการเจรจาหรือทางออกของปัญหา
รมว.ศธ. กล่าวถึงกรณีที่มีครูกระทำรุนแรงกับนักเรียนที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการชู 3 นิ้ว นั้นว่า ในทุกๆสังคมมีความคิดเห็นที่แตกต่างและการกระทำที่แตกต่าง การแสดงสัญลักษณ์ที่แตกต่าง และการบริหารจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นที่แตกต่างกันไป ตนยังมั่นใจว่าคุณครู และผู้บริหารสถานศึกษาได้ให้ความมั่นใจกับเด็กๆว่าสามารถแสดงออกในสถานศึกษาได้ ตามความเหมาะสม แต่การแสดงออกนั่นจะทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศหรือเปล่า และเกิดความเก็นแตกแยกรุนแรงหรือเปล่า ในสถานการณ์ปัจจุบันที่โควิดยังเป็นปัญหาใหญ และปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นปัญหาใหญ่ แล้วเราจะมาแตกแยกกันทำไม แต่หากคุณครู หรือผู้บริหารสถานศึกษาท่านใดกระทำไม่เหมาะสม ทางศธ. ก็พร้อมจะดำเนินการในแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสม เพราะการทำร้ายนักเรียนเกิดขึ้นไม่ได้ภายในโรงเรียนเพราะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอยู่แล้ว แต่การแสดงออกของน้องๆนักเรียนมนักษามีความเหมาะสมด้วยหรือไม่ เช่น แสดงความก้าวร้าวหรือล่วงเกินอะไรไปบ้าง ตนจึงคิดว่าครูและผู้บริหารทุกคนมีวิจารณญาณพอ ถ้าเด็กทำไม่เหมาะสมก็ต้องตักเตือนพูดคุยกัน
คนไทยวันนี้ตนอยากให้หาทางออดโดยการพูดคุยหรือเจรจากันมากกว่า ทุกคนก็มีความเห็นที่แตกต่างกันไป ตนเองก็เคยแสดงสิทธิการแสดงออก แต่บนพื้นฐานข้อมูลที่ตนมั่นใจว่าถูกต้อง และน้องๆเองก็ต้องหาข้อมูลตรงนั้น และการทำต่าง ๆก็ต้องดูสถานการณ์ด้วย วันนี้ สถานการณ์ และปัญหาของโลกแตก่สงจากเหตุการณ์ในอดีต วันนี้เราไม่สามารถจะเดินหน้าแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ ทั้งที่เรามีโอกาสมากๆ วันนี้ทุกประเทศทั่วโลกมีพื้นฐานการแข่งขันที่ใกล้เคียงกันมาก อยู่ที่ว่าเราหาสมรรถภาพของประเทศเราได้หรือไม่ ถ้าน้อง ๆอยากให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า ในอนาคตมีหน้าที่การงานที่เหมาะสม มีคนมาใช้บริการในประเทศอย่สงมากมายก็ต้องเริ่มจากวันนี้ทำประเทศไทยให้แข็งแกร่ง หาข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นความขริง แล้วนำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์ในการจะแสดงออกในเรื่องต่าง ๆ
“ผมมั่นใจว่าวันนี้ ทั้งท่านนายกฯและรัฐมนตรีทุกๆท่านตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติแก้ปัญหาของประเทศที่ไม่เคยเจอมาก่อน ก็หวังว่าทุกคนคงเข้าใจและเข้าสู่เวทีการเจรจากัน โดยน้องๆที่คิดเห็นต่างก็ต้องบอกมาว่าคิดเห็นต่างเรื่องอะไร ถ้าเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็ต้องถามน้องๆที่มาแสดงออกว่าได้อ่าน รธน.ทั้งฉบีบแล้วหรือยัง หรือมีความเห็นต่างในเรื่องต่าง ๆผมก็พร้อม และยินดีจะรับฟังทุกคน แต่ขอให้แกนนำจัดเป็น กลุ่มในแนวทางเดียวกันมา เพื่อลดเวลาและลดความซ้ำซ้อน กัน ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เราต้องรีบแก้ ซึ่งภาคเอกชนที่มาวันนี้ก็มีความเป็นห่วงในเรื่องเศรษฐกิจ เราต้องผลักดันตัวเองให้ไปข้างหน้าให้ได้อย่าวนเวียนอยู่กับเรื่องที่ ณวันนี้ไม่คิดว่าจะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ ในสถานการณ์ปัจจุบัน หลายคนก็อาจจะเแามาอ้างอิงว่าในอดีตก็มีการประท้วงชุมนุม แต่สถานการณ์วันนี้แตกต่างจากทีาผ่านมาจริง ๆ เราอยอยู่ใกล้ความเสี่ยงมากๆที่จะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าไม่ได้ ในขณะที่เรามีโอกาสที่จะทำให้ประเทศเกอนไปข้างหน้าในอันดับต้นๆของโลกจากสถานการสาธารณสุข การบริหารจัดการปัศหาโควิดทีาเกิดขึ้นมา แล้วเราจะมาทำร้ายประเทศเราเองในสถานการณ์ที่บอบบางทำไม” รมว.ศธ. กล่าว