#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/531256

สทนช.เร่งแก้ปัญหาน้ำ2ชุมชนใหญ่นครพนม
วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.
สทนช.ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ 2 ตำบลใหญ่ ของอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เดินหน้าวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำรองรับ พร้อมจัดหาน้ำสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง มั่นใจแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีโอกาสลงพื้นที่จังหวัดนครพนม เพื่อติดตามความก้าวหน้าการศึกษาโครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง พื้นที่เกษตรและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดหนองคาย จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร ที่ สทนช. ดำเนินการศึกษาอยู่ พบว่า ประชาชนกว่า 1,000 ครัวเรือน ใน 4 หมู่บ้าน ของ ตำบลรามราช และ ตำบลเวินพระบาท อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค แม้จะอยู่ใกล้กับ อำเภอเมือง และมีแหล่งเก็บน้ำคือ อ่างเก็บน้ำบ่อน้อย (บ่อหลวง) แต่เนื่องจากอ่างเก็บน้ำดังกล่าวมีอายุมากกว่า 40 ปี
ปัจจุบันมีสภาพตื้นเขิน ทำให้ประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำลดลงและไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ถึงถึง 2 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ตามความจุเก็บกักของอ่างฯเดิม และเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งปริมาณน้ำก็จะเริ่มแห้งขอด ตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ เป็นประจำทุกปี ส่งผลให้ประชาชนทั้ง 2 ตำบล ไม่มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร
ทั้งนี้ การศึกษาโครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง พื้นที่เกษตรและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว ผลการศึกษาในส่วนของจังหวัดนครพนม มีแผนการดำเนินการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำบ่อน้อยมีโดยทำการขุดลอกปรับปรุงอ่างเก็บน้ำพร้อมยกระดับเก็บกักขึ้นอีก 50 เซนติเมตร ด้วยการใช้ประตูแบบบานพับ ทำให้เก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 1.5 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มพื้นที่การเกษตรได้ 2,000 ไร่ถัดมาคือการยกระดับฝายห้วยบ่อ ที่กั้นน้ำก่อนไหลลงแม่น้ำโขงเพื่อยกระดับน้ำให้สามารถสูบไปใช้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพเพียงพอที่จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยมุกเค ขนาดความจุ 6 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มเติมทางด้านเหนือระหว่างรอยต่อกับ ตำบลบ้านผึ้ง พร้อมระบบสูบน้ำหน้าฝายห้วยบ่อ เพื่อส่งน้ำให้กับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
การปรับปรุงอ่างเก็บน้ำบ่อน้อยและการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยมุกเค จะทำให้ลำน้ำห้วยบ่อ ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือมีแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนรวมถึง 10 ล้าน ลบ.ม. เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคของประชาชนทั้ง 2 ตำบล และช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 6,000 ไร่ อีกทั้งจะมีน้ำที่จะใช้เพื่อการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในเขต อำเภอเมือง และ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม อย่างพอเพียง รวมทั้งยังช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว และช่วยชะลอน้ำหลากที่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยมุกเคตอนล่างบรรเทาอุทกภัยให้กับพื้นที่ที่เป็นอยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน ตลอดจนยังใช้เป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของการประปาส่วนภูมิภาค จังหวัดนครพนม ที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง ปรับปรุง ขยาย สถานีผลิตน้ำแม่ข่ายนครพนมและวางท่อส่งน้ำประปาไปยังนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งแผนการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำประปาโคกภูกระแตในเขตนิคมอุตสาหกรรมนครพนม ในปี 2565 อีกด้วย
“การดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลำน้ำห้วยบ่อจะช่วยให้ประชาชนทั้ง 2 ตำบล พัฒนาแหล่งน้ำร่วมกัน และใช้ประโยชน์จากน้ำร่วมกันได้อย่างเต็มศักยภาพอย่างยั่งยืน รองรับความเปลี่ยนแปลงของประชากร และความต้องการใช้น้ำ รวมทั้งรองรับการเจริญเติบโตของพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งในลำดับถัดไป สทนช. จะได้จัดให้มีการประชุมปัจฉิมนิเทศเพื่อนำเสนอสรุปผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในเร็วๆ นี้ หลังจากนั้น
จะได้เสนอคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดพิจารณาและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานต่อไป” ดร.สมเกียรติ กล่าว
นอกจากโครงการที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว การศึกษาจัดทำแผนเพื่อบรรเทาอุทกภัย ภัยแล้ง พัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนครอบคลุมจังหวัดหนองคาย นครพนม และมุกดาหาร ยังมีโครงการที่บรรจุอยู่ในแผนงานรวมกว่า 1,500 โครงการ กำหนดภาพรวมแผนหลักพัฒนาแหล่งน้ำระยะ 20 ปี (พ.ศ.2564-2580) และสอดคล้องกับแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีครอบคลุมการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตร และอุตสาหกรรม รวมทั้งแก้ปัญหาอุทกภัย การจัดการคุณภาพน้ำ และฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรม โดยได้มีการคัดเลือกโครงการสำคัญ เกิดผลสัมฤทธิ์สูง เกิดผลประโยชน์ในวงกว้างต่อหลายตำบล หลายอำเภอได้จำนวน 33 โครงการ สามารถจัดหาแหล่งน้ำได้เพิ่ม 100.4 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์รวม 107,000 ไร่ และประชากรได้รับประโยชน์รวมทั้งสิ้น 66,334 ครัวเรือน