#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
ในประเทศ – ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ พลิกโฉมกระทรวงแรงงาน สู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย (naewna.com)

‘สุชาติ ชมกลิ่น’ พลิกโฉมกระทรวงแรงงาน สู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 16.37 น.
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับมหกรรมจัดหางาน “Job Expo Thailand 2020” ณ ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 26-28 ก.ย. 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้สนใจทั้งที่เข้ามาสมัครในสถานที่จัดงาน และที่ผ่านแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” รวม 2.4 แสนคนทำให้เจ้าภาพคือ กระทรวงแรงงาน พอใจเป็นอย่างยิ่ง โดย สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์กับ “นสพ.แนวหน้า” ว่า สิ่งที่ต้องทำต่อไปหลังจากนี้คือการประเมินติดตามผลเช่น บริษัทรับคนเข้าทำงานแล้วกี่คน สัมภาษณ์และบรรจุพนักงานเมื่อใด
แต่ก่อนที่จะมาถึงการจัดงานตลอดทั้ง 3 วันดังกล่าวที่มีผู้มาร่วมงานในสถานที่จัดงานอย่างเนืองแน่น แบ่งเป็นวันแรก5 หมื่นคน วันที่สองประมาณ 2-3 หมื่นคน และวันที่สามประมาณ 3 หมื่นคน สุชาติ เล่าว่า มหกรรมจัดหางาน Job Expo Thailand 2020 เกิดขึ้นจากนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายมาทางกระทรวงแรงงาน และทางกระทรวงฯ ได้นำเรียน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน
“เป้าหมายของการจัดงาน Job Expoคือการแก้ปัญหาให้ตรงจุด คือพี่น้องประชาชนเกิดวิกฤติโควิด แล้วมีตัวเลขไม่เหมือนกันสักสำนักหนึ่ง เรามาทำตัวเลขจริงว่ามันคืออะไรแล้วถึงจัดงาน Job Expoขึ้นมา Job Expo ถ้าจัดแค่หลักแสนตำแหน่งก็ไม่มีประโยชน์ เราจัดหลักล้านตำแหน่งเลยแต่ตรงนั้นอยู่ที่คนมาสมัครเป็นล้านคน หรือผ่านแพลตฟอร์มล้านคน เราไม่สามารถควบคุมได้ กระทรวงแรงงานหรือรัฐบาลมีหน้าที่หาตำแหน่งมารองรับ อันนี้มีชัดเจนในแพลตฟอร์ม บริษัทอะไร ที่ตั้งที่ไหนรับตำแหน่งอะไร ของแบบนี้มีตัวตนจริงๆ”สุชาติ กล่าว
เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อการจัดงานครั้งนี้ สุชาติ อธิบายว่า จากผู้สมัครงาน2.4 แสนคน หากมีผู้ได้งานทำจริงประมาณร้อยละ 40-50 หรือประมาณ 1 แสนคน สมมุติทุกคนได้ค่าแรงเฉลี่ย 15,000 บาท/เดือนก็จะมีเงินเข้าสู่ระบบการจ้างงานอยู่ที่ 1.5พันล้านบาท/เดือน หรือ 1.8 หมื่นล้านบาท/ปีซึ่งหากนำไปคำนวณมูลค่าทางเศรษฐกิจตามหลักเศรษฐศาสตร์ จะได้มูลค่าเพิ่ม 5-6 เท่าหรือการจ้างงาน 1 แสนตำแหน่งดังกล่าวจะทำให้มีเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจถึงประมาณ 1 แสนล้านบาท/ปี
นอกจากนี้ ทางกระทรวงแรงงาน ยังให้กรมการจัดหางาน โดยสำนักงานจัดหางานประจำจังหวัด ไปทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการในพื้นที่ เช่น สิทธิประโยชน์ในโครงการจ้างนักศึกษาจบใหม่โดยรัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าจ้างครึ่งหนึ่ง หรือ Co-Payment ซึ่งฝ่ายผู้ประกอบการก็จะได้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถด้านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ไปเสริมทัพกับบุคลากรรุ่นเก่าในองค์กร ทำให้ฟื้นตัวได้และขยายการตลาดต่อไป
“สิ่งที่ท่านนายกฯ เป็นห่วงและให้โจทย์ผมมา นักศึกษาจบใหม่ปีหนึ่งประมาณ 3.4 แสนคน เฉพาะปริญญาตรี ปวช.-ปวส. รวมกันแล้ว 4 แสนกว่าคน เราเลยให้นโยบายโครงการ Co-Payment ขึ้นมา รัฐบาลช่วยครึ่งหนึ่ง เอกชนออกครึ่งหนึ่งเหตุผลที่เราตั้งนโยบายนี้ขึ้นมา เราขอเงินกู้เยียวยาสถานการณ์โควิดมาประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อมาชดเชย 2.6แสนอัตรา สมมุติผู้ประกอบการจ้างปริญญาตรี15,000 บาท ก็จ่ายแค่ 7,500 บาทเอาเข้าบัญชีเด็กเลย
น้อง 2.6 แสนอัตรา ต้องเปิดบัญชีธนาคารกรุงไทย เพื่อที่บริษัทจะโอนเงิน 7,500 บาทเข้าไป พอเงินเข้าไปมันจะเด้งเป็นข้อความมาแจ้งที่กระทรวงแรงงานเราจะโอนเงินอีก 7,500 บาทเข้าอีกขาหนึ่ง เขาจะได้เงินครบ 15,000 บาท เราจะทำตรงนี้ 1.เพื่อพยุงกิจการให้กระตุ้นการจ้างงาน2.ให้นักศึกษาจบใหม่เข้าสู่กระบวนการจ้างงาน เราเริ่มที่งาน Job Expo ไปแล้ว แต่เราจะเริ่มตุลาคม 2563-ตุลาคม 2564 หรือ 1 ปี” รมว.แรงงาน ระบุ
ถามต่อไปถึงสิ่งที่กระทรวงแรงงานจะดำเนินการในอนาคต สุชาติ ยกตัวอย่างไว้ดังนี้ 1.ทำงานเชิงรุกเพื่อผลักดันกระทรวงแรงงานให้กลายเป็นกระทรวงเศรษฐกิจโดยกระทรวงฯ ต้องทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ ว่าภาคไหนต้องการอาชีพแบบใดต้องการแรงงานที่จบสาขาใด รวมถึงทำงานกับสถาบันการศึกษา เพื่อไปแนะแนวกับนักเรียน-นักศึกษา รวมถึงให้สถาบันการศึกษาโดยเฉพาะสายอาชีพในแต่ละพื้นที่เปิดหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในพื้นที่นั้นๆ เพื่อที่เมื่อจบการศึกษาออกมาแล้วจะได้ไม่ตกงาน
2.ปฏิรูปกฎหมายประกันสังคมเพื่อให้ยืดหยุ่นกับความจำเป็นของผู้ประกันตนมากขึ้น ดังจะเห็นจากช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 แรงงานจำนวนมากประสบความยากลำบากในการใช้ชีวิต ซึ่งหลายคนก็ไม่มีทรัพย์สินใดๆ ไปจำนำ สิ่งเดียวที่นึกออกคือเงินสมทบที่ส่งสะสมมาตลอดในกองทุนประกันสังคมและต้องการนำออกมาใช้ก่อน แต่ติดปัญหาคือกฎหมายประกันสังคมที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันไม่อนุญาต ดังนั้นหากจะให้ทำได้ก็ต้องแก้กฎหมาย
“สิ่งนี้กำลังศึกษาและกำลังให้ฝ่ายกฎหมาย ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงร่างกฎหมายให้ผมดู เพื่อที่จะต้องผ่านบอร์ดประกันสังคม เพื่อเสนอผ่านรัฐบาล เพื่อไปแก้ พ.ร.บ. ในสภาผู้แทนราษฎร นี่คือนโยบายรัฐบาล สิ่งที่ผมกำลังจะทำคือประกันสังคม คนอายุ 55 ปี จะเป็นบำนาญหมดแต่คนอายุ 40 ปี รออีก 15 ปี เขาอาจจะอยากได้บำเหน็จ ผมอาจจะแก้ส่วนหนึ่ง
ผมเองไปสั่งไม่ได้ แต่เป็นนโยบายให้ไปศึกษาว่าให้เป็นบำเหน็จส่วนหนึ่งได้ไหม เวลาอายุ 55 ปี เขาก็ได้เงินก้อนไปหรือใครอยากได้เงินใช้ก่อน เอาบำเหน็จอันนี้เป็นใบสละสิทธิ์ ไปกู้ธนาคารได้ไหม ก็ต้องคุยกับธนาคารอีก นี่คือสิ่งที่จะทำให้ภาคแรงงานมีเป้าหมายของชีวิต แล้วก็สามารถที่จะให้ระบบเศรษฐกิจมีเงินหมุนเวียนในระบบ นี่คือสิ่งที่ผมจะทำ” รมว.แรงงาน อธิบายเรื่องแนวคิดปฏิรูปประกันสังคม
3.เปลี่ยนบทบาทกระทรวงแรงงานให้เป็นผู้ส่งเสริมการส่งออกแรงงานไปทำงานต่างประเทศ ที่ผ่านมาแรงงานไทยเป็นที่ต้องการของหลายประเทศเพราะเป็นแรงงานฝีมือดี ซึ่งบริษัทจัดหางานของภาคเอกชนสามารถจัดส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศได้มากกว่ากระทรวงแรงงานจัดส่งเอง เช่น ในขณะที่ภาคเอกชนส่งออกไป 3-4 หมื่นคน กระทรวงแรงงานส่งออกเองได้เพียง 5,000 คน ทั้งที่เป็นประเทศปลายทางเดียวกัน
ดังนั้นควรให้เอกชนมีบทบาทหลักเป็นผู้ดำเนินการ ในขณะที่กระทรวงฯ ทำหน้าที่กำกับดูแล ส่วนปัญหาการทุจริตหรือเรียกรับผลประโยชน์ของบริษัทเอกชนที่กังวลกันนั้นเป็นปัญหาปลายเหตุที่ต้องมาหาทางอุดช่องโหว่แต่ไม่ใช่ให้มาเป็นข้อจำกัดการส่งออกแรงงาน และ 4.ยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานของกระทรวงแรงงาน หากมองไปยังภาคเอกชน บางวิชาชีพมีการสร้างศูนย์ฝึกอบรมทักษะของตนเอง เช่น ช่างเชื่อม จึงต้องมองย้อนกลับมาที่ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ว่าศูนย์ฝึกอบรมของกรมฯ ประสิทธิภาพเป็นอย่างไรบ้างหากเทียบกับของเอกชน
แม้จะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่ถึง2 เดือน นับจากช่วงกลางเดือน ส.ค. 2563 แถมเป็นช่วงวิกฤติโรคระบาดที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ซึ่งนับตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งก็ถูกตั้งคำถามแล้วว่า“ไหวหรือไม่-หนักใจหรือเปล่า” แต่ สุชาติมีหลักคิดที่ย้ำกับเจ้าหน้าที่ในกระทรวงแรงงานเสมอว่า “คนกระทรวงแรงงานต้องทำตัวเยี่ยงปลาเป็นไม่ใช่ปลาตาย” ปลาตายนั้นลอยตามน้ำไปเรื่อยๆ เปรียบเหมือนคนที่ลอยไปตามกระแส ขณะที่ปลาเป็นนั้นว่ายทวนน้ำ เปรียบเหมือนคนที่ลุกขึ้นสู้กับอุปสรรคต่างๆ ที่มาท้าทาย
“กระทรวงแรงงานเงียบเหงา โดนต่อว่ามากี่ชั่วอายุคนมากี่ปีแล้ว เพราะกระทรวงแรงงานมองว่าเป็นกระทรวงสังคม วันนี้ผมมาถึงผมบอกว่ากระทรวงแรงงานไม่ใช่กระทรวงสังคม ท่านนายกรัฐมนตรียกระดับเราเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ สิ่งที่เราจะทำคือทำให้เป็นกระทรวงเศรษฐกิจจริงๆ คือเราต้องมีการกระตุ้นการจ้างงาน กระตุ้นฐานรากเศรษฐกิจ” สุชาติ กล่าวในท้ายที่สุด
รัฐมนตรีผู้พร้อมเป็น “Life Coach”อีกบทบาท : หนึ่งในสิ่งที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุว่า อยากทำเมื่อมาดำรงตำแหน่งในครั้งนี้ คือการนำประสบการณ์ชีวิตของตนกว่าจะมาถึงปัจจุบันไปบอกเล่ากับเด็กและเยาวชนที่เป็นนักเรียน-นักศึกษา ซึ่งไม่เพียงเป็นการแนะแนวอาชีพเท่านั้น ยังคาดหวังว่าจะทำให้คนรุ่นใหม่มีกำลังใจ
สู้ชีวิตเพื่อครอบครัวด้วย นอกเหนือจากการนำมาใช้ในการขับเคลื่อนงานในกระทรวงฯ
“ผมเคยเป็นผู้ใช้แรงงาน เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 (ประกันสังคม) เคยเป็นเซลส์ขายบ้านเงินเดือน 5-6 พันบาท เคยเป็นพนักงานธนาคาร เคยทำอาชีพรับเหมากุลีจับกังบนเรือน้ำตาลที่แหลมฉบัง ผมอยู่ตรงนั้น 7 ปี ผมรู้วิถีชีวิตของกรรมกร รู้วิถีชีวิตของความยากลำบากว่าเขาไม่มีความมั่นคงในชีวิตอย่างไร วันหนึ่งผมก็มาเป็นเจ้าของธุรกิจ ผมมีบริษัท ผมเห็นภาพตั้งแต่ผมเป็นลูกจ้างจนวันหนึ่งเป็นเจ้าของกิจการ ผมเห็นหมดภาพหัวจรดท้าย ต้นน้ำ-ปลายน้ำ” นายสุชาติ ระบุ
ใครว่าคนไทยตกงานหลักล้านคนขอหลักฐานหน่อย : สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจอย่างรุนแรง แต่หนึ่งในข้อมูลที่ไม่ชัดเจนคือตกลงแล้วประเทศไทยมีคนตกงานจากวิกฤติครั้งนี้เท่าใดกันแน่ โดยเฉพาะมีการพูดกันว่ามากถึงหลักล้านคน ซึ่ง นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มั่นใจว่าตัวเลขที่กระทรวงแรงงานมีอยู่นั้นแม่นยำพอ โดยมีคนตกงานจริงประมาณ 8 แสนคนเท่านั้น
“คนที่บอกตกงาน 7-8 ล้านคนเอามาจากไหน เขาก็คิดว่าภาคท่องเที่ยวเจ๊ง เศรษฐกิจไปไม่ได้ ผมเป็นคนมีข้อมูลที่แม่น ผมให้ดูข้อมูลผู้ใช้แรงงานด้านท่องเที่ยวเลย ผมแยกเพศมาเลย เพศชายมีประมาณ 1,060,000 คน เพศหญิงมีประมาณ 1,860,000 คน ผมดูเลยตกงานมีเท่าไหร่ ตกงานเพศหญิงมีประมาณ 5 หมื่นกว่าคน เพศชายตกงาน 4 หมื่นกว่าคน สองก้อนรวมกันประมาณแสนกว่าคนภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
แต่ถ้าคนที่บอกว่าตกงาน 7-8 ล้านคนเพราะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไปไม่ได้ ผมบอกให้ปิดทั้งประเทศไทยเลย ก็มีคนทำงานในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอยู่แค่ 2,800,000 คน แล้วจะเอาตรงไหนมายันว่า 7-8 ล้านคน ถ้าใครบอก 7-8 ล้านคน ผมก็ขอยืนยัน เอาตัวเลขให้ผมมาหน่อย แต่ถ้าผมบอกมี 7-8 แสนคนตามที่ผมมี ผมมีเลข 13 หลักให้ดูเลย ตกจากบริษัทไหนด้วย บ้านอยู่ไหน ตกจากบริษัทไหน อาชีพอะไร คือตกจริงๆ 7-8 แสนคน แต่เมื่อก่อนอาจจะตกงานแค่ 2-3 แสนคน จนมีโควิดเข้ามา” รมว.แรงงาน กล่าว