#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
ในประเทศ – ‘วรัท พฤกษาทวีกุล’ ปรับบทบาท‘กศน.’ลดเหลื่อมล้ำ (naewna.com)

‘วรัท พฤกษาทวีกุล’ ปรับบทบาท‘กศน.’ลดเหลื่อมล้ำ
วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.
“การศึกษาคือประตูสู่โอกาส” ซึ่งสำหรับประเทศไทย นอกจากภาครัฐโดย กระทรวงศึกษาธิการ จะรับผิดชอบ “การศึกษาในระบบ” ทั้งสายสามัญ (ปฐมวัย-ม.6) และสายอาชีพ (ปวช.-ปวส.) แล้ว ยังมี “การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)” หรือชื่อเดิมคือการศึกษานอกโรงเรียนด้วย ซึ่งมีบทบาท “เก็บตก” คนทุกช่วงวัยที่หลุดออกจากการศึกษาในระบบไป โดยเมื่อเร็วๆ นี้ วรัท พฤกษาทวีกุล ซึ่งเพิ่งมารับตำแหน่ง “เลขาธิการ กศน.” คนล่าสุด ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ในงานสื่อสัญจร ณ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เกี่ยวกับสิ่งที่จะดำเนินการ
n ว่าด้วยการขับเคลื่อนงาน กศน. : ได้ให้แนวทางกับพี่ๆ กศน. ไปเมื่อต้นเดือนที่แล้ว (ต.ค. 2563) ที่จ.เชียงใหม่ ก็ขับเคลื่อนการดำเนินการหลักๆ อยู่ 12 เรื่องแต่สรุปสั้นๆ เรื่องแรกคือการขับเคลื่อนนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการ (ณัฏฐพลทีปสุวรรณ) ท่านให้แนวทางว่า กศน. น่าจะเป็นส่วนสำคัญในการไปลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อที่จะให้คนที่ขาดโอกาสด้อยโอกาส ที่มีอยู่ในขณะนี้เข้ามาสู่ระบบการศึกษามากขึ้น โดย กศน. เป็นผู้จัดให้
ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านกนกวรรณ (กนกวรรณ วิลาวัลย์) ที่ดูแล กศน. ท่านก็ให้แนวทางของการฝึกอาชีพต่างๆ ให้กับประชาชนในชุมชนหมู่บ้านให้นโยบายหลายเรื่องเลย เรื่อง 1 อำเภอ1 อาชีพ แล้วก็การยกระดับสินค้าที่เกิดจากการฝึกอาชีพเป็นพรีเมียม(Premium) ขึ้นมา อันนี้เป็นนโยบายท่านรัฐมนตรีว่าการกับช่วยว่าการ ในส่วนของผมเองก็ได้ให้แนวทางว่า กศน. เราอยู่ใกล้ชิดกับชุมชนที่สุด เรามีหน่วยงานระดับตำบล หมู่บ้าน แล้วก็อำเภอด้วย ก็เลยบอกว่า กศน. ต้องเข้าไปหาชุมชน เราคงรอให้ประชาชนเข้ามาหาเราไม่ได้
เราต้องทำงานเชิงรุก เข้าไปสแกน (Scan-ค้นหา) ดูว่าในหมู่บ้านจะมีใครที่ตกหล่นบ้าง มีคนพิการที่รอความช่วยเหลือที่ออกไปไหน เข้าสู่ระบบไม่ได้ เด็กเร่ร่อนต่างๆ เราไปสแกนแล้วก็ดึงเข้ามาเข้าสู่การให้บริการของ กศน. เรา รวมถึงการน้อมนำศาสตร์พระราชาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ที่ทรงให้แนวทางไว้สู่การปฏิบัติ ก็ได้มอบหมายเรื่องโคกหนองนาโมเดล ให้ไปศึกษาความรู้เรื่องนี้อย่างถ่องแท้ ไปให้ความรู้กับประชาชน รวมถึงอาจจะมีตัวอย่างที่ดีๆ ก็ไปเผยแพร่ในสิ่งเหล่านี้
ซึ่งได้มอบหมายให้จังหวัดไปหา Best Practice (แนวปฏิบัติที่โดดเด่น) ต่างๆ ที่ดีๆ มาสู่ขยายผล อีกประเด็นหนึ่งคือการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของ กศน. เองให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพราะขณะนี้ผมมาอยู่ที่นี่เดือนหนึ่ง ก็ได้รับเสียงมาจากข้างนอกเยอะแยะเลย เรื่องของหลักสูตร กศน. นี่อาจต้องมีการทบทวนหน่อยเพราะมันเยอะมาก แล้วก็มีการเรียนที่ค่อนข้างเยอะพอสมควร แต่ว่าคงไม่ปรับทั้งหมด คงจะดูว่าตรงไหนที่มันเยอะไปก็จะปรับ เพื่อให้คนได้เข้ามาในระบบมากยิ่งขึ้น แต่คงคุณภาพมาตรฐานไว้ ไม่ได้ลดมาตรฐานคุณภาพ
ถัดไปคือเรื่องการพัฒนาข้อมูลสารสนเทศ ซึ่งผมเน้นมากเรื่องนี้เพราะ กศน. เราดูแลคนหลายล้านคนที่เป็นลูกค้าเรา แล้วก็มีอัตรากำลังคนหลายหมื่นคน น่าจะ 2 หมื่นคน แล้วก็มีข้อมูลเยอะมาก ขณะนี้มันก็กระจายกันอยู่ ก็คงจะมีหน่วยงานขึ้นมาจัดการเรื่องนี้ ผมท้าทายเรื่องนี้กับพี่น้องว่า ท่านอยากรู้ข้อมูล กศน. ท่านยกมือถือขึ้นมามันจะมาปรากฏที่หน้ามือถือท่านเลย ผมท้าทายอย่างนั้น เดี๋ยวก็รอดูว่ามันจะได้อย่างไร รวมถึงการพัฒนา Content (เนื้อหา) ต่างๆ ของ กศน. ให้เป็นระบบที่มันเชื่อมโยงกัน
แล้วไป Plug-in (เชื่อมต่อ) กับทาง DEEP ของท่านรัฐมนตรีว่าการท่านทำอยู่ พัฒนาแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ซึ่ง กศน. มีหลายหน่วยงานที่จัดการศึกษา เช่น สถาบันทางไกลต่างๆ ก็จะต้องมาร่วมกันให้หมด เพราะมันแยกๆ กันอยู่ขณะนี้ แล้วก็เรื่องของการให้กำลังใจพี่น้องเรา กศน. เรามีสโลแกน (Slogan-คำขวัญ) ว่า “คนสำราญงานสำเร็จ” ที่ผ่านมายังไม่ค่อยเวิร์กเท่าไร เดี๋ยวเราจัดกีฬา “กศน. เกมส์” เหมือนเดิม ปีนี้เราจัดที่ภาคกลาง ก็จะจัดต่อ แล้วคงมีโอกาสได้คุยกันมากขึ้น
n กศน. ในการทำงานกับผู้ด้อยโอกาส : มีครูดูแลเด็กเร่ร่อน 28 คน ครูดูแลเด็กพิการ 500 คน แต่พวกนี้อัตราจ้างหมด ก็จะช่วยเขาให้ได้เป็นพนักงานราชการ ก็คงจะผลักดันเรื่องนี้ อาจจะต้องเสนอเรื่องไปยัง ครม. (คณะรัฐมนตรี) เพื่อที่จะมีค่าใช้จ่ายรายหัวของคนพิการ ตอนนี้เรายังไม่มี อันนี้กำลังผลักดันเรื่องนี้อยู่ ส่วนการช่วยให้ได้เป็นพนักงานราชการ อัตรามันมีอยู่แล้ว แต่เราจัดสรรให้กลุ่มนี้ ที่ผ่านมา กศน. ขอมาเพียบเลย ตั้งแต่ครูบรรณารักษ์ ครูตำบลครูอาสา อันนี้เราจะเอาไปให้ตรงนี้ก่อน เพราะมีอัตรารองรับอยู่แล้ว ไม่ได้เพิ่มใหม่ เรามีพนักงานราชการประมาณ 14,000 อัตรา มันว่างอยู่ส่วนหนึ่ง ก็จะเกลี่ยไว้ให้ตรงนี้บ้าง
n ข้อร้องเรียนหรือเสียงสะท้อนเกี่ยวกับหลักสูตร กศน.ในช่วงเดือนเศษๆที่ผ่านมาหลังท่านเข้ารับตำแหน่ง และแนวทางการปรับปรุง : เรื่องของคุณภาพหลักสูตรมันมีวิธีการอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าหลายเรื่องที่รับ Feedback (ความคิดเห็น-ข้อแนะนำ) มา เช่น วิชาเลือกต่างๆ เยอะมาก แล้วเรามีเวลาเรียน มีการพบกลุ่มต่างๆ บางคนเขาไม่มีเวลาสะดวกมา ก็คงต้องมีการมาดูทั้งหมด เดี๋ยวคงตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อมาดูเรื่องนี้ทั้งระบบ ซึ่งไม่นานเพราะผมทำงานเร็ว ได้คือได้ไม่ได้คือจบแล้วก็แก้ไขปัญหา ข้อร้องเรียนเช่น จำนวนชั่วโมงจาก 200 เหลือ 100 ได้ไหม ประมาณนี้ แล้วบางคนที่เขาไม่สะดวกจะมาเรียนกับ กศน. เขาบอกว่าเขามาเรียนพบกลุ่มไม่สะดวก อย่างนี้เป็นต้น
n ระยะหลังๆ พบเยาวชนหลายคนไม่ขอเรียนในระบบ แต่ตัดสินใจย้ายมาใช้บริการ กศน. แทนมากขึ้น ด้วยเห็นว่าอยากเรียนจบไวๆ จะได้ไปต่อในระดับมหาวิทยาลัยและสำเร็จการศึกษาออกไปทำงานได้เร็วๆ กศน. จะปรับหลักสูตรรับตรงนี้อย่างไรเพื่อให้ทันสมัยขึ้น : ตอนนี้หลักสูตรที่ผมจะปรับปรุงคือไม่ใช่จะเลิกทั้งหมด แต่มันเยอะไปก็ปรับให้มันน้อยลง อันไหนกระชับได้ก็กระชับ แต่ยังคงคุณภาพอยู่ วิชาไหนที่มันล้าสมัยก็จะต้องปรับให้มันทันสมัยมากขึ้น แต่หลักการคือจบเร็วอยู่แล้วไม่ต้องห่วง
n การเชื่อมโยงระหว่าง กศน. กับมหาวิทยาลัย : เรื่องนี้อยู่ในแผน ตอนนี้ที่คุยกันคือเราคุยกับทางมหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี ตอนนี้กำลังจะเชื่อมโยงกันเรื่อง “เครดิตแบงก์ (Credit Bank)” กำลังคุยกันอยู่ ยังไม่ตกผลึกเท่าไร มีสภาการศึกษา มี กศน. แล้วก็มีมหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี 3 ส่วนนี้จะคุยกัน กำลังให้ทีมงานคุยอยู่ ที่ราชมงคลธัญบุรีเขามี Project (โครงการ) อยู่แล้ว เพียงแต่เราไปช่วย
หมายเหตุ : เครดิตแบงก์ (Credit Bank) หรือธนาคารหน่วยกิต หมายถึงการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเรียนให้จบครั้งเดียว 4-5 ปีเหมือนหลักสูตรปกติ แต่เป็นการเรียนเป็นรายวิชาหรือกลุ่มวิชา (Module) โดยเมื่อสำเร็จวิชาเหล่านี้ทางมหาวิทยาลัยจะเก็บหน่วยกิตไว้ให้ และเมื่อผู้เรียนสะสมรายวิชาหรือกลุ่มวิชาได้ครบถ้วนตามหลักสูตรก็จะได้รับวุฒิปริญญาตรี
ซึ่งปัจจุบันการเรียนลักษณะนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่ต้องการเพิ่มพูนทักษะหรือปรับทักษะใหม่ (Upskill, Reskill) ให้เข้ากับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปรวมถึงผู้ที่เพิ่งมาค้นพบว่าตนเองชอบอะไรแล้วต้องการเปลี่ยนอาชีพไปทำงานสายนั้นๆ ขณะที่ DEEP (DigitalEducation Excellence Platform) เป็นแพลตฟอร์มที่ดำเนินการโดยกระทรวงศึกษาธิการ เป็นฐานข้อมูลวิชาความรู้ต่างๆ สำหรับให้คนทุกช่วงวัยเข้ามาเรียนผ่านระบบออนไลน์เพื่อเพิ่มพูนทักษะของตนเองได้