#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
ในประเทศ – สดร. ผนึกกำลังนักวิชาการ ตั้งภาคีวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศแห่งประเทศไทย (naewna.com)

สดร. ผนึกกำลังนักวิชาการ ตั้งภาคีวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศแห่งประเทศไทย
วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 11.32 น.
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นแกนนำระดมคณาจารย์ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจาก 3 องค์การมหาชน 1 หน่วยงานรัฐ 23 มหาวิทยาลัย และ 1 สมาคม ลงนามจัดตั้งภาคีความร่วมมือวิจัยบรรยากาศแห่งประเทศไทย (Thailand Consortium for Atmospheric Research : TCAR) เพื่อบูรณาการความร่วมมือการทำวิจัยแก้ปัญหาคุณภาพอากาศจากฝุ่นควัน PM 2.5 หรือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ส่งเสริมให้การศึกษา และพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศ และคุณภาพอากาศของไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในระยะเวลา 5 ปี โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประธานในพิธีฯ ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจทางวิชาการ ว่าด้วยความร่วมมือภาคีวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจำนวน 28 สถาบัน เมื่อวันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 ณ ห้องกลมทิพย์บอลรูม โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพมหานคร
.jpg)
ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า สดร. ได้เล็งเห็นความสำคัญของการวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศ ซึ่งรวมถึงคุณภาพอากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังจากดำเนินการมาระยะหนึ่ง พบว่าในประเทศไทย ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศในประเทศไทยต่างกระจายอยู่ตามหน่วยงานรัฐ และสถาบันการศึกษาต่างๆ ทำให้ผลงานวิจัยที่ได้กระจัดกระจาย ไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับ มลภาวะทางอากาศ ฝุ่น PM2.5 และการคาดการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สดร. จึงเชิญคณาจารย์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานวิจัยบรรยากาศในประเทศไทย
จนท้ายสุดทุกฝ่ายได้แสดงเจตจำนงร่วมกัน ในการจัดตั้งเป็นภาคีวิจัยบรรยากาศแห่งประเทศไทย เพื่อบูรณาการและขยายขอบเขตความเชี่ยวชาญหลักของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงประสานความร่วมมืองานวิจัยด้านบรรยากาศและคุณภาพอากาศในประเทศไทย ให้มีการทำงานที่สอดประสานกัน เนื่องจากปัญหาด้านบรรยากาศมีความหลากหลายและซับซ้อนเกินกว่าหน่วยงานเดียวจะทำได้
ภาคีวิจัยบรรยากาศแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันจัดทำแผนที่นำทางของการวิจัยแบบบูรณาการ บูรณาการวิจัยบรรยากาศที่เชื่อมโยงกับการศึกษาคุณภาพอากาศของประเทศและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จัดสร้างห้องปฏิบัติการกลางที่มีเครื่องมือที่ทันสมัยสนับสนุนการวิจัยบรรยากาศ พัฒนาระบบฐานข้อมูล สร้างนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์บรรยากาศ สร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ พัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยบรรยากาศ และผลักดันให้มีการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ประธานในพิธีกล่าวว่า ปัจจุบันโลกต้องเผชิญกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซเรือนกระจก เป็นเหตุให้นานาประเทศหันมาสนใจและตระหนักถึงผลกระทบและความเสียหายในด้านต่างๆ ที่จะตามมา สำหรับประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบด้านมลพิษทางอากาศ นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนไทย และปัญหาการเกิดมลพิษอื่นๆ ซึ่งต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน และต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งหน่่วยงานและบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ นำองค์ความรู้มาบูรณาการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อศึกษาสาเหตุและกลไกการเกิดมลพิษทางอากาศ รวมทั้งหาแนวทางป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์
ขอขอบคุณหน่วยงานภาคีทั้ง 28 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ สถาบันอุดมศึกษา และสมาคมที่เกี่ยวข้อง ที่เห็นความสำคัญและมุ่งมั่น ตั้งใจ ผนึกกำลังกันก่อเกิดเป็นภาคีวิจัยบรรยากาศแห่งประเทศไทย ร่วมมือกันต่อสู้กับปัญหามลพิษทางอากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ประสบอยู่ในปัจจุบัน ให้บรรลุเป้าหมายภารกิจร่วมกัน ตอบโจทย์คุณภาพอากาศของประเทศไทย ภายใต้นโยบาย “ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน” เพื่อให้การพัฒนาและแก้ปัญหาสามารถเดินหน้าไปได้โดยเร็ว ลดปัญหาและอุปสรรค ใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างและพัฒนาวงการวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศของไทยให้เข้มแข็ง พัฒนาบุคลากรให้เชี่ยวชาญ ก่อเกิดประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาประเทศต่อไป
.jpg)
ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ GISTDA ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลักด้านการใช้ประโยชน์ข้อมูลภูมิสารสนเทศและข้อมูลจากดาวเทียมจะใช้เทคโนโลยีจากอวกาศ เพื่อติดตามมลภาวะทางอากาศ ที่จะแสดงให้เห็นถึงการนำข้อมูลจากดาวเทียมมาใช้ในการติดตามและบ่งชี้มลภาวะทางอากาศ ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดของการใช้เครื่องมือตรวจวัดภาคพื้นดินได้เป็นอย่างดี โดยการนำข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีการตรวจวัดอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง เช่น ข้อมูลดาวเทียมจากแหล่งต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาร่วมบูรณาการกันจะช่วยให้เข้าใจและเห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้นในการวางแผนแก้ไขปัญหา PM 2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

โดยรายนาม 28 หน่วยงาน ที่ร่วมลงนามความร่วมมือภาคีวิจัยบรรยากาศแห่งประเทศไทย (Thailand Consortium for Atmospheric Research: TCAR) มีดังนี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) , สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) , สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) , กรมควบคุมมลพิษ , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ , มหาวิทยาลัยพะเยา , มหาวิทยาลัยศิลปากร , สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ , สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี , มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช , มหาวิทยาลัยมหาสารคาม , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี , มหาวิทยาลัยทักษิณ , มหาวิทยาลัยมหิดล , มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , มหาวิทยาลัยขอนแก่น , มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง , มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา , มหาวิทยาลัยแม่โจ้ , มหาวิทยาลัยนเรศวร , สถาบันพระบรมราชชนก และสมาคมสถาบันอุดมศึกษาสิ่งแวดล้อมไทย


