ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ สนองพระปณิธาน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ สนองพระปณิธาน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี (naewna.com)

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่  สนองพระปณิธาน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ สนองพระปณิธาน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดตัว“โครงการพัฒนาการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่หลากหลาย” ซึ่งเป็นโครงการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ให้กับประชาชนไทยอายุระหว่าง 50-70 ปี จำนวน 1,300 ราย โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สนองพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมุ่งหวังให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีและมีคุณภาพชีวิตที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะผู้ที่ยากไร้และด้อยโอกาสให้สามารถเข้าถึงการรักษาที่ดีเยี่ยมเทียบเท่าระดับสากล

ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิมหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เผยถึงพระกรุณาธิคุณใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ว่าทรงมีพระเมตตาและพระกรุณาธิคุณต่อประชาชนชาวไทย โดยทรงมีพระวิสัยทัศน์ในการวางรากฐานการดำเนินงานด้านต่างๆ ที่นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับการรักษาพยาบาลให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล พร้อมทั้งมีพระประสงค์ที่จะยกระดับการศึกษาด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพในประเทศไทย เน้นการพัฒนานวัตกรรมค้นคว้าสร้างองค์ความรู้ใหม่ผ่านกระบวนการวิจัยที่เป็นมาตรฐานสากล และนำมาปฏิบัติใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับคนไทยในทุกถิ่นฐานอย่างยั่งยืน รวมทั้งพระปณิธานอันแน่วแน่ในการช่วยเหลือผู้ที่ต้องทนทุกข์จากโรคมะเร็ง ควบคู่กับการส่งเสริมป้องกันมะเร็งเพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งมีโอกาสรอดชีวิตมีอายุยืนยาวขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิงจิรายุ เอื้อวรากุล รองอธิการบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ฝ่ายวิจัยนวัตกรรมและวิเทศสัมพันธ์ และคณบดีคณะแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข กล่าวถึงที่มาของโครงการ ว่า จากพระปณิธานขององค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมีพระเมตตาและพระกรุณาธิคุณต่อประชาชนชาวไทยจึงได้เกิดโครงการอันสืบเนื่องมาจากพระปณิธานเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางด้านโรคมะเร็งขึ้น ภายใต้โครงการบำเพ็ญพระกุศลฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ4 กรกฎาคม ของทุกปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 เป็นต้นมา โดยมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งในหลากหลายชนิดและเคยได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมาแล้วถึง 2 โครงการด้วยกัน ได้แก่ โครงการบำเพ็ญพระกุศลฯ ปี 2552 “โครงการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก” และโครงการบำเพ็ญพระกุศลฯ ปี 2556 “โครงการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่กลุ่มที่ 2” โดยจากการตรวจประชาชนชาวไทยที่มีอายุ 50-65 ปี จำนวนทั้งสิ้น 3,231 ราย พบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก จำนวน 30 ราย เป็นระยะที่ 1 และ 2 ที่ยังไม่ได้มีการแพร่กระจายประมาณ 80-90% และในโครงการยังมีการตรวจพบเป็นติ่งเนื้อที่มีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อีก จำนวน 701 ราย ภายหลังให้การรักษาทำให้ผู้เข้าร่วมในโครงการนี้มีชีวิตยืนยาวขึ้น ต่างจากกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยผ่านการตรวจคัดกรองซึ่งจะเป็นโรคในระยะแพร่กระจายถึง 70-80% ลดการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ นับเป็นพระกรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านต่อผู้เข้าร่วมโครงการในครั้งนั้นอย่างยิ่ง จึงเป็นที่มาของการพัฒนาโครงการตรวจคัดกรองมะเร็ลำไส้ใหญ่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่หลากหลายในครั้งนี้

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิรพร เหล่าธรรมทัศน์ รองอธิการบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด และคณบดีคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้กล่าวถึงเทคโนโลยีด้านภาพวินิจฉัยที่ทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้นำเข้ามาใช้ในการตรวจในโครงการนี้ว่า การตรวจหารอยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่อีกวิธีหนึ่ง คือ การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่ (CT colonography) ซึ่งสามารถสร้างภาพของลำไส้ใหญ่ได้คล้ายกับการส่องกล้องและมีประสิทธิภาพสูง โดยสามารถค้นหาติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ ขนาด 6 มิลลิเมตร ที่ค่า Sensitivity 82.9%, Specificity 91.4% และติ่งเนื้อขนาด 10 มิลลิเมตร ที่ค่า Sensitivity 87.9%, Specificity 97.6% ซึ่งติ่งเนื้อเหล่านี้ถ้าทิ้งนานไปอาจกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ และมีเทคนิคการตรวจที่สามารถลดการตรวจจับผิดว่าอุจจาระที่ติดค้างในลำไส้เป็นติ่งเนื้อ ส่งผลให้การตรวจมีความแม่นยำเพิ่มขึ้น และวิธีการตรวจ CT Colonography นี้ยังสามารถใช้เสริมการตรวจโดยวิธีส่องกล้องในการดูมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะต่างๆ ซึ่งมีลำไส้อุดตันและไม่สามารถผ่านกล้องเข้าไปได้ นอกจากนี้ ยังสามารถดูผนังด้านนอกของลำไส้ใหญ่ และอวัยวะภายในช่องท้องซึ่งไม่สามารถเห็นด้วยการส่องกล้องได้ด้วย

นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์บัญชร ศิริพงศ์ปรีดา หัวหน้าโครงการฯ และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายประกันคุณภาพการศึกษาคณะแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข ได้กล่าวถึงประโยชน์ของโครงการนี้ว่า เป็นโครงการศึกษาประสิทธิภาพของวิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันมีหลากหลายวิธีทั้งการตรวจเลือด ตรวจอุจจาระ ตรวจปัสสาวะ การตรวจทางรังสี การ
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ โดยในโครงการนี้จะมุ่งการตรวจหลัก 2 วิธี คือการตรวจโดยใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่า CT Colonography และการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ หรือการทำ Colonoscopy ซึ่งจะมีการศึกษาควบคู่ไปกับวิธีการตรวจเลือด ตรวจอุจจาระ ตรวจปัสสาวะเพื่อหาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและเหมาะสมกับประชากรที่จะมีลักษณะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาความสัมพันธ์ของอาหารที่รับประทาน และแบคทีเรียในทางเดินอาหารที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคลกับการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่อีกด้วย โดยข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเหล่านี้จะถูกนำไปใช้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อช่วยในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่อไป

ปัจจุบันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยอยู่ใน 3 อันดับแรกของโรคมะเร็งในประเทศไทย และเป็นมะเร็งที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย ซึ่งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.4 เท่า การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยให้เราตรวจพบผู้ป่วยได้ในระยะเริ่มแรกซึ่งยังไม่มีการแพร่กระจายได้มากขึ้น และเมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาตามมาตรฐานจะมีผลการรักษาดีกว่าการรักษาในระยะที่มะเร็งแพร่กระจายแล้วเป็นอย่างมากและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ รวมทั้งการคัดกรองยังช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อตรวจพบความผิดปกติในลำไส้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นมะเร็ง และให้การรักษาที่เหมาะสมก็จะลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งในผู้รับการตรวจและลดอุบัติการณ์โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย

สำหรับ “โครงการพัฒนาการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่หลากหลาย”เป็นโครงการที่จะให้บริการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หลากหลายวิธีทั้งการตรวจเลือด ตรวจอุจจาระ ตรวจปัสสาวะ การตรวจทางรังสี การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ให้แก่ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งจะเปิดรับสมัครให้ประชาชนชาวไทย อายุระหว่าง 50-70 ปี ที่ไม่เคยมีประวัติเป็นโรคมะเร็ง และไม่เคยส่องกล้องลำไส้ใหญ่มาก่อนเข้าร่วมโครงการ จำนวน 1,300 ราย สามารถสมัครผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ crcscreen.cra.ac.th ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะเต็มจำนวน หรือสมัครทางโทร.ที่เบอร์ 02-5766000 ต่อ 8421-4สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.02-5766000 ต่อ 8411 ในวันและเวลาราชการ

Leave a comment