#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/701827

เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ยกระดับ ‘ดิจิทัลเฮลท์แคร์’ นำ HealthTech ให้บริการด้านสุขภาพเชิงป้องกัน ผ่านแอปฯ
วันอังคาร ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.
พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงบนวิถีชีวิตในโลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญผนวกกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ธุรกิจต่างๆ ในทุกอุตสาหกรรมต้องปรับตัวให้ทันตามสถานการณ์ “ดิจิทัลเฮลท์แคร์” เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่เข้ามามีบทบาทตอบรับกระแสการตื่นตัวในเรื่องสุขภาพ เกิดค่านิยมในการให้ความสำคัญกับการดูแลเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงในเชิงป้องกันโรค โดยมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก ช่วยยกระดับมาตรฐานบริการด้านการแพทย์ ที่ได้มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เช่น Telemedicine หรือ แพทย์ทางไกล ที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ง่ายยิ่งขึ้น ลดจำนวนครั้งที่ต้องมาพบแพทย์ลดระยะเวลาการรอคอย ลดความแออัดในโรงพยาบาลด้วยแอปพลิเคชั่นที่ผู้ป่วยสามารถนัดพบแพทย์โดยไม่จำเป็นต้องมานั่งรอเป็นเวลานานที่โรงพยาบาลเป็นต้น
การเข้ามาของเทคโนโลยีจะเป็นตัวช่วยสนับสนุนธุรกิจเฮลท์แคร์ และช่วยยกระดับบริการด้านสุขภาพรูปแบบเดิมให้ดีขึ้น ล่าสุด เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล นำ HealthTech มาต่อยอดเป็นเครื่องมือการให้บริการด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชั่น “Health Up” ที่รวมการให้บริการต่างๆ มาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น รวดเร็ว แบบไร้รอยต่อขณะที่โรงพยาบาลผู้ให้บริการเองก็สามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น

ศุภกร พะวันนา
นายศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายการตลาดเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ได้ให้ข้อมูลว่าเครือโรงพยาบาลฯ ได้นำเอา Digital Engagement Modelเข้ามาปรับใช้ ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูล (Data) แล้วส่งต่อให้ทีมทำ Futuristic Data โดยนำข้อมูลเชิงลึกของแต่ละบุคคลมาวิเคราะห์ เพื่อวางแผนโปรแกรมการดูแลรักษาแบบ Human Touch Service มุ่งเน้นเรื่องการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare)วัตถุประสงค์ คือ ความต้องการให้ลูกค้าเข้าถึงโรงพยาบาลในเรื่องของการดูแลสุขภาพได้ถี่มากขึ้น บ่อยขึ้น แต่เป็นการเข้ามาดูแลสุขภาพที่เน้นเชิงป้องกันจะไม่ใช่การเข้ามาโรงพยาบาลเพื่อใช้เวลาในการนอนพักรักษาตัว ลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วยที่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในด้านการรักษาโรคที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ช่วยลดการสูญเสียชีวิตของผู้ป่วยได้มากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาสุขภาพและบริการเท่านั้น แต่ยังใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล โดยข้อมูลทั้งหมดของผู้เข้าใช้บริการจะถูกเก็บรักษาอย่างดีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลเล่านี้จะรั่วไหลและมั่นใจได้ถึงคุณภาพการรักษา รวมถึงการส่งมอบบริการที่ดีโดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ (Human Centric)
การทำ Hyper Personalization เป็นอีกเทรนด์ที่มาควบคู่กับ Preventive Healthcare ซึ่งเป็นการนำข้อมูลส่วนบุคคลเชิง Big Data มาประยุกต์ใช้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่มีความเฉพาะในแต่ละบุคคล ดังนั้น การที่โรงพยาบาลสามารถเก็บข้อมูลได้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการ เพราะจะสามารถทำการวิเคราะห์ข้อมูลของแต่ละคนแบบเจาะลึกสามารถออกแบบโปรแกรมตรวจสุขภาพให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคลให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค เพื่อให้บรรลุจุดหมายปลายทาง คือ ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างมีคุณภาพ ยกตัวอย่างเช่น All You Can Check โปรแกรมตรวจสุขภาพมิติใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันโดยเฉพาะ โดยทางโรงพยาบาลจะช่วยมอนิเตอร์สถานะสุขภาพของผู้เข้ารับบริการตลอดระยะเวลา 1 ปี มีแพทย์เป็นผู้ให้คำแนะนำในการวางแผนดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลในระยะเวลาที่นานเพียงพอที่จะปรับพฤติกรรมใหม่ให้เหมาะสมและตรงจุดโปรแกรมนี้ยังครอบคลุมการตรวจร่างกายตั้งแต่รายการตรวจแบบพื้นฐานไปจนถึงการตรวจ