ปลัด ทส.สั่งสอบวินัยร้ายแรงอธิบดีกรมอุทยานฯ ใครเอี่ยวโดนหมด โทษสูงสุดให้ออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702513

ปลัด ทส.สั่งสอบวินัยร้ายแรงอธิบดีกรมอุทยานฯ ใครเอี่ยวโดนหมด โทษสูงสุดให้ออก

ปลัด ทส.สั่งสอบวินัยร้ายแรงอธิบดีกรมอุทยานฯ ใครเอี่ยวโดนหมด โทษสูงสุดให้ออก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2566, 19.14 น.

ปลัด ทส.กำชับให้คกก.สอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงกรณีอธิบดีกรมอุทยานฯ เรียกรับเงินลูกน้องดำเนินการอย่างละเอียดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงที่มาของเงินที่พบในห้องทำงาน ด้านปธ.คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเผย อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้ทำหนังสือตอบกรรมการ โดยปฏิเสธเรื่องที่ถูกกล่าวหา

5 ม.ค.65 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงกรณีนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชถูกตำรวจบก.ปปป. และเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. จับกุมฐานเรียกรับเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อแลกกับการแต่งตั้งโยกย้าย โดยขั้นตอนการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงเป็นขั้นตอนหลังจากที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้สอบสวนเบื้องต้นแล้วพบว่า มีมูลการกระทำผิดทางวินัยของข้าราชการ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :เชือดดาบสอง!วราวุธเผยปลัดทส.เซ็นตั้งกก.สอบวินัยร้ายแรงอธิบดีอุทยานฯ)

ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงจะสอบสวนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ตลอดจนสอบสวนที่มาของเงินซึ่งพบในห้องทำงานของอธิบดีกรมอุทยานฯ ด้วย หากคณะกรรมการสรุปผลการสอบสวนว่า กระทำผิดจริง จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ผิดคือผิด โดยตามระเบียบข้าราชการพลเรือน หลังการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงแล้ว ต้องมีกระบวนการพิจารณาโทษต่อไป ซึ่งโทษสูงสุดกรณีทุจริตคือ ให้ออกจากราชการ

ส่วนข้อเสนอของนายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรที่ให้คืนความธรรมแก่ข้าราชการของกรมอุทยานฯ ที่ถูกนายรัชฎาโยกย้ายโดยมิชอบนั้น ปลัดกระทรวงทส. กล่าวว่า จะตรวจสอบ โดยพิจารณาว่า เป็นไปตามหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายหรือไม่ แต่จะปรักปรำว่า ทุกตำแหน่งที่อธิบดีออกคำสั่งแต่งตั้งนั้น ไม่เหมาะสมทั้งหมดไม่ได้ ซึ่งนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทส. กำชับว่า การแต่งตั้งต้องเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ 

นายกุศล โชติรัตน์ รองปลัดกระทรวงทส. และประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กล่าวว่า ในการสอบสวนของคณะกรรมการนั้น ได้ตรวจสอบ 3 ส่วนคือ อธิบดีกรมอุทยานฯ ซึ่งเป็นผู้ถูกร้อง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ซึ่งเป็นผู้ร้องและข้อมูลจากตำรวจ บก.ปปป. และป.ป.ช. โดยอธิบดีกรมอุทยานฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยทำเป็นลายลักษณ์อักษรตอบกรรมการ แต่การปฏิเสธของผู้ถูกร้อง ไม่ได้หมายถึง ไม่มีความผิด การพบเงินจำนวนมากในห้องทำงานเป็นเรื่องไม่ปกติ ประกอบกับข้อมูลประกอบอื่นๆ จึงสรุปว่า มีมูลการกระทำผิดทางวินัย อีกทั้งการปฏิเสธของผู้ถูกร้อง ไม่ได้หมายถึง ไม่มีมูลความผิด จึงเสนอผลสอบต่อปลัดกระทรวงฯ ซึ่งปลัดกระทรวงฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง

สำหรับขั้นตอนการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงตามระเบียบข้าราชการพลเรือน ไม่ได้กำหนดระยะเวลา เนื่องจากต้องสอบสวนอย่างรอบคอบ กรณีที่มีหลักฐานชัดเจน คณะกรรมการสามารถสรุปผลได้เร็ว แต่ถ้ามีรายละเอียดและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง หากคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยสรุปว่า มีความผิด ปลัดกระทรวงฯ มีอำนาจในการพิจารณาโทษ โดยผู้ถูกร้องสามารถอุทธรณ์ได้ใน 90 วัน

Leave a comment