#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2614743

29 ม.ค. 2566 06:29 น.
- วีรพจน์ อินทรพันธ์
การส่ง “รถถัง” และสงครามขั้นต่อไป
ในที่สุดก็เป็นเรื่องชัดเจนแล้วว่า “รถถัง” ของกลุ่มชาติสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ NATO จะถูกส่งลงสู่สมรภูมิ “ยูเครน” ในยุโรปตะวันออกในเวลาไม่ช้าก็เร็ว
หนีไม่พ้นที่จะเข้าปะทะกับรถถังซีรีส์ T ค่ายรัสเซียบนสนามรบสักวันใดวันหนึ่ง ซึ่งกรณีนี้ยังถือเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่งเพราะมันแสดงให้เห็นว่า ความขัดแย้งระหว่างสองขั้วอำนาจมีการยกระดับมากขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งเป็นปืนใหญ่รถยิงจรวด ต่อมาเป็นรถถัง หลังจากนั้นก็เป็นไปได้ที่อาจจะลุกลามกลายเป็นเครื่องบินรบ
ทั้งนี้ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีข้อมูลหลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่องว่า รถถังที่จะถูกส่งไปยูเครนรุ่นไหนมีคุณสมบัติเช่นไร ไม่ว่าจะเป็น “M1 เอบรัมส์” จากค่ายสหรัฐฯ “แชลเลนเจอร์ 2” จากค่ายอังกฤษ “เลอแคลร์” จากค่ายฝรั่งเศส (ยังไม่คอนเฟิร์ม) และ “เลพเพิร์ด 2A6” จากค่ายเยอรมนี

มีการเปรียบเทียบเป็นฉากๆว่าจะได้เปรียบตรงไหน เสียเปรียบตรงไหน ของสหรัฐฯกินน้ำมันมากกว่า ของเยอรมนี รัสเซียประหยัดน้ำมันกว่า หรือการเกทับกันอย่างเช่น รถถังรัสเซียมีระบบโหลดกระสุนอัตโนมัติ ยิงได้เร็วและต่อเนื่อง ทำให้ถูกสวนว่า ผลชี้วัดเขาวัดกันที่ใครยิงแม่นกว่าใครในนัดแรก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ความมั่นคงบางส่วนมองว่า การมาถกเถียงกันเรื่องสเปกไม่น่าจะเกิดประโยชน์อันใด เพราะความขัดแย้งที่ยืดยาวมาตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. ปีก่อนและกำลังใกล้จะครบรอบ 1 ปี ได้แสดงให้เห็นว่า รถถังไม่สามารถเป็นหัวหอกทะลวงฟันได้เหมือนยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็นอีกต่อไป เนื่องด้วยประสิทธิภาพของ “จรวดต่อต้านรถถัง” ในปัจจุบัน
รถถังเกือบทุกรุ่นในยุคนี้เคยผ่านประสบการณ์ “ป้อมบิน” ไฟลุกท่วมมาแล้วในสมรภูมิความขัดแย้งต่างๆตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา จนระยะหลังได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ใช้รถถังเข้าบดขยี้แนวป้องกันที่ถูก “นวดจนน่วม” จากปืนใหญ่หรือการโจมตีทางอากาศ หรือไม่ก็ทำหน้าที่เป็น “ฝ่ายสนับสนุน” ยิงถล่มฐานที่มั่นของข้าศึกจากด้านหลังเวลาที่ทหารราบเดินหน้าเข้าตี

และสำหรับสงครามยูเครนครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นว่า รถถังมีอัตราการสูญเสียที่รวดเร็วกว่าครั้งใดที่ผ่านๆมา โดยข้อมูลทางสถิติบ่งชี้ว่า อัตราการสูญเสียรถถังในสมรภูมิต่อวันของฝั่งยูเครนจะอยู่ที่ 10-15% และในจำนวนนี้จะมีประมาณ 15-20% ที่ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถเก็บกู้ซ่อมแซมได้
นักวิเคราะห์ความมั่นคงคำนวณตัวเลขให้ดูว่า สมมติกองพลรถถังจำนวน 1 กองพล มีรถถัง 300 คัน ในปฏิบัติการตีโต้เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา มีอัตราสูญเสีย 30–45 คันต่อวัน ในจำนวนนี้มีประมาณ 3–9 คัน พังยับเยิน ต้องหาคันใหม่มาทดแทนเท่านั้น หากบุกทะลวง 7 วัน ก็จะเท่ากับว่าถูกทำลายราว 21–63 คัน ตัวเลขอาจจะน้อยกว่าหรือสูงกว่าจากปัจจัยความไม่แน่นอนในสนามรบ
เป็นคำถามว่า กองทัพยูเครนต้องใช้รถถังเท่าใดถึงจะเหมาะสม หากดูจากแนวรบในปัจจุบันที่มีแนวยาว 815 กิโลเมตร ครอบคลุมจังหวัดลูฮานสก์ โดเนตสก์ และซาโปริชเชีย ยูเครนจะต้องมีอย่างน้อย 3 กองพล หรือกว่า 900 คัน หากคิดว่ารัสเซียจะบุกรอบใหม่จากเบลารุสทางภาคเหนือก็ควรจะต้องมีอีก1 กองพล เท่ากับว่าต้องมีรถถัง 1,200 คัน (มองในกรณีพร้อมรบเต็มอัตราศึก)

ทว่าเมื่อมีกองพลรถถังก็จะต้องมีกองพลสำรองไว้เป็นกำลังเสริม นั่นหมายถึงต้องมีเพิ่มอีก 300 คัน กลายเป็น 1,500 คัน และหากจะให้เหมาะสมจริงๆนั้นก็ต้องมีกำลังสำหรับสับเปลี่ยนทดแทนความสูญเสียด้วยเช่นกัน เท่ากับว่าการคำนวณพื้นฐานแล้ว กองทัพยูเครนจะต้องใช้รถถังประมาณ 1,800 คัน และการที่กลุ่มพันธมิตรนาโตประกาศการส่งรถถังในเบื้องต้น ประกอบด้วยเอบรัมส์ 31 คัน เยอรมนีและอังกฤษให้ประเทศละ 14 คัน และมีอีก 12 ชาติยุโรปที่จะให้รวมๆกันแล้วกว่า 100 คัน บวกเช่นไรก็ไม่น่าจะเพียงพอสำหรับมาตรฐาน 1 กองพลเสียด้วยซ้ำ
กระนั้น หากมองว่ารถถังของชาติตะวันตกเหล่านี้คือ “สัญลักษณ์” ของอำนาจทางการทหารแล้ว ย่อมไม่มีทางที่กองทัพตะวันตกจะส่งรถถังให้ใช้อย่างเร่งด่วนและเอาไปตายอย่างโง่ๆแน่นอนจะต้องมีการเซตระบบเตรียมความพร้อมอย่างรัดกุม เพื่อให้นำไปใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นไปได้ที่จะต้องนำพลรถถังยูเครนไปฝึกซ้อมอย่างหนักในประเทศที่สาม พร้อมวางเครือข่ายการส่งกำลังบำรุง การบำรุงรักษา และการนำกลับไปซ่อมแซม รถถัง อะไหล่ กระสุน จะเดินทางเข้าออกยูเครนกันอย่างคึกคัก
และเมื่อวางเครือข่ายกันเสร็จสิ้น การส่งรถถังให้ได้ตามความต้องการของยูเครน ไม่ว่าจะ 1,800 คัน หรือมากกว่านั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง ด้วยเหตุนี้จึงน่าสนใจว่า รัสเซียประเมินไทม์ไลน์ของตะวันตกไว้เมื่อใดและจะดำเนินการเช่นไรก่อนที่เครือข่ายอาวุธตะวันตกจะทำงานอย่างเต็มรูปแบบ.
วีรพจน์ อินทรพันธ์