#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691806

7 พ.ค. 2566 05:30 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐฉบับพิมพ์
ครองราชย์สมบูรณ์ “สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3” บรมราชาภิเษก ยิ่งใหญ่งดงาม (คลิป)
วินาทีประวัติศาสตร์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระ เจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลาที่จัดอย่างอลังการสมพระเกียรติ ท่ามกลางสายตาผู้คนทั่วโลกร่วมชมการถ่ายทอดสด ขณะที่พสกนิกรอังกฤษรอรับเสด็จและร่วมชมพระบารมีตลอดเส้นทางจากพระราชวังบั๊กกิ้งแฮมสู่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ โดย “สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3” ทรงปฏิญาณจะครองราชย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายและจะทรงธำรงความยุติธรรมด้วยพระเมตตา และหลังเสร็จพระราชพิธีฯประทับราชรถม้าทองคำ อายุเก่าแก่ 260 ปี เสด็จฯกลับ
ประชาชนนับล้านทั่วสหราชอาณาจักรและทั่วโลกได้ร่วมชมเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่จัดขึ้นอย่างสง่างาม ยิ่งใหญ่ และสมพระเกียรติ ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาเบาๆ
ทั่วโลกร่วมชมพระราชพิธีสำคัญ
ทั้งนี้ ตลอดวันที่ 6 พ.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานบรรยากาศบริเวณถนนเดอะ มอลล์ ถนนเส้นหลักสู่พระราชวังบั๊กกิ้งแฮม กรุงลอนดอน ในวันมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรทรงเป็นพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์ เนืองแน่นไปด้วยพสกนิกรจากทั่วทั้งอังกฤษและทั่วโลกปักหลักจับ จองพื้นที่ตั้งแคมป์ค้างแรมเพื่อให้ได้พื้นที่รับชมความอลังการของพระราชพิธีได้อย่างเต็มตา ร่วมด้วยกองทัพสื่อมวลชนร่วมบันทึกเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ในรอบ 70 ปี

ทหารทุกเหล่าทัพมาทางรถไฟ
ทหารจากกองทัพอังกฤษ ทั้งกองทัพเรือ กองทัพบก กองทัพอากาศ และกองกำลังจาก 33 ประเทศในเครือจักรภพและดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษ 6 แห่ง มากกว่า 5,000 นาย ในชุดเครื่องแบบเต็มยศ เดินทางโดยรถไฟเซาท์ เวสเทิร์น 7 ขบวนและรถไฟเวสต์ โคสต์ 2 ขบวน ถึงสถานีลอนดอน วอเตอร์ลู กรุงลอนดอน ตั้งแต่เวลาประมาณ 06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น สร้างความฮือฮาตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้พบเห็น นับเป็นการเคลื่อนพลครั้งใหญ่สุดของทหารบนเส้นทางรถไฟของอังกฤษ นับตั้งแต่พิธีฝังศพของเซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษในปี 2508 จากนั้นเหล่าทหารเดินแถวข้ามสะพานเวสต์มินสเตอร์เพื่อรวมพลประจำตำแหน่งและเดินขบวนก่อนเริ่มพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เหล่าศิลปินคนดังร่วมงาน
ขณะเดียวกันบรรดาผู้ได้รับเชิญเข้าร่วมพระราชพิธีฯ รวมตัวกันที่จุดตรวจรักษาความปลอดภัยบริเวณสวนหอคอยวิกตอเรีย (Victoria Tower Gardens) เพื่อรอเข้าไปภายในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ตั้งแต่เวลา 07.15 น. โดยต่อแถวยาวประมาณ 800 เมตร ไปไกลจนถึงสะพานแลมเบธ ใกล้กับย่านวอกซ์ฮอล ที่อยู่ติดกับแม่น้ำเทมส์ โดยในบรรดาคนดังที่ได้รับเชิญเข้าร่วมในพระราชพิธีในวันนี้ได้แก่ เดวิด และวิคตอเรีย เบคแคม, สเตลลา แมคคาร์ทนีย์ ดีไซเนอร์ชื่อดัง ทายาทของเซอร์ พอล แมคคาร์ทนีย์ ศิลปินดัง อดีตสมาชิกวงเดอะ บีเทิลส์, แบร์ กริลล์ส พิธีกรรายการผจญภัย, โจอันนา ลัมลีย์, โรแวน แอตคินสัน, ลอร์ด แอนดรูว์ ลอยด์ เว็บเบอร์ นักประพันธ์เพลงชื่อดังชาวอังกฤษ ผู้ประพันธ์เพลงประจำพระราชาพิธีราชาภิเษก (Coronation Anthem) รวมถึงไลโอเนล ริชี และเคที เพอร์รี 2 ศิลปินชื่อดังจากสหรัฐฯ ที่มีกำหนดขึ้นแสดงในคอนเสิร์ตราชาภิเษกในวันที่ 7 พ.ค. ที่ปราสาทวินด์เซอร์

ประทับราชรถม้าเสด็จยังมหาวิหาร
จากนั้นในเวลา 10.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลา 16.20 น. ในไทย สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เสด็จพระราชดำเนินจากพระราชวังบั๊กกิ้งแฮมไปยังมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย โดยราชรถพัชราชาภิเษกแตกต่างจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระราชมารดา เมื่อ พ.ศ.2496 โดยราชรถม้าพระที่นั่งองค์นี้ถูกประกอบขึ้นในออสเตรเลียเนื่องในโอกาสครองราชย์ครบ 60 ปี ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อปี 2555 มีน้ำหนัก 3 ตัน ความยาว 5.4 เมตร ใช้ม้าสีเทาฝึกพิเศษ “วินด์เซอร์ เกรย์” 6 ตัว ลากจูงโดยกองทหารม้ารักษาพระองค์ 3 นาย ด้านบนของรถม้าพระที่นั่งเป็นพระมหามงกุฎแกะสลักจากไม้โอ๊คของเรือรบหลวงเอชเอ็มเอส วิกตอรี ด้านในของรถพระที่นั่งเลี่ยมด้วยชิ้นส่วนต่างๆ ทั้งไม้ เหล็ก หรือวัสดุจากอาคารและสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร เช่น พระราชวังบั๊กกิ้งแฮม พระราชวังวินด์เซอร์ พระราชวังเคนซิงตัน และพระราชวังฮอลีรูด ในสกอตแลนด์ มหาวิหารเซนต์พอลและมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ รวมทั้งเรือสำคัญในประวัติศาสตร์อังกฤษอย่างเรือแมรี โรส
พสกนิกรรอรับเสด็จฯคับคั่ง
ทั้งนี้ในขบวนเสด็จฯ มีทหารราว 200 นายจากทุกเหล่าทัพ ส่วนใหญ่เป็นกองทหารม้ารักษาพระองค์ ถวายการอารักขาขบวนเสด็จจากพระราชวังบั๊กกิ้งแฮมผ่านทางประตูกลางเคลื่อนไปตามถนนเดอะมอลล์ ผ่านสวนเซนต์เจมส์ ผ่านซุ้มแอดไมรัลที อาร์ค สู่จัตุรัสทราฟัลการ์ เลี้ยวขวาเข้าถนนไวต์ฮอลล์ ถนนรัฐสภา จากนั้นเข้าสู่จัตุรัสรัฐสภา ไปยังประตูใหญ่ทิศตะวันตกของมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ เป็นระยะทาง 2.29 กม. สั้นกว่าเส้นทางเมื่อครั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระราชมารดา ที่มีระยะทาง 6.5 กม. ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจากกองกำลังทหารจากทั้ง 3 เหล่าทัพราว 1,000 นาย ขณะที่ตลอดเส้นทางเสด็จฯ มีเหล่าพสกนิกรที่มาปักหลักรอรับเสด็จฯ ต่างโห่ร้องด้วยความยินดีและขานพระนามคิงส์ชาร์ลส์ อย่างกึกก้อง พร้อมโบกธงชาติ บ้างก็ปรบมือ และส่วนใหญ่ได้ยกมือถือขึ้นมาบันทึกภาพพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ โดยสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ทรงโบกพระหัตถ์ให้พสกนิกร เป็นระยะ กระทั่งเสด็จถึงประตูใหญ่ทางทิศตะวันตกของมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ในเวลาประมาณ 10.53 น. ตามเวลาท้องถิ่นหรือเวลาประมาณ 16. 53 น. ในไทย

ผู้ร่วมพระราชพิธี 2.2 พันคน
ขณะเดียวกัน ภายในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ มีการบรรเลงดนตรีทั้งบทเพลงที่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงคัดสรรด้วยพระองค์เอง รวมทั้งเพลงที่ประพันธ์ขึ้นใหม่ 12 เพลง ในจำนวนนี้มีผลงานของแอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ และแพทริค ดอยล์ นักประพันธ์เพลงชาวสกอต วัย 70 ปี หนึ่งในนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ชั้นนำของฮอลลีวูด ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ประพันธ์เพลงมาร์ชราชาภิเษก ความยาว 4 นาที ยังมีดนตรีแบบกรีกออร์โธดอกซ์เพื่อรำลึกถึงเจ้าชายฟิลิป พระราชบิดา ขับกล่อมแขกทั้ง 2,200 คน ทั้งสมาชิกราชวงศ์อังกฤษ ราชวงศ์ต่างประเทศ อาทิ เจ้าชายอัลเบิร์ตและเจ้าหญิงชาร์ลีนแห่งโมนาโก สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน และมกุฎราชกุมารีวิกตอเรียแห่งสวีเดน สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปและพระราชินีเลติเซียแห่งสเปน เจ้าฟ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ เจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ เจ้าชายอากิชิโนะ มกุฎ ราชกุมารแห่งญี่ปุ่น และเจ้าหญิงกิโกะ มกุฎราชกุมารีแห่งญี่ปุ่น มกุฎราชกุมารเฟรเดอริก สมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไนดารุสสลามสุลต่านบรูไน สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน
ในหลวงเสด็จฯพร้อมพระราชินี
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แห่งราชอาณาจักรไทย เสด็จฯทรงร่วมพระราชพิธีฯ ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 โดยพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารเต็มยศ ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมานสีน้ำเงิน สวมสร้อยพระศอชุดไพลินสีน้ำเงินในสมเด็จพระบรม ราชชนนีพันปีหลวงและฉลองพระกรด้วยพระวลัยในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ โดยประทับข้างสุลต่านยังดีเปอร์ตวนอากงและประไหมสุหรีแห่งมาเลเซีย

เจ้าชายแฮร์รีเสด็จฯพระองค์เดียว
ขณะที่ เจ้าชายแฮร์รี พระราชโอรสพระองค์เล็กของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เสด็จฯ ถึงมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ โดยลำพังปราศจาก เมแกน มาร์เคิล พระชายาที่พำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา ขณะที่พระองค์เสด็จพระดำเนินตามหลัง ปีเตอร์ ฟิลลิปส์, ซาราห์ และ ไมค์ ทินดัลล์ พระโอรสและพระธิดาของเจ้าหญิงแอนน์ รวมทั้งเจ้าหญิงยูเชนี และแจ็ค บรูคส์แบงค์ พระสวามี โดยมีเจ้าหญิงเบียทริซและเอโดอาร์โด มาเปลลี มอซซี พระสวามี อยู่เบื้องหลัง อย่างไรก็ตามเจ้าชายแฮร์รีทรงดูผ่อนคลาย ทรงแย้มพระสรวลและตรัสทักทายกับบรรดาแขกภายในพิธี
ผู้นำทั่วโลกร่วมเป็นสักขีพยาน
นอกจากนี้ ยังมีผู้นำหรือตัวแทนรัฐบาลต่างๆ คนดัง ผู้นำศาสนา มาร่วมเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ครั้งนี้ อาทิ นางจิล ไบเดน สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกา เป็นตัวแทน ประธานาธิบดี นายโจ ไบเดน เดินทางมาพร้อมกับฟินนิแกน ไบเดน หลานสาว รวมทั้งนางโอเลนา เซเลนสกี สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของยูเครน นายเอ็มมานูแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส พร้อมภริยา นางบริจิตต์ มาครง นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย นายคริส ฮิปกินส์ นายก รัฐมนตรีนิวซีแลนด์ นายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ยังมีนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และนางลูอีซ มาร์กอส ภริยา ร่วมด้วยนายหาน เจิ้ง รองประธานาธิบดีจีน เข้าร่วมด้วย ทั้งนี้ มีรายงานว่า ผู้นำรัสเซีย เบลารุส เมียนมา อัฟกานิสถาน ซีเรีย เวเนซุเอลา และอิหร่าน ไม่ได้ รับเชิญ ส่วนเกาหลีเหนือและนิการากัว มีรายงานว่า ได้รับเชิญในระดับเจ้าหน้าที่การทูต

คิงชาร์ลส์สวมชุดเดียวกับพระอัยกา
ต่อมา ในเวลาประมาณ 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 17.00 น. ในไทย สมเด็จพระเจ้า ชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เสด็จเข้าสู่ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงฉลองพระองค์ มีผ้าคลุมกำมะหยี่สีแดงอมม่วง องค์เดียวกับที่สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระอัยกาทรงในพระราชพิธีเมื่อปี 2480 เสด็จเข้าสู่ด้านในของมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ มีบิชอปแห่งเดอร์แรมและบิชอปแห่งบาธและเวลส์ เดินขนาบ ขณะที่เจ้าชาย จอร์จ พระราชนัดดาองค์โต เป็นหนึ่งในหมู่เด็กชายทำหน้าที่ถือชายฉลองพระองค์คลุมตามเสด็จ ขณะที่เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ เคท มิดเดิลตัน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายลูอีส์ พระธิดา และพระโอรส เสด็จพระราชดำเนินตามหลังตามลำดับ
“ก็อด เซฟ เดอะ คิง” ลั่นมหาวิหาร
จากนั้นพระราชพิธีราชาภิเษกเริ่มต้นโดยสมเด็จ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เสด็จฯ ไปประทับยังพระราชอาสน์แห่งฐานันดร โดย สมเด็จพระสังฆราชอาร์คบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี เป็นผู้ประกอบพิธีรับรองความเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ อย่างไร้ข้อกังขาของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ต่อแท่น บูชาสูง จากนั้นผู้เข้าร่วมพิธีในแต่ละทิศจะเปล่งวาจา ขานรับว่า “ก็อด เซฟ เดอะ คิง” หรือ “พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรดปกปักรักษาคุ้มครองพระราชา” ตามด้วยการเป่าแตรหลังการกล่าวถวายความจงรักภักดี
ทรงปฏิญาณจะธำรงความยุติธรรม
ต่อมา อาร์คบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี ถวายคัมภีร์ ไบเบิล และกราบบังคมทูลเชิญให้พระองค์ทรงกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณว่า จะทรงครองราชย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายและพิทักษ์ศาสนจักรของอังกฤษ จะทรง ธำรงความยุติธรรมด้วยพระเมตตา รวมทั้งจะทรงธำรง รักษาไว้ซึ่งศาสนจักรอังกฤษ ด้วยความยุติธรรมและพระเมตตา แล้วทรงลงพระปรมาภิไธย จากนั้นสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงสวดภาวนาขอพรจาก พระผู้เป็นเจ้า ให้ประทานความสุขสงบและความเจริญ รุ่งเรืองแก่พสกนิกรไม่เพียงแต่เฉพาะผู้ที่นับถือศาสนา คริสต์ แต่รวมถึงศาสนาอื่นด้วย
อาร์คบิชอปเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์
ลำดับต่อมา เป็นการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ เป็นขั้นตอนที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในพระราชพิธีฯ ซึ่งถือว่าเป็น พิธีกรรมส่วนพระองค์ระหว่างกษัตริย์กับพระเจ้าจึงใช้ฉากกั้นสี่ด้านปิดบังสายตา โดยอาร์คบิชอปแห่ง แคนเทอร์เบอรีเทน้ำมันราชาภิเษก ที่ผ่านการปลุกเสกจากโบสถ์พระคูหาศักดิ์สิทธิ์ในนครเยรูซาเลม ของอิสราเอล ออกจากภาชนะรูปอินทรีทองคำลงบนช้อน ราชาภิเษก จากนั้นเจิมเป็นเครื่องหมายกางเขนบนพระนลาฏ (หน้าผาก) พระอุระ (หน้าอก) และที่พระหัตถ์ (มือ) ทั้ง 2 ข้างของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ขณะ ประทับบนพระราชอาสน์เซนต์เอ็ดเวิร์ด ขั้นตอนดังกล่าว เป็นการแสดงสถานะผู้นำทางจิตวิญญาณ และเป็น องค์ประมุขสูงสุดของศาสนจักรอังกฤษ
น้ำมันศักดิ์สิทธิ์ล้วนทำจากพืช
ก่อนหน้านี้สำนักพระราชวังบั๊กกิ้งแฮมเผยรายละเอียดว่าน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในพระราชพิธีครั้งนี้ มีส่วนผสมจากพืช อย่างน้ำมันมะกอก น้ำมันงา น้ำมันกุหลาบ น้ำมันมะลิ น้ำมันอบเชย น้ำมันจากดอกส้ม น้ำมันกำยาน และน้ำมันอำพัน ต่างจากในอดีตที่จะมีส่วนผสมของน้ำมันจากวาฬและชะมด เนื่องด้วยสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงมีความสนพระราชหฤทัยในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์
ต่อด้วยช่วงสำคัญของพระราชพิธีฯ คือการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ โดยอาร์คบิชอบแห่งแคนเทอร์เบอรี เริ่มจากพระแสงดาบ ตามด้วยกำไลข้อพระกร สายคล้องหรือผ้าแถบพาดไหล่ ที่ถวายโดยเจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฎราชกุมาร ตามด้วยพระภูษาคลุมอิมพีเรียล แมนทอล ที่ทำด้วยเส้นใยทองคำน้ำหนักราว 3 กก. และเครื่องราชกกุธภัณฑ์อีกชิ้นสำคัญ คือพระลูกโลกทองคำ สัญลักษณ์ของพระราชอำนาจ ตามด้วย พระธำมรงค์ ฉลองพระหัตถ์ พระคทากางเขนและพระคทาแห่งพิราบ จากนั้นช่วงเวลาสำคัญคือการถวายพระมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด ที่อาร์คบิชอบแห่งแคนเทอร์เบอรี เป็นผู้สวมมงกุฎถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จากนั้นมีการเปล่งเสียง “ก็อด เซฟ เดอะ คิง” โดยพร้อมเพรียงกัน เป็นการบ่งบอกถึงการสถาปนาพระมหากษัตริย์เสร็จสมบูรณ์ และเสด็จฯไปประทับยังพระราชอาสน์ ถือเป็นการขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ ตามด้วยการยิงสลุตจากเหล่าทัพต่างๆ ทั้งในและนอกสหราชอาณาจักร ที่เป็นพื้นที่ในเครือจักรภพ
ให้ ปชช.ถวายความจงรักภักดี
จากนั้น สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 โปรดฯ ให้เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฎราชกุมาร เข้าเฝ้าฯเพื่อถวายความจงรักภักดี ทรงปฏิญาณว่าจะรับใช้และสละพระชนม์ชีพเพื่อพระราชบิดา และทรงจุมพิตพระปรางของพระราชบิดา ซึ่งสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ตรัสตอบพระโอรสด้วย ขณะที่ประชาชนที่รับชมการถ่ายทอดพระราชพิธีทางโทรทัศน์ทั่วประเทศก็ร่วมกล่าวถวายความจงรักภักดีไปพร้อมกันตามที่สำนักพระราชวังบั๊กกิ้งแฮมประกาศเชิญชวนไว้ก่อนหน้านี้ ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่เพิ่มเติมขึ้นใหม่ ที่จากเดิมมีเพียงชนชั้นปกครองเท่านั้นที่ต้องกล่าวถวายความจงรักภักดีในพระราชพิธีฯ
สถาปนาควีนคามิลลา
จากนั้นเป็นพระราชพิธีการสถาปนาแต่งตั้งสมเด็จพระราชินีคามิลลา ซึ่งมีขั้นตอนที่เรียบง่ายและกระชับกว่ามีเพียงการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และถวายการสวมพระมหามงกุฎของพระราชินีแมรี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ไม่มีการทำมงกุฎขึ้นใหม่ แต่นำมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในอดีตมาใช้อีกครั้ง แต่มีการประดับเพชรคัลลิแนน 3 เม็ด นอกจากนี้ สมเด็จพระราชินีไม่ทรงต้องกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตามแบบของพระมหากษัตริย์ และอาร์คบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี กล่าวเทศนาสรรเสริญพระเจ้า ตามด้วยผู้นำทางศาสนาคริสต์ร่วมกล่าวถวายพระพรแด่กษัตริย์และราชินีพระองค์ใหม่
ประทับราชรถม้าทองคำกลับ
เมื่อประกอบพระราชพิธีเสร็จ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เปลี่ยนพระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดที่ทรงอยู่เป็นพระมหามงกุฎอิมพีเรียล และทรงฉลองพระองค์คลุมอิมพีเรียล ก่อนเสด็จออกจากมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์กลับไปยังพระราชวังบั๊กกิ้งแฮม ในระหว่างนั้นมีการบรรเลงเพลงชาติของสหราช อาณาจักร จากนั้น ทั้ง 2 พระองค์เสด็จพระราช ดำเนินกลับไปยังพระราชวังบั๊กกิ้งแฮม โดยใช้เส้นทางเดิม แต่เปลี่ยนมาประทับราชรถม้าทองคำ อายุเก่าแก่ 260 ปี ที่ถูกใช้ครั้งแรกในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 เพื่อเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภาในปี 2305 และใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเรื่อยมานับตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 4 เมื่อปี 2374 โดยราชรถม้าพระที่นั่งสีทองน้ำหนัก 4 ตัน ความยาว 7 เมตร ต้องใช้ม้าสีเทาฝึกพิเศษ วินด์เซอร์ เกรย์ ถึง 8 ตัว ในการลากจูง ขณะที่พสกนิกรได้มีโอกาสชื่นชมราชรถคันนี้เมื่อครั้งฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่เจ้าชายแห่งเวลส์และพระชายา รวมทั้งพระโอรสและพระธิดาทั้ง 3 พระองค์ ได้แก่ เจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ล็อตต์ และเจ้าชายลูอิส ทรงประทับในราชรถตามหลังราชรถทองคำในขบวนเสด็จขากลับด้วย ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

ไร้เงาเจ้าชายแฮร์รีออกสีหบุญชร
จากนั้น สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ได้เสด็จฯ ออกสีหบัญชร พระราชวังบั๊กกิ้งแฮม พร้อมเหล่าพระราชวงศ์สายตรง ที่มีทั้งเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฎราชกุมาร และเจ้าหญิงแห่งเวลส์ พระชายา รวมถึงพระราชนัดดาทั้งสามพระองค์ และเหล่าพระประยูรญาติ ทรงโบกพระหัตถ์ให้กับเหล่าพสกนิกรที่มารอเฝ้าชมพระบารมีพระมหากษัตริย์และพระราชินีพระองค์ใหม่อย่างล้นหลามที่บริเวณด้านหน้าพระราชวัง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเจ้าชายแฮร์รี พระราชโอรสพระองค์เล็กของสมเด็จพระเจ้าชาร์ส์ที่ 3 ไม่ได้ปรากฏพระองค์ร่วมในครั้งนี้ด้วย
ทรงจัดงานเลี้ยงพระราชอาคันตุกะ
สำหรับก่อนหน้านี้สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ทรงเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ รับรองพระราชวงศ์ต่างแดน รวมทั้งผู้นำรัฐบาลจากประเทศต่างๆ ที่พระราชวังบั๊กกิ้งแฮม เมื่อช่วงค่ำวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา มีสมาชิกพระราชวงศ์เข้าร่วมทั้งเจ้าชายวิลเลียม และเคท มิดเดิลตัน พระชายา เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด และโซฟี พระชายา ดยุกและดัชเชสแห่งเอดินเบอระ ขณะที่มีราชวงศ์เข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ เจ้าชายอัลเบิร์ตและเจ้าหญิงชาร์ลีนแห่งโมนาโก เจ้าชายอากิชิโนะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น และเจ้าหญิงกิโกะ มกุฎราชกุมารีแห่งญี่ปุ่น สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน และมกุฏราชกุมารีวิกตอเรียแห่งสวีเดน สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปและพระราชินีเลติเซียแห่งสเปน สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลาห์ที่ 2 และสมเด็จพระราชินีราเนียแห่งจอร์แดน สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน สมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไนดารุสสลามสุลต่านบรูไน ในโอกาสนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ด้วย
สื่อดังชื่นชมฉลองพระองค์ราชินีไทย
นอกจากนี้ มีรายงานว่า สื่อดังด้านแฟชั่นต่างประเทศพากันจับจ้องถึงฉลองพระองค์ของบรรดา เชื้อพระวงศ์ และพระราชอาคันตุกะจากต่างแดนที่เสด็จฯมาเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ในครั้งนี้ อาทิ เว็บไซต์ของนิตยสารบาซาร์ (Bazaar) ได้คัดเลือก แฟชั่นฉลองพระองค์และเครื่องประดับที่สวยงามและโดดเด่นที่สุดในงาน 6 อันดับ เริ่มจากอันดับที่ 1 สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเป และพระราชินี เลติเซีย แห่งสเปน ทรงฉลองพระองค์สีชมพูบับเบิลกัม สวยหวานทั้งชุด พร้อมด้วยกระเป๋าคลัตช์ โดยดีไซเนอร์ ชื่อดัง อย่างคาโรลินา เอร์เรรา ส่วนอันดับต่อมาเป็น ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แห่งราชอาณาจักรไทย ในฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมานสีน้ำเงิน พระภูษาเป็นผ้ายกลำพูนสังเวียนประเภทผ้ายกใหญ่ลายดอกพิกุลหลวง ทรงสายสะพายเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรี บรมราชวงศ์ ทรงพระสังวาลนพรัตน์ดารา นพรัตน์ ทรงเข็มกลัดดวงตรามหาจักรีประดับเพชร ทรงพระปั้นเหน่งนพรัตน์ ทรงทองพระกรเพชร และทรงสร้อยพระศอ และพระกุณฑลไพลินประดับเพชรของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระบาทสีเงิน นอกจากนี้ ยังมีสมเด็จพระราชินีตุนกู ฮายาห์ อซิซาห์ อมีนาห์ ไมมูนาห์ อิสกันดาริยาห์ รายา ประไหมสุหรี อากงแห่งมาเลเซีย และเจ้าหญิงกิโกะ มกุฎราชกุมารีแห่งญี่ปุ่น