#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2693575

14 พ.ค. 2566 05:29 น.
- วีรพจน์ อินทรพันธ์
ห้วงเวลาของความไม่แน่นอน
ในวันที่ 14 พ.ค. นี้ ถือเป็นห้วงเวลาสำคัญสำหรับเมืองไทย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 52 ล้านคน จะมีโอกาสเข้าคูหา เฟ้นหานักการเมืองขึ้นมาบริหารประเทศ
นับเป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ “การแบ่งขั้ว” ไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่ยังรวมไปถึงประเทศต่างๆอีกมากมาย อย่างในซูดานที่กำลังทำสงครามกลางเมืองแย่งชิงอำนาจ ในปากีสถานที่กำลังเกิดความวุ่นวายทางการเมืองที่วนอยู่รอบตัวอดีตนายกรัฐมนตรีอิมราน ข่าน หรือในตุรกีที่กำลังจัดการเลือกตั้งวันเดียวกัน ซึ่งหากมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็อาจเกิดการยื้อเก้าอี้และนำไปสู่ความวุ่นวายที่จะตามมา
เช่นเดียวกับ “สหรัฐอเมริกา” ที่บรรยากาศการเมืองเริ่มจะกลับมาคึกคัก หลังสัปดาห์ที่ผ่านมา นาย “โดนัลด์ ทรัมป์” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯวัย 76 ปี ได้กลับมาอยู่ในกระแสข่าวอีกครั้งจากกรณีคณะลูกขุนศาลนครนิวยอร์กลงมติให้อดีตผู้นำชดใช้ค่าเสียหายคดีแพ่ง รวมมูลค่าเกือบ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 170 ล้านบาท)
โทษฐานล่วงละเมิดทางเพศ (แต่ไม่ได้ข่มขืน) พร้อมทั้งหมิ่นประมาทสร้างความเสื่อมเสียแก่เอลิซาเบธ จีน แคร์รอล อดีตคอลัมนิสต์นิตยสาร Elle วัย 79 ปี ซึ่งเหตุการณ์เกิดเมื่อช่วงปี 2538-2539 ภายในห้างสรรพสินค้าเบิร์กดอล์ฟ ย่านแมนฮัตตันของนิวยอร์ก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องนี้คือ แม้นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะกลายเป็นอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯคนแรกที่ถูกตีตราว่ามีความผิดในคดีล่วงละเมิดทางเพศ แต่ก็อาจจะเป็นอดีตผู้นำคนแรกเช่นกันที่จะไม่ได้รับผลกระทบทางการเมืองจากเหตุการณ์หมิ่นเพศแม่ครั้งนี้แต่อย่างใด
เรื่องนี้ สื่อการเมือง “โพลิติโก” สหรัฐฯรายงานไว้ว่า มีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่า เป็นไปได้อย่างไรที่กระบวนการยุติธรรมชี้ชัดว่า “ผิด” แต่สุดท้ายก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นในกอไผ่ สิ่งที่พอจะอธิบายให้เห็นภาพได้อาจจะต้องยกตัวอย่างเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นระหว่างนายทรัมป์กับนายรอน ดีซานทิส ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเต็งผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯจากพรรครีพับลิกัน
ในช่วงเดือนที่ผ่านมา นายทรัมป์ถูกตั้งข้อหาฐานชี้แจงทรัพย์สินผิดประเภทจากกรณีให้ทนายออกเงินค่าปิดปากสัมพันธ์ชู้สาวกับดาราหนังผู้ใหญ่ สตอร์มี แดเนียล และในเวลาไม่นานนัก นายดีซานทิสประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในการผ่านกฎหมาย อนุญาตให้ประหารชีวิตคนข่มขืนเด็ก
เรื่องนี้หากมองในด้านสามัญสำนึก ก็จะมองได้ว่าคนหนึ่งประพฤติตัวไม่ถูกไม่ควร คนหนึ่งทำหน้าที่ด้วยความเหมาะสม แต่สรุปแล้วผลปรากฏว่า คะแนนนิยมทรัมป์ในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันกลับเพิ่มขึ้น ขณะที่คะแนนนิยมดีซานทิสในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันกลับลดลง
ฟังตัวอย่างดังกล่าวเสร็จแล้วก็มา ฟังเหตุผลต่อไปนั่นคือ ตลอดเวลาที่ผ่านมานายทรัมป์จะเล่นสองบทบาทไปพร้อมๆกัน 1.บทบาทนักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้ที่มีศัตรูเต็มไปหมด กับ 2.บทบาทของผู้ตกเป็นเหยื่อ สองสิ่งนี้เปรียบเสมือนเกราะป้องกันทางการเมืองที่ยากจะเจาะทะลวงได้ ความสำเร็จในการ บริหาร การเดินสายหาเสียงที่มีผู้สนับสนุนมาร่วมฟังอย่างเนืองแน่น การได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรค ทั้งหมดนี้คือ “ข้อหนึ่ง” ส่วนการถูกตั้งข้อหา ข่าวด้านลบต่างๆ การ ถูกนำเข้าสู่กระบวนการถอดถอน ทั้งหมดนี้คือ “ข้อสอง” ยิ่งแย่เท่าไร ยิ่งถูกเล่นงานเท่าไร ก็ยิ่งกำหนดเนื้อเรื่องได้ว่า ทรัมป์เป็นตัวอันตรายที่ต้องกำจัดสำหรับกลุ่มผู้ถืออำนาจ กลุ่มที่บงการอยู่เบื้องหลังการเมืองอเมริกัน

สูตรสองบทบาทนี้เคยแสดงให้ปรากฏแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้ว่าดีซานทิส โดยหลังจากที่มีข่าวว่าทรัมป์จะถูกตั้งข้อหาปกปิดทรัพย์สิน นายดีซานทิสได้ถูกกระแสตีกลับจากการออกมากล่าวโจมตีทรัมป์ โดนรุมวิพากษ์วิจารณ์ ว่าช่วยศัตรูกระทืบซ้ำ จนทำให้ต้องรีบกลับมาเปลี่ยนท่าที ประกาศว่ารัฐฟลอริดาจะไม่ให้ความร่วมมือในเรื่องการส่งตัวทรัมป์ไปดำเนินคดีที่ศาลนิวยอร์ก
หากจะล้อคำคมในอดีตที่ว่า หนึ่งคนเสียชีวิตเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่หนึ่งล้านคนเสียชีวิตเป็นเรื่องของสถิติ กรณีของอดีตผู้นำทรัมป์อาจจะกล่าวได้ว่า หนึ่งเรื่องอื้อฉาวเป็นสิ่งน่าอับอายอันน่าจดจำ แต่หลายเรื่องอื้อฉาวเป็นเรื่องสับสน จำไม่หวาด ไม่ไหว ซึ่งปัญหาที่จะตามมาจากสภาพการณ์เยี่ยงนี้คือ การแบ่งขั้วของประชาชนอย่างชัดเจน เพราะถึงแม้ผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันบางส่วนที่ไม่ได้สนับสนุนนายทรัมป์ก็อาจต้องจำใจสนับ สนุนอยู่ดี หากสุดท้ายแล้วทางพรรคยอมตัดสินใจถือหางให้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2567
และเมื่อถึงเวลานั้น กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตก็อาจทำการ “จัดจ์” ตัดสินไปเลยว่า พวกรีพับลิกันบ้าไปแล้ว เป็นพวกไร้สติที่ไม่เคยจำว่า 4 ปี ภายใต้ยุคทรัมป์เกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการตัดสินใจแบบเหมาไปทั้งเข่ง บีบให้คนสายกลางหรือขั้วตรงข้ามภายในพรรคตกอยู่ในสภาพไร้ที่ยืน
ในการเลือกตั้งเมืองไทยวันที่ 14 พ.ค. อาจเป็นจุดที่คนไทยจะได้ “มูฟออน” ก้าวเดินกันต่อไป แต่สำหรับการเมืองสหรัฐฯแล้ว อาจเป็นการนับถอยหลังสู่ความสับสนและความวุ่นวาย?
วีรพจน์ อินทรพันธ์