‘กินบ่หม่วน’ความฝันและชีวิตที่เสียไป โศกนาฏกรรมความจน‘เหมืองแร่หินดงมะไฟ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737054

‘กินบ่หม่วน’ความฝันและชีวิตที่เสียไป  โศกนาฏกรรมความจน‘เหมืองแร่หินดงมะไฟ’

‘กินบ่หม่วน’ความฝันและชีวิตที่เสียไป โศกนาฏกรรมความจน‘เหมืองแร่หินดงมะไฟ’

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.20 น.

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง “ความยากจนข้ามรุ่นในสังคมไทยภายใต้ความท้าทายเชิงโครงสร้าง” ภายใต้ทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย (เมธีวิจัยอาวุโส) ประจำปีงบประมาณ 2565 ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยชื่อบุคคลที่ปรากฏในบทความเป็นชื่อสมมุติทั้งหมด ทั้งนี้บทความต้นฉบับมีชื่อว่า “กินบ่หม่วน : อารมณ์ความฝัน โศกนาฏกรรมความจนจากเหมืองแร่หินดงมะไฟ” เขียนโดย กิติมา ขุนทอง อาจารย์สอนสาขา วิชาการพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ก่อนได้รับการปรับปรุงเพื่อให้พอดีกับเนื้อที่ในฉบับหนังสือพิมพ์

“เสียงระเบิดวันแรกนี่ดังมากดังไปถึงหมู่บ้าน ดังจนสะเทือนไปถึงหัวใจแม่ ไทบ้านกะมาเว่ากันว่าใจหาย แม่กะพ่อหนักแฮง กำลังเฮ็ดนาที่นาแม่ติดผาฮวกเลย ได้ยินเสียง บูม! น้ำตาไหล ทำใจบ่ได้ อีโตนผาฮวก เบิ่งมาแต่เป็นเด็กน้อย มันพังต่อหน้าต่อตา” หญิงวัย 62 ปี “แม่ยาใจ” กล่าวกับเราอยากรู้ที่ไปที่มาของเหมืองหิน สายตามองไปยังทิศที่ตั้งของ “ผาฮวก” ที่ปัจจุบันมีสภาพเป็น “ภูเขายอดด้วน” มีแผลเหวอะหวะแหว่งเว้าเหลือเพียงครึ่งซีกจากแรงระเบิดลูกแล้วลูกเล่ายาวนานกว่า 20 ปี

แม้ไม่อาจจะมองเห็นได้เพราะต้นยางพาราและป่ากางกั้นภูผายอดด้วนนั้นอยู่ แต่แม่ยาใจเลือกส่งความรู้สึกทะลุผ่านป่าเหล่านั้นไปยังผาลูกนั้น ซึ่งย้อนกลับไปในปี 2536 มีบริษัทเอกชนขอประทานบัตร “ภูผายา” เพื่อทำเหมืองหินอุตสาหกรรม เมื่อได้ทราบข่าว ชาวบ้านเริ่มตื่นตัวและมีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน คือ จะไม่ให้มีการทำเหมืองหินเกิดขึ้น เพราะมีบทเรียนจาก “เหมืองหินผาน้อย” อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นตัวอย่างให้เห็นความยับเยินของภูผา

ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1-3 มีแนวทางส่งเสริมให้ภาคเอกชนประกอบกิจการเหมืองแร่ เร่งรัดการพัฒนาผลผลิตแร่เพื่อเพิ่มรายได้และเงินตราต่างประเทศ โดยมีสโลแกนว่า “แร่คือทรัพยากรป้อนเศรษฐกิจ จงช่วยผลิตเพื่อพัฒนาประเทศ” แม้ช่วงแรก “หินอุตสาหกรรม” จะไม่ได้ถูกบรรจุเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ “แร่” ภายใต้ พ.ร.บ.แร่แห่งชาติปี 2510 แต่การทำเหมืองหินและโรงโม่ที่เรียกว่า “โรงโม่เถื่อน” เกิดขึ้นในหลายพื้นที่

ทว่าเมื่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและการก่อสร้างมีมากขึ้น ส่งผลให้ ช่วงต้นปี 2530 ความต้องการแร่หินอุตสาหกรรมมีเพิ่มมากขึ้น จนเกิดปัญหาขาดแคลนหินก่อสร้างอย่างรุนแรงในบางพื้นที่ ส่งผลให้ปี 2535 มีการปรับปรุง พ.ร.บ.แร่แห่งชาติฉบับดังกล่าวอีกครั้ง และมีการปรับแก้นิยามแร่ให้ครอบคลุม หินและทรายอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมและควบคุมการทำเหมืองหินและโรงโม่หิน นอกจากนี้ยังเร่งรัดอนุญาตประทานบัตรเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

มีมติ ครม.ให้สามารถกำหนดแหล่งหินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติได้แต่ต้องกำหนดให้ดำเนินการตามนัยทางกฎหมายของมติ ครม.และระเบียบที่เกี่ยวข้อง และนับตั้งแต่นั้นมา การขยายตัวของเหมืองและโรงโม่หินได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและชุมชน ในหลายพื้นที่เกิดการต่อต้านคัดค้านเหมืองหิน เช่น กรณีเหมืองหินและโรงโม่หินผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เหมืองหินเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา เป็นต้น และแม้ว่าจะสามารถปกป้องภูผายาไว้ได้ แต่ปี 2536 บริษัทเอกชนรายเดียวกันนั้นก็ได้ยื่นขอสัมปทานพื้นที่ใหม่ คือ “ภูผาฮวก” ที่อยู่ติดกันเนื้อที่ 175 ไร่ และโรงโม่หิน เนื้อที่อีก 50 ไร่ ตามประทานบัตรที่ 27221/15393

“นึกว่าเรื่องจะจบ พอรู้ข่าวอย่างนั้นไทบ้านก็พากันไปปิดถนน กลางเต็นท์ ไปนอนเฝ้า บ่ให้บริษัทเอาเครื่องจักรเข้ามาได้” นั่นคือปฏิบัติการชาวบ้านก่อนที่จะถูกกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 400 คน เข้าสลายการชุมนุมในค่ำคืนของวันที่ 10 มี.ค. 2544 ในเต็นท์ที่มีทั้งคนแก่และลูกเด็กเล็กแดงที่พ่อแม่กระเตงมาด้วย เสียงกรีดร้องด้วยความโกรธ เสียงเด็กร้องไห้ด้วยความกลัวดังระงมบนถนนของหมู่บ้านกลางป่า เพียงเพื่อเปิดทางให้บริษัทเหมืองนำเครื่องจักรเข้าไปในพื้นที่และเริ่มทำการระเบิดผาฮวก

นับตั้งแต่นั้น ชีวิตของชาวบ้านรอบผาฮวกกว่า 6 หมู่บ้านไม่เคยได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ บ้างต้องคอยระวังหินจะหล่นมาใส่ขณะกำลังทำนา พืชผล เสียหาย เพราะการระเบิดในช่วงหลังๆไม่แจ้งเวลาให้ทราบ ปัจจุบันหินก้อนใหญ่มหึมายังนอนนิ่งอยู่ในแปลงนา บ้างเสียงฝุ่นและแรงสั่นสะเทือนจากการระเบิด ทุบย่อย ตักและโม่ที่ทำทั้งช่วงกลางวันและกลางคืนส่งเสียงรบกวนช่วงเวลาพักผ่อนทำให้เกิดความเครียด และยังมีการปิดกั้นเส้นทางที่เข้าเหมืองหินซึ่งชาวบ้านใช้สัญจรไปนาและพื้นที่เกษตร ที่สำคัญต้องเผชิญกับความเสี่ยงอุบัติเหตุบนสองเลนสายเล็กๆ ยามรถบรรทุกหินขนาด 10 ล้อหรือรถพ่วงวิ่งเข้าออกเหมืองดังกล่าว

เกือบ 30 ปีที่ชาวบ้านรวมกลุ่มคัดค้าน เรี่ยไรเงินทอง บางคนยอมยกไร่มันสำปะหลังกว่า 10 ไร่เป็นทุนค่าน้ำมันเดินทาง บางคนใช้รถเป็นต้นทุนในการขนส่งคน ออกค่าอัดรูป ถ่ายเอกสาร หลายคนนำข้าวในเล้า ไก่ ปลาออกมาเรี่ยไรเป็นทุนรอน ในอดีตส่วนใหญ่ชาวบ้านมีฐานะยากจน ทำนาพอมีข้าวกิน บางคนไร้ที่นาต้องขายแรงงานรายวัน แต่เมื่อมีเหมืองทำให้ต้องหยุดงานทุกอย่างหอบลูกจูงหลานตระเวนออกจากหมู่บ้านกลางป่าไปนอนรอนแรมตามหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมขอนแก่น ศาลปกครองโคราช ทำเนียบรัฐบาล

“ผมต้องปล่อยลูกปล่อยเมียนอนนา แล้วก็ไปกับหลวงปู่ (พระสงฆ์ ที่จำวัดอยู่ที่ถ้ำภูผายา) แจ้งก็โงมา (เช้าก็กลับมา) ห่วงลูกก็ห่วง ห่วงหมู่ (ชาวบ้านที่ร่วมกันคัดค้าน) ก็ห่วง” หนุ่มใหญ่ วัย 64 ปี “พ่อลาย” ผู้มี ส่วนร่วมตลอด 30 ปี เล่าย้อนถึงความอนอัวในหัวใจ แม้ชาวบ้านจะต่อสู้เพื่อปกป้องอย่างเต็มที่แต่ก็ ไม่สามารถปกป้องผาฮวกไม่ให้ด้วนได้โดยเฉพาะความสูญเสียหนักสุด คือ “สูญเสีย 4 ชีวิต” คือ นายบุญรอด ด้วงโคตะ นายสนั่น สุวรรณ กำนันทองม้วน คำแจ่ม นายสม หอมพรมมา ถูกลอบยิงในปี 2538 และปี 2542 ตามลำดับ จนปัจจุบันก็ยังจับคนร้ายไม่ได้

กระทั่งวันที่ 25 ก.ย. 2563 หลังหมดอายุใบประทานบัตรเหมืองหินเพียง 1 วัน การรอคอยของชาวบ้านได้สิ้นสุดลง คาราวานชาวบ้านหลายร้อยคนเดินขึ้นไปปักธงบนยอดภูผาฮวก ประกาศ “26 ปี การต่อสู้ สู่ชัยชนะ : เปลี่ยนโรงโม่หินเป็นป่าชุมชน หยุดเหมืองหินถาวร” พร้อมหว่านโปรยเมล็ดพันธุ์และปลูกต้นไม้ เป็นสัญลักษณ์ยึดคืนและฟื้นฟูพื้นที่เหมืองหินปูนและโรงโม่

“หากบ่มีเหมืองฯ ตอนนี้คงไปหารับจ้าง คงพอมีเงินกินหม่วน กินแซบไปแล้ว” หญิงวัย 57 ปี “แม่งาม” เงยหน้าจากผ้าห่มกองใหญ่กว่า 30 ผืน ที่กำลังพับ เธอวางมือที่กำลังสะบัดเศษฝุ่นออกเบาๆ เพื่อเตรียมนำไปซักก่อนส่งคืนวัดแห่งหนึ่งลง ผ้าห่มเหล่านี้ถูกหยิบยืมมาจากวัดในหมู่บ้าน เพื่อนำมาให้คนต่างจังหวัดที่มาร่วมงาน “ชัยชนะที่ไม่หยุดนิ่ง2 ปีดงมะไฟยังไปต่อ เฉลิมฉลอง2 ปี ปิดเหมืองหินดงมะไฟ เพื่อฟื้นฟูเป็นแหล่งท่องเที่ยว” ได้นอนหลับอย่างอบอุ่น

ที่ผ่านมาเธอดำรงชีพด้วยเงินที่ลูกชายคนที่สอง ส่งมาให้เดือนละ 3,000 บาท หลังหักค่าน้ำค่าไฟ
ค่าฌาปนกิจ ค่าของใช้จิปาถะ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เครื่องปรุงอาหาร แป้งทาหน้าเหลือเพียงเดือนละ 1,100 บาท ที่ผ่านมาเธอไม่เคยขอเงินลูกเพราะรู้ว่าลูกลำบาก แต่เมื่อตัดสินใจปักหลักปิดเหมืองทำให้ไม่สามารถออกไปรับจ้างที่ไหนได้ เงินเพียงพันกว่าบาทที่เหลือทำให้ตกอยู่ในสภาวะ “กินบ่หม่วน” คือ ต้องยับยั้งความอยากกิน ซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต้องกิน

สองปีก่อนหน้า เธอมีอาชีพรับจ้าง ทั้งตัดอ้อย งานก่อสร้าง รับจ้างรายวัน มีรายได้เฉลี่ยอย่างต่ำเดือนละ 9,000-10,000 บาท บ้านไม่ต้องเช่าแต่ข้าวตัองซื้อกิน เพราะไม่มีที่นาอย่างใครเขา กระนั้น ยังมีเงินเหลือพอให้หาซื้อของอร่อยๆ กินตามใจปาก รวมถึงมีเก็บไว้ผ่อนชำระหนี้กองทุนหมู่บ้าน ค่าประกันเงินกองทุนเงินล้านหมู่บ้าน ปีละ 4,500 บาท หรือหากลูกคนไหนลำบากเธอก็ยังพอช่วยเหลือได้บ้าง

แต่ทว่าหลังปี 2563 เมื่อ “กลุ่มอนุรักษ์ป่าเขาเหล่าใหญ่ ผาจันได” หรือชื่อที่ถูกเรียกขานอย่างไม่เป็นทางการ ว่า “กลุ่มคัดค้านเหมืองแร่หินดงมะไฟ” ตัดสินใจมุ่งมั่นที่จะปิดเหมืองหินถาวร และตั้ง “แคมป์” หรือที่เรียกว่า “หมู่บ้านผาฮวกพัฒนาประชาสามัคคี” ขึ้นเพื่อปิดถนนสาธารณะเส้นทางเข้าสู่เหมืองหินและโรงโม่ นับตั้งแต่วันนั้นชีวิตของเธอก็ได้เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง เช่นเดียวกับสมาชิกกลุ่มฯ อีกจำนวนหลายสิบคนที่หันมาใช้เวลากว่าร้อยละ 90 ของชีวิตปักหลักต่อสู้กับเหมืองหิน

“แม่สำรวย” หญิงวัย 54 ปี เป็นอีกคนหนึ่งที่เผชิญภาวะ “กินบ่หม่วน” ไม่ต่างจากแม่งาม แต่ดูเหมือนว่าภาวะดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตัวเธอเท่านั้น แต่ “เตอร์” ลูกชายวัย 15 ปี ที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็ได้รับผลกระทบนั้นเช่นกัน นับย้อนไปก่อนปี 2562 เธอมีรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 9,414 บาท หรือราวปีละ 113,000 บาท จากการทำไร่มันสำปะหลัง (ยังไม่หักต้นทุน)

เงินที่ได้จากค่าทอดนางเล็ดและกล้วยทอดส่งตามร้านค้าในชุมชน 54,000 บาท ค่ารับจ้างช่วงหน้า
มันสำปะหลัง 18,000 บาท (ค่าจ้างวันละ 300 บาท) แต่ในปัจจุบัน เธอมีรายได้ปีประมาณ 20,000 บาทต่อปีหรือเฉลี่ยเดือนละ 1,667 บาท จากการขายมันสำปะหลัง บวกกับค่ารับจ้างช่วงหน้ามันสำปะหลัง 9,000 บาท (ระยะเวลา 2 เดือน วันละ 300 บาททำวันเว้นวัน) และเงินเดือนอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชนเดือนละ 1,000 บาท

“ปีที่แล้ว (2564) ไปตัดอ้อยรับจ้างได้แค่วันเว้นวัน และทำแค่เดือนเดียว คือ สิงหาคมถึงกันยายน เพราะว่าติดเฝ้าแคมป์ เป้าหมายของพวกเราคือปิดเหมืองให้ได้ ก็ต้องมาเฝ้าช่วยกัน ปีก่อนหน้านั้นยิ่งกว่านี้อีกเพราะเปิดแคมป์
ปีแรก ทำให้ไปรับจ้างได้เดือนละ2 ครั้ง ครั้งละ 300 บาท ส่วนสวนของแม่เองแทบจะไม่ได้ไป เพราะว่า
เอาเวลามาอยู่แคมป์ และฝนตกเยอะมัน (มันสำปะหลัง) เน่า ก็ปล่อยไป หญ้ารกไม่ได้ไปถอน นี่เตอร์มันก็บอกจะไม่เรียนต่อ อยากจะออกมาทำงานหาเงิน แม่ก็ได้แต่ร้องขอให้เรียนจนจบ ม.6 หลังจากนั้นค่อยตัดสินใจอีกครั้ง” แม่สำรวย กล่าว

ครึ่งหนึ่งของชีวิตแม่งาม แม่รวยและอีกหลายๆ คนทุ่มเทเวลาในการต่อสู้ปกป้องภูผา เพื่อไม่ให้ดงมะไฟกลายเป็น “สุสานภูผายอดด้วน” แต่ต้องแลกมาด้วยความยากลำบากในชีวิตหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการที่ไม่คล่องตัวในการทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวตามภาวะปกติที่ควรจะเป็นได้ การกินอยู่หลับนอนที่ไม่เหมาะสมกับสุขภาพตามวัย เด็กๆ ในแคมป์ไม่ได้มีแค่เตอร์เท่านั้น ยังมีอีกหลายคนที่พ่อแม่ต้องแบ่งเวลามา
คัดค้านเหมืองและบวกเข้ากับปัจจัยอื่นของครอบครัว บางคนกำลังเผชิญสถานการณ์ร่วมกับเตอร์และบางคนผ่านพ้นชีวิตช่วงต้องเลือกว่าเรียนหรือออกมาทำงาน ทางเลือกหลังดูเหมือนเป็นทางเลือกหลักของคนรุ่นก่อนเตอร์

เรื่องราวของชาวบ้านกลุ่มคัดค้านเหมืองแร่หินดงมะไฟ ไม่ใช่แค่เรื่องการให้ความหมาย คุณค่าที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับภูผาป่าไม้เหล่านั้น หรือการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ แต่มันคือความทุกข์ยาก ทั้งทางเงินตรา อารมณ์และความฝันของคนจากรุ่นสู่รุ่นที่ถูกกัดเซาะ พอๆ กับภูผาฮวกยอดด้วนที่เว้าแหว่งเหลือเพียงครึ่งซีก!!!

Leave a comment