จัดตั้งศูนย์ความรู้ป้องกันการแทรกแซงนโยบายจากบริษัทบุหรี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738808

จัดตั้งศูนย์ความรู้ป้องกันการแทรกแซงนโยบายจากบริษัทบุหรี่

จัดตั้งศูนย์ความรู้ป้องกันการแทรกแซงนโยบายจากบริษัทบุหรี่

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ, รศ.เกศินี วิฑูรชาติ, ดร.แอนเดรียน่า บลังโค มาร์คิโซ่

ธรรมศาสตร์ ร่วมกับมหิดลและองค์การอนามัยโลก ร่วมลงนามจัดตั้งศูนย์ความรู้เพื่อป้องกันการแทรกแซงนโยบายจากบริษัทบุหรี่ ชี้เป็นตัวการสำคัญทำการควบคุมยาสูบไม่คืบหน้า หวังรัฐบาลใหม่ออกกฎคุมเข้มบริษัทบุหรี่

โดยเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2566 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดพิธีลงนามในบันทึกความร่วมมือ โดยมีรศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และ ดร.แอนเดรียน่า บลังโค มาร์คิโซ่หัวหน้าสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกร่วมเป็นตัวแทนในการลงนามจัดตั้ง“ศูนย์ความรู้สำหรับมาตรา 5.3 ของกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO-FCTC” เพื่อเป็นศูนย์กลางความรู้เพื่อการป้องกันการแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบโดยอุตสาหกรรมยาสูบสำหรับประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เผยว่า แม้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมยกร่างมาตรา 5.3 ของกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก เพื่อป้องกันการแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบจากบริษัทบุหรี่และผู้เกี่ยวข้องแต่ก็ยังมีการแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบโดยบริษัทบุหรี่และองค์กรบังหน้า รวมทั้ง สนับสนุนทุนให้นักวิจัยไทยเพื่อควบคุมทิศทางการวิจัยให้เป็นประโยชน์กับบริษัทบุหรี่ เช่น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเรื่องพิษภัยจากควันบุหรี่มือสอง เป็นอุปสรรคสำคัญอันดับหนึ่งที่ทำให้การควบคุมยาสูบไทยไม่สำเร็จ

“อยากฝากไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ ให้เพิ่มเรื่องแนวปฏิบัติตามมาตรการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ไว้ด้วย เพื่อควบคุมการแทรกแซงของบริษัทบุหรี่โดยเฉพาะต่อเจ้าหน้าที่รัฐให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้การควบคุมยาสูบของประเทศไทยก้าวหน้าช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ สร้างสุขภาพที่ดีให้กับประชาชนไทย”

ดร.แอนเดรียน่า ให้คำแนะนำว่า การควบคุมยาสูบที่ประสบผลสำเร็จ เช่น ภาษียาสูบ การค้ายาสูบผิดกฎหมาย หรือการเพาะปลูกยาสูบต้องเกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานด้านต่างๆ โดยเฉพาะในมาตรา 5.3ของ WHO-FCTC ซึ่งเป็นการป้องกันการแทรกแซงจากธุรกิจยาสูบจึงมีความเกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงาน และควรบังคับใช้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้แทน พนักงานในระดับประเทศ ระดับท้องถิ่นในทุกระดับทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติตุลาการที่รับผิดชอบกำหนดและนำนโยบายควบคุมยาสูบไปปฏิบัติ

ภายในงานนี้ยังมีการให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ว่า ปัจจุบันมีประเทศที่มีกฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าเหมือนประเทศไทย รวมเกือบ 40 ประเทศ ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเห็นผลกระทบอย่างร้ายแรงที่จะเกิดต่อเด็กและเยาวชน บทเรียนจากหลายประเทศที่บริษัทบุหรี่ยังวิ่งเต้นไม่สำเร็จ เพราะความเข้มแข็งในการทำงานด้านการควบคุมยาสูบของภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์ สุขภาพและประชาสังคม เช่น บราซิล เม็กซิโก สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ซึ่งประเทศไทยโดยเฉพาะรัฐบาลชุดใหม่ควรศึกษาจากบทเรียนในประเทศเหล่านี้เพื่อพิจารณานโยบายเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าอย่างรอบคอบปราศจากการแทรกแซงจากเครือข่ายธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า

Leave a comment