#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2704518

25 มิ.ย. 2566 13:42 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
มาไว จบไว ไทม์ไลน์เร้าใจ ทหารรับจ้างวากเนอร์ แตกหักปูติน จ่อยึดมอสโก
มาไว จบไว สำหรับเหตุการณ์ระทึกนายเยฟเกนี ปริโกซิน หัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้าง ‘วากเนอร์’ ที่เคลื่อนไหวอย่างน่ากลัว ด้วยแรงแค้น นำกำลังพลพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ รถถัง ทำท่าจะบุกยึดกรุงมอสโกเมื่อวันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา จนมีข่าวที่ไม่มีการยืนยันว่าทำให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และคณะตั้งตัวไม่ติด ถึงกับต้องเผ่นหนีออกจากมอสโก ไปตั้งรับที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศกันเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้กลับจบเร็วเกินคาด ในเวลาเพียงแค่ราวๆ 11 ชั่วโมงเท่านั้น เมื่อประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโกแห่งเบลารุส อาสาเข้ามาไกล่เกลี่ย จนนายปริโกซินและกลุ่มวากเนอร์ยอมล้มเลิกแผนจะบุกยึดกรุงมอสโก ถอนกำลังพล บ่ายหน้าไปยังประเทศเบลารุส แลกกับการที่ไม่ต้องถูกดำเนินคดีในความพยายามที่จะก่อกบฏล้มรัฐบาลประธานาธิบดีปูติน

และนี่คือ ‘ไทม์ไลน์’ สุดเร้าใจของกลุ่มวากเนอร์ ที่เตรียมก่อกบฏ จนได้เสียงเฮจากกองเชียร์ชาวรัสเซียและผู้คนที่ต่อต้านปูตินทำสงครามในยูเครน และถือเป็นการสร้างความปั่นป่วนให้กับปูตินมากทีเดียว นับตั้งแต่เป็นผู้นำตลอดกาลของรัสเซียมายาวนานกว่า 20 ปี

บาดหมางกับปูติน รบ.รัสเซีย
นายปริโกซินและกลุ่มวากเนอร์ เริ่มบาดหมาง ไม่พอใจกับท่าทีของรัฐบาลรัสเซียมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ไม่ส่งอาวุธมาช่วยกลุ่มวากเนอร์ ถึงขั้นออกมาโวยผ่านทางสื่อโซเชียล แอปพลิเคชันเทเลแกรม กำลังขาดแคลนกระสุน และเรียกร้องขอให้กองทัพรัสเซียส่งอาวุธและกระสุนมาสนับสนุนเพิ่มเติม หลังจากกลุ่มวากเนอร์ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลรัสเซียให้เป็นแกนนำบุกยึดเมืองบักห์มุต ทางภาคตะวันออกของยูเครน จนเกิดการสู้รบกันมาหลายเดือน และถือเป็นสมรภูมิรบที่นองเลือดมากที่สุด ปะทะกันยาวนานที่สุด นับตั้งแต่ปูตินเปิดฉากทำสงครามในยูเครนเมื่อก.พ. 2565
ชัยชนะตกเป็นของกลุ่มวากเนอร์ ออกมาอ้างชัยชนะ ยึดบักห์มุตได้สำเร็จ แต่ก็แลกกับความสูญเสียกำลังทหารรับจ้างไปมากมายนับ 20,000 ศพ โดยปริโกซินได้ประกาศส่งมอบให้กองทัพรัสเซียเข้ามาครอบครองเมืองบักห์มุต ตั้งแต่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา

จวกรมว.กลาโหมรัสเซีย
ปริโกซินออกมาตำหนิเซอร์เก ชอยกู รมว.กลาโหมรัสเซีย และนายพลวาเลรี เกราซิมอฟ ผู้บัญชาการสูงสุดคนใหม่ของกองทหารรัสเซียในสงครามยูเครนว่า ไม่ให้การสนับสนุนกลุ่มวากเนอร์อย่างเพียงพอ และกองทัพรัสเซียไร้ประสิทธิภาพในสงครามที่ยูเครน
ขณะที่ด้าน ประธานาธิบดีปูตินได้สนับสนุนให้มีการขีดเส้นตาย-กำหนดเวลาให้กลุ่มทหารรับจ้างวากเนอร์มาลงชื่อทำสัญญากับกระทรวงกลาโหมรัสเซีย แต่นายปริโกซินได้ปฏิเสธ โดยมองว่าเป็นการท้าทายอิทธิพลของเขา

วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน
ปริโกซิน ‘เปิดหน้าชก’ กับกองทัพรัสเซียและปูติน ผ่านสื่อรัสเซีย กล่าวหาถึงเหตุผลทั้งหมดสำหรับการทำสงครามในยูเครนของคนเหล่านั้นที่ออกมาอ้างกัน เป็นเรื่อง ‘โกหก’ และเป็นเพียงข้อแก้ตัวสำหรับคนขี้โกงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น
ปริโกซินยังกล่าวหากองทัพรัสเซียได้ใช้ขีปนาวุธโจมตีขบวนกองทหารรับจ้างของเขา
กระทั่งไม่มีใครคาดคิด ปริโกซินประกาศเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 23 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่นว่า กลุ่มวากเนอร์ที่มีกำลังพลนับ 25,000 คน จะ ‘ก่อกบฏด้วยอาวุธ’ และบอกว่านี่ไม่ใช่การรัฐประหาร แต่เป็น ‘การเดินขบวนเรียกร้องความยุติธรรม’
ขณะที่หน่วยความมั่นคงกลางรัสเซีย (FSB) ตั้งรับเบื้องต้น ด้วยการตั้งข้อหาปริโกซินโทษฐานกบฏด้วยอาวุธต่อรัฐ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกสูงสุดนานถึง 20 ปี
ส่วนประธานาธิบดีปูตินประณามผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติรัสเซียถึงความเคลื่อนไหวของปริโกซินว่า เป็นการกระทำของ ‘คนทรยศ’
มีการยกระดับมาตรการความปลอดภัยในกรุงมอสโก และนายกเทศมนตรีกรุงมอสโกแจ้งต่อประชาชนควรหลีกเลี่ยงการเดินทาง

กลุ่มวากเนอร์ได้มีการเคลื่อนกำลังพลพร้อมยุทโธปกรณ์อย่างน่ากลัว บุกยึดเมืองรอสตอฟ-ออน-ดอน ทางตอนใต้ของรัสเซีย พร้อมอ้างว่ากองกำลังวากเนอร์สามารถควบคุมที่ตั้งทางทหารของกองกำลังรัสเซียในเมืองดังกล่าวได้ทั้งหมด
จากนั้น กลุ่มวากเนอร์ยังเคลื่อนขบวนรถถังมุ่งหน้าสู่กรุงมอสโก จนก่อให้เกิดบรรยากาศความตึงเครียดในกรุงมอสโกอย่างมาก

จบเหตุการณ์ระทึก เปลี่ยนใจ ไปเบลารุสแทน
แต่แล้ว เมื่อกำลังทหารรับจ้างของกลุ่มวากเนอร์ เคลื่อนขบวนมาเรื่อยๆ จนห่างจากกรุงมอสโกแค่เพียง 120 ไมล์ เท่านั้น ในที่สุด ปริโกซินได้ประกาศล้มเลิกภารกิจนี้ หลังจากประธานาธิบดีลูคาเชนโกแห่งเบลารุสได้เข้ามาเจรจาไกล่เกลี่ย จนทำให้ปริโกซิน และกลุ่มวากเนอร์เปลี่ยนใจไม่ไปโจมตีกรุงมอสโก ไปยังเบลารุสแทน แลกกับการที่ไม่ต้องถูกดำเนินคดีจากทางการรัสเซียในข้อหากบฏ
จบเหตุการณ์ระทึกเขย่าบัลลังก์ปูตินไปแบบ’ไม่สะใจ’ แต่ก็’ได้ใจ’กองเชียร์ชาวรัสเซียที่ต่อต้านสงครามยูเครนไปไม่น้อย.