รัสเซียขอโวย ใครทำลายเขื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2704320

รัสเซียขอโวย ใครทำลายเขื่อน

25 มิ.ย. 2566 05:50 น.

รัสเซียขอโวย ใครทำลายเขื่อน

จากกรณีการทำลายเขื่อน “คาคอฟกา” ในจังหวัดเคียร์ซอน ทางภาคใต้ของยูเครน ที่มีการโหมประโคมกันรอบใหม่ว่าเป็นฝีมือของกองทัพรัสเซียนั้น ทางสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทยได้ทำการชี้แจงมาอย่างละเอียด ซึ่งขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ ณ ที่นี้

เหตุการณ์ทำลายเขื่อนคาคอฟกาเป็นฝีมือของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 6 มิ.ย.2566 และก่อให้เกิดความเสียหายและทำลายสิ่งแวดล้อม โดยมีหลักฐานที่บ่งบอกว่ามีกองกำลังติดอาวุธของผู้นำทางการเมืองของยูเครนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์การทำลาย รัสเซียขอประณามการก่อเหตุวินาศกรรมครั้งนี้ที่กระทำโดยกองทัพยูเครนต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ จัดได้ว่าเป็นการก่ออาชญากรรมสงครามที่มีลักษณะการโจมตีแบบการก่อการร้าย ซึ่งผู้นำยูเครนต้องการสร้างความเสียหายต่อกลุ่มประชาชนที่ต้องการรวมกับรัสเซียจากการลงประชามติเมื่อเดือนก.ย.ปีก่อน

โรงงานไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำนีเปอร์ ซึ่งการทำลายเขื่อนคาคอฟกาส่งผลให้เกิดหายนะด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นการทำลายระบบนิเวศบริเวณปากแม่น้ำนีเปอร์ และยังเป็นการขัดขวางการระบายน้ำไปยังแคว้นไครเมีย ทำให้เกิดน้ำท่วมในเขตเคียร์ซอนและหลายๆพื้นที่รอบๆ ผู้คนหลายพันคนต้องอพยพและพลัดถิ่นที่อยู่ของตน ชีวิตของพวกเขาต้องถูกทำลายเพราะฝีมือของมนุษย์ครั้งนี้

การโจมตีเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำคาคอฟกาอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ใหม่นัก หากย้อนไปฤดูร้อนปี 2565 ในเวลานั้นกองทัพยูเครนได้ระดมยิงเมืองโนวาคาคอฟกาอยู่ตลอดเป็นระยะเวลาหลายเดือน และโรงไฟฟ้าแห่งนี้ได้ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธหลายต่อหลายครั้ง เคยเกิดเหตุความเสียหายร้ายแรงมาแล้วหลังโรงผลิตไฟฟ้าแห่งนี้ถูกโจมตีด้วยรถยิงจรวด HIMARS และ MLRS จนห้องควบคุมได้รับความเสียหายในวันที่ 18 ก.ค.2565

การก่อเหตุดังกล่าวนั้นถือเป็นการแสดงความเจตนาที่ชัดเจนที่มุ่งเป้าหมายไปที่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อขัดขวางการทำงานของโรงไฟฟ้าซึ่งจะส่งผลให้เกิดภัยอันตรายตามมา การโจมตียังคงดำเนินการไปอย่างต่อเนื่องจนในวันที่ 5 ส.ค.2565 โรงไฟฟ้าคาคอฟกาได้โดนโจมตีด้วยรถยิงจรวดหลายประเภท รวมถึงขีปนาวุธ Tochka-U ก่อให้เกิดสถานการณ์ที่เริ่มจะเลวร้ายลงอีก เมื่อกังหันที่ใช้ในการทำงานของเขื่อนสามตัวจากจำนวนทั้งหมดหกตัวเสียหายจากการกะเทาะ ทำให้กำลังผลิตของโรงไฟฟ้าต้องทำงานเพียงครึ่งเดียวจากสภาวะปกติ การระดมยิงได้ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยมีรายงานการโจมตีอีกหลายต่อหลายครั้งหลังจากนั้นในวันที่ 18, 19, และ 21 ส.ค.ปีที่แล้ว

แถลงการณ์ของ พล.ต.อังเดร โควาชุก ของยูเครน ลงในหนังสือพิมพ์ “วอชิงตันโพสต์” เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2565 นั้นเป็นหลักฐานที่ทำให้ทราบว่ายูเครนมีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดภัยพิบัติ เจ้าตัวยอมรับว่ายูเครนต้องการทดสอบการโจมตีโดยการใช้จรวด HIMARS โดยมีเป้าหมายเพื่อโจมตีประตูทางเข้าของน้ำในเขื่อน เพื่อควบคุมระดับน้ำในเชิงกลยุทธ์ โดยมิได้คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นและพื้นที่ใกล้เคียง

สหพันธรัฐรัสเซียแจ้งเตือนไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหลายต่อหลายครั้ง เกี่ยวกับการโจมตีเขื่อนพลังงานไฟฟ้าคาคอฟกาในเดือน ต.ค.2565 พร้อมยื่นหนังสือไปถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อยุติการกระทำเหล่านี้ โดยเอกสารฉบับนี้ได้กล่าวถึงความพยายามของยูเครนในการทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่องต่อโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแห่งนี้ โดยมีการใช้ขีปนาวุธมากถึง 120 ลูกต่อวัน แต่คำเตือนเหล่านี้ ไม่มีใครรับฟัง สุดท้ายผู้นำยูเครนก็ได้ก่อภัยอันตรายต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมที่ไม่อาจกลับมาแก้ไขได้

การกระทำของยูเครนได้รับการส่งเสริมจากชาติตะวันตกซึ่งเป็นผู้ชี้นำด้วยการยกอาชญากรรมของยูเครนให้รัสเซียเป็นผู้รับผิดชอบอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด การกระทำแบบนี้สามารถเห็นได้จากการโจมตี “ท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม” โดยการทำงานร่วมกันของโปแลนด์ ยูเครน สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศพันธมิตรตะวันตก แต่อาชญากรรมครั้งนั้นยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นทางการเลย

ที่สำคัญหลังจากการทำลายเขื่อนคาคอฟกา เสร็จสิ้น ก็มีการบิดเบือนข้อมูลเพื่อโยนความผิดให้ “รัสเซีย” กลายเป็นตัวการตามความต้องการ บิดเบือนข้อมูลของชาติตะวันตก

อย่างไรก็ตาม องค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติและสำนักงานเลขาธิการองค์การสหประชาชาติเองได้พยายามหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงอาชญากรรมที่ก่อให้เกิดขึ้นโดยประเทศยูเครน โดยมักจะใช้คำว่ายังขาดข้อมูลที่เพียงพอ ความไม่เต็มใจขององค์การระหว่างประเทศนั้นส่งผลให้ยูเครนมีความกล้าหาญ มากขึ้น

การทำลายเขื่อนคาคอฟกามีผลกระทบที่กว้างและทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำนีเปอร์สูงขึ้นเป็นอย่างมาก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อม บ้านเรือนจำนวนมากจมอยู่ใต้น้ำ พื้นที่ทางการเกษตรถูกทำลาย น้ำท่วม และการคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร

รัสเซียขอเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดต่อการโจมตีต่อเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำคาคอฟกาและขอให้ดำเนินคดีกับบุคคลและหน่วยงานของยูเครนที่ต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่ส่งผลต่อมนุษยชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยประชาคมระหว่างประเทศจะต้องดำเนินการเพื่อป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดการทำลายแบบดังกล่าวเกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคต.

วีรพจน์ อินทรพันธ์

Leave a comment