#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/740041

‘พัฒนาเมือง’ไม่ทิ้ง‘ฐานราก’โจทย์ใหญ่ ‘แผงลอย’อาชีพรายย่อย-ห่วงโซ่เศรษฐกิจ
วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.52 น.
การย้ายผู้ค้าแผงลอยออกจากถนนสีลมที่เริ่มในเดือนธันวาคม 2565 และข่าวการย้ายผู้ค้าบริเวณคลองผดุงกรุงเกษม ในเดือนมิถุนายน 2566 เพื่อเตรียมพัฒนาเป็นย่านสร้างสรรค์ มีกิจกรรม วิถีชีวิต และส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงนโยบายพัฒนาพื้นที่ตั้งแต่เยาวราช พาหุรัด บ้านหม้อ เป็นสถานการณ์ที่ยืนยันถึงกระแสการพัฒนาด้านกายภาพของกรุงเทพมหานคร(กทม.) ซึ่งจะส่งผลถึงการประกอบอาชีพของผู้ค้าแผงลอย (ตามข่าวระบุว่าที่คลองผดุงฯ มี 700 คน) ไม่นับผู้ประกอบอาชีพในห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกัน
การย้ายผู้ค้าเพื่อเป้าหมาย “พัฒนา” ซึ่งมักมากับ “ความทันสมัย” ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ เมื่อโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น ผู้คนมีรสนิยมการใช้ชีวิตเพื่อความทันสมัย การใช้พื้นที่ย่อมเป็นไปเพื่อผลตอบแทนที่ให้ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงนันทนาการ ในนามของ “พื้นที่สร้างสรรค์” การรื้อย้ายการค้าริมทางซึ่งเป็นวิสาหกิจรายย่อย มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำกว่า (แต่ไม่ได้หมายความว่ามีคุณค่าน้อยกว่า) จึงเป็นแนวทางที่ถูกเลือกเสมอ
“การรื้อย้ายนี้คงจะไม่น่าสะพรึง หากมีการเตรียมพื้นที่ใหม่สำหรับผู้ค้า มีสาธารณูปโภครองรับอย่างเหมาะสม รวมทั้งเตรียมการผู้ค้าสำหรับการปรับตัวในพื้นที่ใหม่ ทั้งในด้านทุน และการประกอบการ(เราจะยังไม่กล่าวถึงผลกระทบด้านสังคมและวัฒนธรรม โลกทัศน์ ชีวทัศน์ของผู้คน และความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ จากการ “พัฒนา” พื้นที่)”
ในกรณีของสีลม ทางออกที่กรุงเทพมหานครเสนอให้ผู้ค้าคือ(1) เจรจาหาพื้นที่เอกชน (บริเวณถนนพัฒน์พงษ์) โดยเจ้าของพื้นที่ลดค่าเช่าเป็น 150 บาทต่อวันในช่วงสองเดือนแรก หลังจากนั้นคิดค่าเช่าปกติวันละ 500 บาท ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ (2) ให้ย้ายไปขายในพื้นที่ถนนคอนแวนต์ (ซึ่งมีผู้ค้าอยู่แล้ว) และ หน้าวัดแขกสีลม (ซึ่งมีข้อมูลว่าไม่มีคนเดิน) ผู้ค้าสีลมบางส่วนออกจากพื้นที่ไปแล้ว บางส่วนยังปักหลักขายอยู่ จำนวนที่น้อยลงของผู้ค้าและสินค้าไม่เป็นที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวเหมือนเมื่อก่อน ในขณะที่บนถนนเส้นเดียวกันมีศูนย์การค้าเพิ่มขึ้น
ในกระบวนการจัดการพื้นที่ในนามของการพัฒนา “จำเลย” ของสังคมคือผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ที่ถูกมองว่าเอาเปรียบสังคมมานาน ทั้งยังทำให้เมืองไม่เป็นระเบียบ ไม่ทันสมัย ที่สำคัญทางเท้าควรมีไว้เพื่อสัญจรเท่านั้น ประเด็น “การจัดการ” อันเป็นที่มาของสารพัดปัญหา ไม่ได้ถูกกล่าวถึง “ทัศนะ ต่อกรณีนี้อาจพิจารณาได้หลายมุม” โดย“มุมมองแรก” คือ ผู้ค้าได้มีโอกาสใช้พื้นที่สาธารณะมาเป็นเวลานานแล้ว
“มุมมองที่สอง” คือ เป็นอาชีพที่เขาทำมานาน ทำให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวหากจะขับไล่ให้เขาไปขายในพื้นที่อื่นก็ควรต้องคิดถึงความเป็นไปได้ในการสร้างรายได้ในพื้นที่ใหม่ หรือหากจะให้เขาเปลี่ยนอาชีพ น่าจะต้องให้เวลาในการเตรียมการ (ลองนึกเปรียบเทียบกับอาชีพอื่นดู ถามตัวเองก็ได้ ถ้าต้องเปลี่ยนอาชีพ ต้องใช้เวลาเตรียมตัว ปรับตัวนานเท่าไร)
“มุมมองที่สาม” คือ ถนนมีไว้ให้คนเดิน ไม่ใช่ค้าขาย มุมมองนี้อาจปรับได้หากมองในมิติการใช้ประโยชน์ผสมผสานซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นเนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด หากพื้นที่สามารถตอบโจทย์ได้มากกว่าหนึ่งวัตถุประสงค์อย่างเหมาะสม หัวใจอยู่ที่ “การจัดการ” ซึ่งเท่าที่ผ่านมา กล่าวได้ว่า “สอบไม่ผ่าน” ตั้งแต่การจัดการเชิงพื้นที่ซึ่งเป็นความรับผิดชอบโดยตรง ไปจนถึงการจัดการหาบเร่แผงลอยในฐานะเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งควรต้องมี เจ้าภาพหลักมากกว่าสำนักเทศกิจ
เมื่อเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ความสำคัญกับการจัดระเบียบพื้นที่ทำการค้า และมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ค้ามีความมั่นคงในอาชีพ ทำฐานข้อมูลผู้ค้าแผงลอย รวมทั้งวางแผนหาพื้นที่ของส่วนราชการหรือเอกชนที่สามารถจัดเป็นพื้นที่ขายของหรือ Hawker Center ซึ่งผู้ว่าฯ ให้ความสนใจ ในฐานะเครื่องมือ/แนวทางในการประสานประโยชน์ระหว่างประชาชนที่สามารถใช้พื้นที่ทางเท้าได้อย่างปลอดภัยและผู้ค้า
“กทม. มี Hawker Center อยู่ไม่น้อย และปลายเดือนพฤษภาคม มี “Mini Hawker Center” ด้วย เป็นการใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างผู้ใช้ทางเท้าและการค้าริมทาง Mini-Hawker Center ได้รับความร่วมมือทั้งจากผู้ค้า สำนักงานเขต และภาคธุรกิจ ต้นทุนค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับที่ ผู้ค้าพอจัดการได้ ต่างจาก Hawker Center ในพื้นที่เอกชน ซึ่ง Hawker Center เอกชนแห่งหนึ่งคิดค่าเช่าพื้นที่วันละ 350 บาทต่อล็อก จ่ายครั้งเดียวทั้งเดือนตามจำนวนวัน ค่าไฟฟ้าดวงละ10 บาทต่อวัน ค่าแรกเข้า 3,000 บาทยังมีค่าตกแต่งร้านเป็นหลักหมื่น
(สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่าเทศบาลเมืองกัลกัตตาในอินเดียได้แรงบันดาลใจจาก Hawker Center ในกรุงเทพมหานคร ถึงกับจะใช้เป็นแนวทางส่งเสริม Street Food ในเมืองของเขา) ต้นทุนในระดับนี้ผู้ค้าที่มีทุนน้อย คงไม่สามารถจัดการได้งานวิจัยเกี่ยวกับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยยืนยันว่า ผู้ค้ามีฐานะทางเศรษฐกิจหลายระดับ ตั้งแต่รายได้น้อย ไปจนถึงระดับกลางสูง กลางต่ำ และ สูงผู้ค้าเหล่านี้จึงมีโอกาสและทางเลือกไม่เท่ากัน และทางเลือกเหล่านี้มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของผู้บริโภคและสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
เราจะทำอย่างไร ที่จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อยเหล่านี้มีอาชีพต่อไป หากเขายังจำเป็นต้องประกอบอาชีพ ไม่ใช่เพื่อให้เขามีอาชีพมีรายได้เท่านั้น แต่ยังเพื่อรักษาไว้ซึ่งห่วงโซ่อุปทานของวัตถุดิบซึ่งเป็นวิสาหกิจขนาดย่อยและขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งเชื่อมโยงกับการมีงานทำ รายได้ของผู้คน และมีบทบาทสนับสนุนเศรษฐกิจระดับบนขึ้นไป (ต้องไม่ลืมว่าวิสาหกิจขนาดย่อยและขนาดเล็กมีจำนวนถึงร้อยละ 98.2 ของวิสาหกิจโดยรวมทั้งประเทศ การจ้างงานคิดเป็น
ร้อยละ 55.8 ของการจ้างงานรวม) รวมทั้งผลกระทบในมิติสังคม วัฒนธรรมนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์
มองกลับไปที่นโยบายที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอไว้ตั้งแต่ต้น คือการทำทะเบียนผู้ค้าที่ยังประกอบอาชีพอยู่ รวบรวมข้อมูล จัดกลุ่มผู้ค้า เพื่อที่จะวางแนวทางการจัดการได้อย่างเหมาะสม ทั้งการสนับสนุนด้านทุน พื้นที่ประกอบอาชีพ บทบาทต่อเมือง กระบวนการนี้แม้จะใช้เวลา แต่เป็นการจัดการที่สอดคล้องกับนโยบายของผู้ว่าฯ และน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีในการบริหารจัดการกิจกรรมในเศรษฐกิจฐานรากซึ่งถูกละเลยมานาน!!!
หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านเฟซบุ๊ก Narumol Nirathron เมื่อช่วงดึกของวันที่ 24 มิ.ย. 2566
ศ.ดร.นฤมล นิราทร
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์