เสริมศักยภาพ‘สูงวัยยังทำงานไหว’ ฝากการบ้านถึงว่าที่รัฐบาลไทยชุดใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/749851

เสริมศักยภาพ‘สูงวัยยังทำงานไหว’ ฝากการบ้านถึงว่าที่รัฐบาลไทยชุดใหม่

เสริมศักยภาพ‘สูงวัยยังทำงานไหว’ ฝากการบ้านถึงว่าที่รัฐบาลไทยชุดใหม่

วันจันทร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

เป็นที่น่ายินดีว่า “สังคมไทยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลบุพการี” โดยทาง ม.หอการค้าไทย ได้เผยแพร่สำรวจในหัวข้อ “ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนเกี่ยวกับวันแม่” ที่สอบถามกลุ่มตัวอย่าง 1,250 คนทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2566 โดยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุพการีในปี 2566 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 67.2ระบุว่าไม่เปลี่ยนแปลง รองลงมา ร้อยละ 24.4 เพิ่มขึ้นและร้อยละ 8.4 ลดลง ซึ่งเมื่อเทียบกับการสำรวจเมื่อปี 2565 ที่พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 73.4 ระบุว่าไม่เปลี่ยนแปลง รองลงมา ร้อยละ 14.9 ลดลง และร้อยละ 11.7 เพิ่มขึ้น

ชี้ให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับบุพการีในครัวเรือนไทยในปี 2566 เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้า ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 67.4 มีค่าใช้จ่ายในการดูแลบุพการี ต่ำกว่า 5,000 บาท รองลงมา ร้อยละ 31.4 อยู่ที่ 5,000-10,000 บาท และมีบุพการีต้องดูแล 1-2 คน แต่ค่าเฉลี่ยความเต็มใจในการดูแลบุพการี ในการสำรวจนี้อยู่ที่ 6.7 (จาก 0 คือไม่เต็มใจอย่างยิ่ง-10 คือเต็มใจอย่างยิ่ง) ขณะที่ค่าเฉลี่ยการมองบุพการีเป็นภาระ อยู่ที่เพียง 0.51 (จาก 0 คือไม่เป็นภาระ-10 คือเป็นภาระอย่างยิ่ง) โดยสรุปแล้วแม้จะมีแนวโน้มค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ในฐานะลูกก็ยังพร้อมดูแลพ่อแม่นั่นเอง

แต่อีกด้านหนึ่ง ด้วยความที่ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัย” โดยข้อมูลจาก กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์ของ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่า ณ สิ้นปี 2565 มีจำนวนผู้สูงอายุ 12,519,926 คน แบ่งเป็นชาย 5,512,223 คน หญิง 7,007,703 คน คิดเป็นร้อยละ 18.94 ของประชากรทั้งประเทศ 66,090,475 คน ในขณะที่อัตราการเกิดลดลงเหล่านี้ส่งผลต่อ “รายจ่ายในการดูแล” ทั้งในระดับครัวเรือนรวมไปถึงการจัดสวัสดิการของรัฐ

จึงมีแนวคิด “สูงวัยยังไหว” ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้รับการเสริมศักยภาพในการทำงานอย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรีเพราะมีรายได้ในการเลี้ยงตนเองไม่ต้องพึ่งพาครอบครัวหรือรัฐเพียงอย่างเดียว อาทิ เมื่อเดือน ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก “สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ได้นำรายงาน “ข้อเสนอเชิงวิชาการ การพัฒนาทักษะการทำงาน (RE-SKILL and UP-SKILL) เพื่อสร้างหลักประกันรายได้ผู้สูงอายุ” ที่เคยจัดทำไว้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564มาย้ำกันอีกครั้ง ดังนี้

1.การพัฒนาแผนระดับชาติ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยจัดตั้ง “คณะทำงานบูรณาการเพื่อพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานสูงอายุ” ซึ่งอาจจะมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน หรือคณะอนุกรรมการส่งเสริมการขยายโอกาสด้านอาชีพ และการทำงานสำหรับผู้สูงอายุภายใต้คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพดำเนินการ

หรือจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อรับผิดชอบเรื่องการพัฒนาทักษะของแรงงานสูงอายุโดยตรง เพื่อบูรณาการและเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ตลอดจนกองทุนต่างๆ (กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนผู้รับงานไปทำที่บ้าน) ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาทักษะของประเทศ และสามารถ เชื่อมโยงความต้องการของนายจ้างกับลูกจ้างไปในทิศทางเดียวกัน

2.การสร้างแพลตฟอร์มแบบบูรณาการ (Integrated platform) และระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับแรงงานสูงอายุแบบครบวงจร เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและยกระดับทักษะการทำงานของผู้สูงอายุไทย โดยเน้นการออกแบบโครงการ/กิจกรรมบนแพลตฟอร์ม และกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของประชากรสูงวัยในตลาดแรงงาน เช่น ระบบแนะนำการวางแผนอาชีพหลังเกษียณ (Post-retirement career counselling) ระบบจับคู่หลักสูตรการฝึกอบรมกับความต้องการ ของผู้สูงอายุ

ระบบจับคู่งานที่ตรงตามทักษะและความสามารถของผู้สูงอายุ เป็นต้น นอกจากนี้ ควรมีระบบการคัดกรองและประเมินกลุ่มเสี่ยงที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานอย่างเร่งด่วน เช่น กลุ่มเสี่ยงถูกเลิกจ้างเนื่องจากทักษะที่มีอยู่นั้นเริ่มล้าหลังไปแล้ว เป็นต้น 3.การสร้างเครือข่าย/กลุ่มวิจัยเฉพาะ เพื่อผลิตงานวิจัยเป็นฐานในการขับเคลื่อนการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานสูงอายุ โดยเป็นงานวิจัยที่ใช้เครื่องมือใหม่ในการศึกษา

เช่น การวิจัยอนาคต (Futures research) การวิจัยโดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data analytics) การวิจัยโดยเก็บข้อมูลในระยะยาว (Longitudinal study) เป็นต้น ส่วนงานวิจัยพื้นฐานและงานวิจัยแบบถอดบทเรียน ความสำเร็จการพัฒนาทักษะแรงงานสูงอายุก็ยังคงต้องมีอยู่ โดยการผลิตงานวิจัยเหล่านี้รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในอดีตจะถูกรวบรวมไว้ในแพลตฟอร์มกลางที่สร้างขึ้น 4.การกำหนดมาตรการสนับสนุน/อุดหนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานสูงอายุ แบ่งเป็น

4.1 มาตรการจูงใจทางการเงินและการคลังให้ผู้ประกอบการ มีการจ้างงานผู้สูงอายุ ยังมีปัญหาไม่มีแรงจูงใจพอในภาคปฏิบัติควรต้องปรับปรุงให้การสนับสนุนอย่างจริงจังโดยให้สิทธิประโยชน์ที่มากกว่านี้ 4.2 การจ่ายเงินชดเชยแรงงานแบบซ้ำซ้อน กล่าวคือเมื่อเกษียณอายุในสถานประกอบการและได้รับเงินค่าชดเชยแล้ว กลับเข้ามาทำงานในสถานประกอบการเดิมก็ยังสามารถได้รับเงินชดเชยใหม่ได้อีกหากออกจากงานควรมีการแก้ไขเพื่อสร้างแรงจูงใจให้สถานประกอบการรับผู้เกษียณอายุแล้วกลับเข้าทำงานใหม่

5.การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถานศึกษา เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาแรงงาน พัฒนาหลักสูตรใหม่ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษาเกิดความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนในห้องทำงานจริง เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เป็นการพัฒนาทักษะแรงงานแบบ Demand driven 6.พิจารณาปรับปรุงบทบาทของกองทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะแรงงาน และกลุ่มแรงงานผู้สูงอายุจากการศึกษาพบว่า กองทุนต่างๆ มักมุ่งเน้นการให้เงินในรูปแบบกู้ยืมเป็นสำคัญ

ซึ่งการใช้ประโยชน์จากกองทุนในลักษณะนี้อาจยังไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานผู้สูงอายุในวงกว้าง และครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ควรพิจารณาการให้เงินสนับสนุนกับผู้สูงอายุหรือโครงการพัฒนาทักษะต่างๆ โดยตรงได้ อาทิ 6.1 กองทุนผู้สูงอายุขยายบทบาทกองทุนผู้สูงอายุ ให้สามารถก้าวข้ามในเรื่องของอายุ 60 ปีขึ้นไป และการกระจายอำนาจให้กับกลไกระดับจังหวัด

ด้วยสถานการณ์ที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเร็วมาก และการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงอายุต้องมีการเตรียมตัวก่อนวัยสูงอายุสามารถให้ทุนสนับสนุนกลุ่มก่อนวัยสูงอายุ(Pre ageing) ในเรื่องการพัฒนาทักษะ ฝึกมือหรือฝึกอบรม 6.2 กองทุนผู้รับงานไปทำที่บ้าน ให้ขยายขอบเขตวัตถุประสงค์ของการใช้เงินทุนให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบทุกกลุ่มอาชีพ และ 6.3 กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน มุ่งเน้นพัฒนาแรงงานทั้ง Reskill และ Upskill และการใช้ประโยชน์จากเงินกองทุนให้มากที่สุด เพื่อให้แรงงานสามารถอยู่ในสถานประกอบการให้ได้นานที่สุด

และ 7.ส่งเสริมการเข้าถึงการพัฒนาทักษะแรงงานสูงอายุ ประกอบด้วย 7.1 การปรับบทบาทของกองทุนที่เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะและส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ ให้สามารถนำมาใช้จ่ายเงินอุดหนุนโดยไม่ต้องกู้ยืม โดยมีการประเมินและคัดกรองแรงงานสูงอายุ และกลุ่มวัยแรงงานตอนปลายที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะก่อน 7.2 การสร้างระบบให้คำปรึกษา แนะนำหลักสูตรฝึกอบรม รวมถึงวางแผนการพัฒนาทักษะและอาชีพหลังเกษียณให้ (Post-retirement career counseling) ให้กับแรงงานสูงอายุ และกลุ่มวัยแรงงานตอนปลายที่มีความต้องการพัฒนาทักษะหรือเปลี่ยนทักษะ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ว่างงานและกำลังหางานทำอยู่

7.3 การกำหนดมาตรการเพื่อสร้างความตระหนักในคุณค่าและประโยชน์ของการพัฒนากำลังคนในกลุ่มแรงงานสูงอายุ เพื่อลดอคติด้านอายุ และปัญหา Age-based skill stereotypes ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกำหนด Skill requirement ของงานที่รับสมัครให้ผู้สูงอายุทำ 7.4 การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมให้มีความหลากหลายและสอดรับกับเงื่อนไขและความต้องการที่แตกต่างกันของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม

เช่น กลุ่มผู้สูงอายุยากจนที่ทำงานนอกระบบและอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐต้องจัดบริการฝึกอบรมทักษะอาชีพเชิงรุก และ 7.5 การสร้างวัฒนธรรมการฝึกอบรมและการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต (Training and lifelong learning) สร้างให้กำลังคนทุกช่วงวัยเป็น “ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต” หรือ “Life long learners” รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ จะเป็นพื้นฐานสำคัญให้คนทำงานพร้อมที่เปิดรับความรู้และทักษะใหม่ๆ ตลอดเวลา

เนื่องจากยังคงอยู่ในช่วงเทศกาลวันแม่แห่งชาติ (ปีนี้หยุดยาว เสาร์ที่ 12-จันทร์ที่ 14 ส.ค. 2566) และด้วยประเทศไทยกำลังจะมีรัฐบาลชุดใหม่ ก็ขอให้ถือเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญด้วย ขณะที่ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานได้ที่ https://www.facebook.com/photo/?fbid=735018595088898&set=a.436369171620510

Leave a comment