#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/753135

‘ม.มหิดล’ร่วมเรียนรู้ชุมชนต้นแบบ เปลี่ยน‘ขยะ’สู่ผลิตภัณฑ์‘สร้างรายได้’
วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.
ก่อนที่ขยะจะเข้าสู่กระบวนการแปรรูป จะต้องสิ้นเปลืองพลังงานต่อไปอีกมากมาย จะดีกว่าหรือไม่หากทุกคนเพียงช่วยกันวางแผนจัดการคัดแยกก่อนทิ้งซึ่ง อาจารย์พัทธจารี กระแสเสนร่วมกับทีมอาจารย์ประจำหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.ประเสริฐ ประสมรักษ์ อาจารย์ศิริพร ศิริกัญญาภรณ์ และ อาจารย์ ดร.กรกวรรษ ดารุนิกร เจ้าของโครงการและผู้ประสานงานหลัก
จัดทำโครงการ “การจัดการขยะแบบเบ็ดเสร็จระดับชุมชนและครัวเรือน” ร่วมเรียนรู้บริบทชุมชนหมู่บ้านราชธานีอโศก จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นชุมชนตัวอย่างที่สามารถ “เปลี่ยนขยะให้เป็นทองคำ” จากการนำนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้การจัดการขยะ ซึ่งมีรายได้หลักจากการแปรรูปขยะสู่ผลิตภัณฑ์สร้างรายได้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน
เริ่มต้นจากการคัดแยกขยะ โดยนำขยะอินทรีย์ไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ปุ๋ยหมักชีวภาพ น้ำหมักชีวภาพ นำไปบำรุงพืชผักสมุนไพรออร์แกนิกที่ปลูกไว้ในพื้นที่ สร้างแหล่งอาหารที่มีคุณภาพให้กับชุมชน และนำผลผลิตไปแปรรูปสานต่อสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ อาทิ แชมพูสมุนไพรลูกประคบสมุนไพร เป็นต้น ส่วนขยะรีไซเคิลได้ก็ขายให้กับร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้หมู่บ้านราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
“สาเหตุที่ให้ความสำคัญต่อการคัดแยกขยะมาเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากมองว่าขยะแต่ละประเภทมีมูลค่าไม่เท่ากันและหากสามารถสร้างวัฒนธรรมในการนำภาชนะส่วนตัวมาใช้ ตลอดจนนำขยะที่ยังใช้ได้กลับมาใช้ซ้ำ จะช่วยลดปริมาณขยะได้อีกเป็นจำนวนมาก และหากชุมชนมีการจัดการขยะที่ดี เชื่อว่าจะสามารถทำให้เกิดความยั่งยืน ไม่มีขยะตกค้างจนก่อให้เกิดการปนเปื้อน และลดอัตราการเจ็บป่วยของชุมชนในที่สุด” อาจารย์พัทธจารี กล่าว
ขณะที่ อาจารย์ศิริพร กล่าวเสริมในเรื่องของ “การสร้างจิตสำนึก” ว่า การจัดการขยะเริ่มต้นได้ที่ตัวเรา “ขยะที่เราก่อ เราต้องเป็นผู้จัดการเอง ยิ่งคัดแยกได้เร็ว ยิ่งเกิดการปนเปื้อนได้น้อย” โดยหวังให้แนวคิดที่ได้จากการเรียนรู้จากโครงการการจัดการขยะแบบเบ็ดเสร็จระดับชุมชนและครัวเรือน สามารถขยายประโยชน์สู่ชุมชนอื่นๆ และพร้อมผลักดันสู่ระดับนโยบายได้ต่อไปในอนาคต