#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/756125

เฉลิมพระเกียรติ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน
วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย น้อมนำแนวพระดำริเรื่อง “หมู่บ้านยั่งยืน” (Sustainable Village) ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา มาดำเนินการขับเคลื่อนโครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน”เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในหมู่บ้านให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำพร้อมทั้งขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ ภายใต้เป้าหมายการสร้างความยั่งยืนให้ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองของประชาชนในหมู่บ้าน
ด้วยปณิธานของนักปกครองท้องที่ในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่พี่น้องประชาชน “กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน” ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดประชาชนในพื้นที่มากที่สุดจึงมีความเข้าใจในปัญหา ศักยภาพและบริบทของพื้นที่ เพื่อพัฒนาหมู่บ้าน สร้างความเข้มแข็งจากฐานรากให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนหมู่บ้านยั่งยืน คือ “ผู้นำ” ที่มี “ใจ” ในการทำงาน โดยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ 7 ภาคีเครือข่าย (ภาครัฐ ภาคศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคสื่อสารมวลชน และภาคประชาชน) ได้บูรณาการการทำงาน สร้างทีมหมู่บ้านขึ้นมาเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนหมู่บ้านยั่งยืนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยบ้านนา หมู่ที่ 6 ต.เนินมะปรางอ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก และบ้านคำประมงหมู่ที่ 4 ต.สว่าง อ.พรรณนานิคม จ.สกลนคร ถือเป็นต้นแบบที่ได้ถูกนำมาถ่ายทอดเรื่องราวความสำเร็จในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่จนพัฒนาไปสู่การเป็นหมู่บ้านยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
ขวัญเรียม รินถา ผู้ใหญ่บ้าน บ้านนาได้น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีมาประยุกต์ใช้ทั้งในเรื่องบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง และทางนี้มีผลผู้คนรักกัน เป็นการปลูกผักริมรั้วริมทางที่อนุญาตให้คนอื่นเก็บเอาไปกิน หรือนำไปแลกเปลี่ยนกัน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการเพาะปลูกผักสวนครัวอย่างถูกวิธี เรียนรู้ด้านการทำเกษตรกรรมให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาวบ้าน เนื่องจากชาวบ้านสามารถแบ่งปันผักจากสวนครัวของตนกับเพื่อนบ้านได้ ทำให้ทุกคนมีแหล่งอาหารสำหรับบริโภคโดยไม่ขาดแคลนตลอดทั้งปี และสามารถเข้าถึงแหล่งอาหารได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งการสร้างความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้ง 7 ภาคีเครือข่าย รวมไปถึงคณะกรรมการหมู่บ้านที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาหมู่บ้าน และด้วยความร่วมมือร่วมใจกันทำให้เกิดความรัก ความสามัคคีภายในหมู่บ้านอันเป็นต้นทุนสำคัญในการนำพาหมู่บ้านไปสู่หมู่บ้านยั่งยืนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริงในมิติอื่นๆ ต่อไป
ด้าน ไพวรรณ์ ทิลารักษ์ ผู้ใหญ่บ้านบ้านคำประมงได้รับแรงบันดาลใจของการพัฒนากลุ่มทอผ้าครามบ้านคำประมงมาจากความสำเร็จของบ้านดอนกอย หรือดอนกอยโมเดล ซึ่งเป็นโครงการกลุ่มผ้าทอย้อมครามต้นแบบในพรรณนานิคม จ.สกลนคร นำมาประยุกต์ให้เข้ากับต้นทุนที่มีอยู่เดิมในเรื่องความชำนาญในการทอผ้าของชาวบ้านทำให้ผ้าย้อมครามของบ้านคําประมงมีความโดดเด่นในเรื่องสีสันที่หลากหลาย ดูสวยงามแปลกตา และมีเอกลักษณ์ สามารถสร้างรายได้เฉลี่ยของหมู่บ้านเพิ่มจากเดิม 40,000 บาทมาเป็น 50,000 บาท โดยบ้านคำประมงได้คว้ารางวัลการประกวดระดับจังหวัดมาหลายต่อหลายครั้ง แต่สิ่งที่มากกว่าการได้รับรางวัลคือการที่หมู่บ้านได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนจากความร่วมมือของทุกคนในหมู่บ้าน
จากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านทั้ง 2 ท่านทำให้เห็นว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีความสำคัญต่อการพัฒนาหมู่บ้านเป็นอย่างมาก และยังถือว่าเป็นนักปกครองท้องที่ผู้เป็นด่านหน้าในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เพื่อส่วนรวม โดยหมู่บ้านตัวอย่างทั้งบ้านนา และบ้านคำประมง นับเป็นต้นแบบความสำเร็จในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่จนสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นหมู่บ้านยั่งยืน สามารถนำมาใช้เป็นแบบอย่างในการขยายผลไปยังหมู่บ้านอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในหมู่บ้านให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และทำให้ประชาชนมีความสุขอย่างยั่งยืนต่อไป



