ผู้ค้ากังวล อินโดนีเซีย สกัดซื้อขายบนโซเชียล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728961

ผู้ค้ากังวล อินโดนีเซีย สกัดซื้อขายบนโซเชียล

29 ก.ย. 2566 10:11 น.

ผู้ค้ากังวล อินโดนีเซีย สกัดซื้อขายบนโซเชียล

สื่อต่างประเทศรายงานตามติดสถานการณ์ในอินโดนีเซีย หลังรัฐบาลอินโดนีเซียประกาศห้ามทำธุรกรรมซื้อขายสินค้าบนโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม แต่ยังโปรโมตสินค้าและบริการได้ ซึ่งเป็นมาตรการที่หวังปกป้องผู้ค้ารายย่อยจากการผูกขาดราคาสินค้า และแยกโซเชียลมีเดียกับอีคอมเมิร์ซออกจากกัน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียที่สามารถทำการซื้อขายสินค้าได้ เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม รวมถึงติ๊กต่อก แอปพลิเคชันยอดฮิตที่ชาวอินโดนีเซียใช้งานกว่า 125 ล้านคน ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ทั้งนี้ นายซูไบรี ไม่เปิดเผยนามสกุล พนักงานโรงงานชาวเมืองการาวัง จังหวัดชวาตะวันตก ผู้ใช้บริการติ๊กต่อกช็อป วัย 38 ปี เผยว่า หากติ๊กต่อกช็อป ถูกแบน คงเป็นเรื่องยากที่จะหาร้านขายของราคาถูกเหมือนในแอปพลิเคชันนี้ ทั้งชี้ว่า ช่องทางอีคอมเมิร์ซอื่นๆ เก็บค่าบริการเกือบ 10,000 รูเปียห์ หรือราว 24 บาท ต่างจากติ๊กต่อกช็อปที่ไม่เก็บค่าบริการ นอกจากนี้ ติ๊กต่อกยังมีโปรโมชันลดราคามากมายโดยเฉพาะช่วงสิ้นเดือนที่แรงงานได้รับเงินเดือน

กระนั้นนายอียัล ซูรียันดี เจ้าของร้านขายผ้าในเมืองซูบัง จังหวัดชวาตะวันตก เผยว่า บางครั้งก็ขายเสื้อผ้าได้ไม่กี่ตัวใน 1 สัปดาห์ ถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่ รายได้คงพอได้แค่ยาไส้ และราคาสินค้าในติ๊กต่อกไม่สมเหตุสมผล ทั้งขายในราคาโรงงานแก่ลูกค้าโดยตรง แทนที่จะขายให้ตัวแทนจำหน่ายและผู้ค้าปลีก ส่วนนายมูฮัมหมัด ซีดัน พ่อค้าขายจักรยานในติ๊กต่อก ช็อป เรียกร้องให้รัฐบาลหาแนวทางการแก้ปัญหาแบบวิน-วิน เพราะผู้ค้าหลายรายจะสูญเสียรายได้ และอื่นๆ จากการบังคับใช้ข้อกำหนดนี้

ด้านนายเดดี ดีนาร์โต นักวิเคราะห์จากโกลบอล คอนเซล บริษัทที่ปรึกษาด้านนโยบายและธุรกิจของอินโดนีเซีย ระบุว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ที่ประกาศใช้ข้อห้ามไม่ให้โซเชียลมีเดียทำตัวเป็นอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์ม และคาดว่าติ๊กต่อกจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะสามารถซื้อขายได้โดยตรงภายในแอปพลิเคชัน ต่างจากเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม วอทส์แอพที่ไม่มีระบบธุรกรรมการเงินในตัว ดังนั้น การใช้อีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มหลักๆในการซื้อขายสินค้า เช่น ช้อปปี้ ลาซาด้า และโทโกพีเดีย จึงมีความปลอดภัยมากกว่า ขณะที่นายบีมา ยูดิซตีรา นักเศรษฐศาสตร์จากศูนย์การศึกษาเศรษฐกิจและกฎหมายในประเทศ มองว่า ข้อห้ามดังกล่าวเป็นเพียงก้าวเล็กๆที่จะช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อย

ขณะเดียวกัน ติ๊กต่อกอินโดนีเซียแสดงความกังวลอย่างหนักต่อการประกาศใช้ข้อบังคับห้ามทำธุรกรรมการซื้อขายของรัฐบาล การกระทำนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ขายสินค้ากว่า 6 ล้านคน รวมถึงส่งผลต่อผู้ช่วยส่งเสริมการค้าบนติ๊กต่อกช็อปเกือบ 7 ล้านคนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม จะเคารพกฎระเบียบและจะใช้แนวทางที่สร้างสรรค์ต่อไป.

Leave a comment