#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/759789

เรียนรู้ ‘ความทันสมัยแบบจีน’ ในโลกยุคใหม่ มุ่งสร้างสัมพันธ์ไทย ที่ไม่ตามรอย ‘ตะวันตก’
วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.
ท่ามกลางภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน แน่นอนว่า “ประเทศจีน” คือหนึ่งในมหาอำนาจที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อระบบการค้าการลงทุน และในทุกๆ ทิศทางการขยับตัวของสังคมแดนมังกร ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงนานาประเทศไม่มากก็น้อย ดังนั้นความเข้าใจถึงแนวคิดและเป้าหมายที่ประเทศยักษ์ใหญ่รายนี้กำลังเดินหน้า ย่อมเป็นข้อมูลที่มีค่าให้เราสามารถนำไปเรียนรู้เพื่อตั้งรับและปรับตัว
ในการปาฐกถาพิเศษของ หาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย บนหัวข้อ “ความทันสมัยแบบจีนและความสัมพันธ์จีน-ไทยในยุคใหม่” เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2566 ซึ่งจัดโดยสมาคมวิเทศพาณิชย์ไทย-จีน นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์และมุมมอง โดยวรรคตอนถัดจากนี้คือคำบรรยายที่สามารถสรุปหลักคิดและทิศทางที่ประเทศนี้กำลังเดินหน้าได้เป็นอย่างดี
เขาเริ่มต้นบอกเล่าถึงนิยามคำว่า “ความทันสมัย” ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกันกับที่คนจีนทั้งหมดได้ร่วมกัน เพื่อสร้างประเทศในระบบสังคมนิยมที่ทันสมัยอย่างรอบด้าน แม้ความหมายหนึ่งของ“ความทันสมัย” คือการก้าวให้ทันการพัฒนาของยุค หรือในแง่ของเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ก็คือการก้าวให้ทันประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีคำจำกัดความ หรือมาตรฐานที่ชัดเจนในการชี้วัด “ประเทศที่พัฒนาแล้ว”
ทั้งนี้ โดยปกติแล้วเราอาจใช้ตัวเลขจีดีพีต่อหัว หรือตัวชี้วัดอื่นๆ เช่น ระดับอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเกณฑ์ในการประเมิน ซึ่งทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วมากกว่า 40 ประเทศที่ทั่วโลกยอมรับนั้น ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในฝั่งตะวันตก ส่วนซีกโลกตะวันออกมีเฉพาะประเทศญี่ปุ่น และสิงคโปร์เท่านั้น
.jpg)
ฉะนั้น ในแง่หนึ่งแม้ว่าความทันสมัยที่ประเทศจีนต้องการบรรลุนั้น จะมีลักษณะที่เหมือนกันกับประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกันก็จะยังคงความเอกลักษณ์ ซึ่งนั่นคือ “ความทันสมัยแบบจีน”
เพื่อขยายความสิ่งนี้ ท่านทูตจีนได้เล่าย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์อารยธรรมชาติจีนที่ยาวนานกว่า 5,000 ปี ให้กำเนิดสิ่งประดิษฐ์และโครงการที่ยิ่งใหญ่มากมาย และจีดีพีของประเทศจีนก็เคยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของโลกมาอย่างยาวนาน โดยในทศวรรษ 1960 จีนได้มีการเสนอเป้าหมายใหญ่ของ “ความทันสมัย 4 ประการ” ได้แก่ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการป้องกันประเทศ
ภายหลังการปฏิรูปประเทศในปี ค.ศ. 1978 เป็นต้นมา จีนได้เร่งพัฒนาความทันสมัยให้ครอบคลุมทุกด้าน สร้างอัตราการเติบโตของจีดีพีเฉลี่ยสูงถึง 9.1% ต่อปี ในตลอดระยะเวลากว่า 40 กว่าปีที่ผ่านมาซึ่งถือเป็นความมหัศจรรย์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจที่หาได้ยากในโลก จนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาด้วยการนำของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จีนได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อให้บรรลุถึง “ความทันสมัยขั้นพื้นฐาน” ภายในปี ค.ศ.2035 และบรรลุถึง “ความทันสมัยอย่างรอบด้าน” ภายในกลางศตวรรษนี้
เขากล่าวต่อถึงความสำเร็จของจีน ในฐานะประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก โดยใน “ด้านเศรษฐกิจ” จีนกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่ใหญ่ที่สุดของโลก “ด้านนวัตกรรม” จีนมีสิ่งประดิษฐ์ยิ่งใหญ่ ทั้งสถานีอวกาศ ยานสำรวจใต้ทะเลลึก เทคโนโลยีการสื่อสาร 5G ขั้นสูง “ด้านความเป็นอยู่” จีนได้สร้างระบบหลักประกันสังคมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประกันสุขภาพขั้นพื้นฐานครอบคลุมประชาชน 1.36 พันล้านคน หรือใน “ด้านระบบนิเวศ”จีนมียุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเชิงรุก ซึ่งให้คำมั่นว่าจะบรรลุเป้าหมายคาร์บอนเป็นกลางภายในปี ค.ศ.2060
อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าจีนยังคงเป็น “ประเทศกำลังพัฒนา” ที่มีปัญหาการพัฒนาที่ไม่สมดุลและไม่เต็มที่ ซึ่งเคยมีคนกล่าวไว้ว่า “แม้ความสำเร็จในการพัฒนาของจีนจะยิ่งใหญ่เพียงใด ตราบใดที่หารด้วยจำนวนประชากร 1.4 พันล้านคน จำนวนที่ได้ก็จะน้อยมาก แต่ไม่ว่าปัญหาในจีนจะเล็กแค่ไหนหากคูณด้วยจำนวนประชากร 1.4 พันล้านคนปัญหาก็จะใหญ่โตมหาศาล”
ขณะเดียวกัน แม้ว่าจีนจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก แต่หากคิดเป็นจีดีพีต่อหัว ก็จะถือเป็นเพียง 1/5 ของประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น เช่นเดียวกับช่องว่างของการพัฒนาระหว่างเมืองกับชนบท และการกระจายรายได้ที่ยังคงมีขนาดใหญ่
นั่นจึงทำให้ปี ค.ศ.2022 ในการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 20 มีการเสนอว่าจีนจะส่งเสริมการฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ครั้งยิ่งใหญ่อย่างครอบคลุมด้วย “ความทันสมัยแบบจีน” ซึ่งแจกแจงออกมาได้ว่าเป็น
– ความทันสมัยแบบสังคมนิยมที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน
– ความทันสมัยที่มีประชากรมหาศาล
– ความทันสมัยที่นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ทุกคน
– ความทันสมัยที่มีความกลมเกลียวกันระหว่างอารยธรรมทางวัตถุ และอารยธรรมทางจิตวิญญาณ
– ความทันสมัยที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน
– ความทันสมัยที่ดำเนินตามเส้นทางการพัฒนาอย่างสันติ
การเสนอ “ความทันสมัยแบบจีน” ออกมานี้ท่านทูตบอกว่าได้ทำให้ชาวจีนมีแผนการที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อปฏิบัติตาม โดยปัจจุบันผู้คนในชาติต่างทุ่มเทสามัคคีเพื่อสร้างและผลักดันการฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ของประเทศบน “ความทันสมัยแบบจีน” ซึ่งเป็นภาพใหม่ที่แตกต่างจากโมเดล “ความทันสมัยของตะวันตก” และเป็นอารยธรรมมนุษย์รูปแบบใหม่เอี่ยม ที่จะมีความสำคัญต่อการพัฒนาโลกอย่างกว้างขวาง โดยแจกแจงได้คร่าวๆ ดังนี้
1. หากประชากรจีน ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรของประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหมดรวมกัน สามารถบรรลุเข้าสู่ความทันสมัย ก็จะมีบทบาทสำคัญระดับโลก และสร้างความมหัศจรรย์ที่ก้าวล้ำในประวัติศาสตร์การพัฒนามนุษย์
2. ความทันสมัยแบบจีน จะตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของความเป็นอิสระและการพึ่งพาตนเอง อาศัยการทำงานหนัก ความสร้างสรรค์ของประชาชน และนโยบายที่เปิดกว้างเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันบนความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกซึ่งแตกต่างกับเส้นทางที่ประเทศตะวันตกใช้ในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั่นคือการรุกรานและการล่าอาณานิคม
“ไม่มีโมเดลการสร้างความทันสมัยแบบตายตัวในโลก และไม่มีมาตรฐานของความทันสมัยที่บังคับใช้ในระดับสากล ความทันสมัยไม่เท่ากับความเป็นตะวันตก และความทันสมัยไม่เท่ากับการทำให้เป็นทุนนิยม ฉะนั้นความทันสมัยแบบจีนจะถือเป็นทางเลือกใหม่สำหรับประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ในโลก ที่ต้องการเร่งการพัฒนา มุ่งหน้าสู่ความทันสมัย”ท่านทูตหาน ระบุ
เขาพูดต่อไปถึงความสัมพันธ์จีน-ไทยในยุคใหม่ ซึ่งในปีนี้นับเป็นวาระครบรอบ 48 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย โดยหากมองย้อนกลับไปเกือบครึ่งศตวรรษของความสัมพันธ์นี้ สามารถเรียกได้ว่าประสบผลสำเร็จมากมาย ทั้งความไว้วางใจในฐานะหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ความเคารพซึ่งกันและกันทางการเมือง สนับสนุนการดำเนินตามเส้นทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับสภาพของประเทศของตน
นอกจากนี้ ประเทศจีนยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยต่อเนื่องกันเป็นเวลา 10 ปี เฉพาะปีที่แล้วมีปริมาณการค้าทวิภาคีสูงถึง 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐมีบริษัทจีนลงทุนในไทยโดยตรงอีก 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นแหล่งลงทุนจากต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของไทยอีกครั้ง พร้อมกันนั้นยังมีความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างประชาชน ร่วมทุกข์ร่วมสุขผ่านเหตุการณ์วิกฤตต่างๆ มาด้วยกัน รวมทั้งการท่องเที่ยวการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ที่ได้กระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง
ส่วนในอนาคตนั้น จีนยังหวังที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีสู่ระดับที่สูงขึ้นในทุกด้าน บนการยึดมั่นในความถูกต้อง ความเป็นอิสระ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บนเส้นทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับแต่ละประเทศ ขณะเดียวกันก็จะเสริมสร้างการเชื่อมโยงทางยุทธศาสตร์การพัฒนา การก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูง การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเทคโนโลยีการสื่อสาร 5G การสร้างเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจดิจิทัลที่เป็นไฮไลท์ใหม่ตลอดจนส่งเสริมการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว
ในช่วงท้ายของการปาฐกถา ท่านทูตจีนยังได้กล่าวถึง “สมาคมวิเทศพาณิชย์ไทย-จีน” ซึ่งเป็นหนึ่งในหอการค้าจีนที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมากว่า 150 ปี ในฐานะสมาคมที่มุ่งมั่นส่งเสริมความสามัคคี ส่งเสริมการค้าจีน-ไทย ผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย และเป็นคุณูปการในความสัมพันธ์จีน-ไทย ที่จะยังคงทำงานร่วมกันต่อไปเพื่ออนาคตที่กว้างไกลและสดใสของทั้งสองประเทศ