#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2732795

14 ต.ค. 2566 10:56 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐฉบับพิมพ์
สภามะกันหวั่นสงคราม แนะเพิ่มอาวุธล้างโลก
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการสภาคองเกรสว่าด้วยจุดยืนของรัฐบาลสหรัฐฯในเชิงยุทธศาสตร์ได้เผยแพร่รายงานฉบับสมบูรณ์ ซึ่งมีรายละเอียดว่ามีความเป็นไปได้ในอนาคตที่สหรัฐฯอาจต้องเผชิญกับสงครามสองแนวรบรัสเซีย-จีน จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งตัดสินใจที่จำเป็น เพื่อให้ประเทศมีความพร้อมในการรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ทั้งนี้ นายจอน คีล อดีตวุฒิสมาชิกสังกัดพรรคฝ่ายค้านรีพับลิกัน ได้เผยแพร่รายงานอย่างเป็นทางการ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการสภาคองเกรสว่าด้วยจุดยืนของรัฐบาลสหรัฐฯในเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมระบุว่า การเพิ่มงบประมาณทางการทหารถือเป็น ค่าใช้จ่ายราคาถูก เมื่อเทียบกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯอาจต้องเผชิญกับสงครามนิวเคลียร์ และนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงสมาชิกสภาคองเกรส จำเป็นต้องอธิบายเรื่องนี้ให้ประชาชนเข้าใจว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องใช้งบประมาณการทหารเพิ่มเติม
ในรายงานทิศทางยุทธศาสตร์ยังเขียนด้วยว่า สหรัฐฯและชาติพันธมิตรจำเป็นต้องมีความพร้อมที่จะป้องปรามและจัดการศัตรูทั้งสองแนวรบไปพร้อมๆกัน ระเบียบและคุณค่าสากลที่มีสหรัฐฯเป็นผู้นำในการปกป้องรักษากำลังอยู่ในความเสี่ยงจากรัฐบาลอำนาจเบ็ดเสร็จรัสเซีย-จีน ทั้งยังระบุโดยไม่ลงรายละเอียดว่า มีความกังวลว่าในท้ายที่สุดแล้วรัสเซีย-จีนจะประสานงานกัน จนทำให้สหรัฐฯตกอยู่ในสภาพเผชิญกับสงครามสองแนวรบ
เอกสารดังกล่าวยังประเมินว่า ภัยคุกคามจากรัสเซีย-จีนจะมีความรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด เร็วที่สุดภายในปี 2570 โดยรายงานมีการเสนอคำแนะแก่รัฐบาลสหรัฐฯ อาทิ การเพิ่มจำนวนฝูงบินทิ้งระเบิดพรางเรดาร์ B-21 ไรเดอร์ (เครื่องบินทิ้งระเบิดสเตลธ์รุ่นปรับปรุงจาก B-2) ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาและคาดว่าจะนำเข้าประจำการได้ภายในปี 2570 พร้อมเร่งกระบวนการเสริมทัพเรือดำน้ำบรรทุกขีปนาวุธนิวเคลียร์ด้วยเรือดำน้ำรุ่นใหม่ชั้นโคลัมเบีย ที่ 2 ลำแรกมีกำหนดเข้าประจำการภายในปี 2573 และกองทัพเรือสหรัฐฯวางแผนที่จะสั่งต่อทั้งหมด 12 ลำ เพื่อนำมาทดแทนเรือดำน้ำบรรทุกขีปนาวุธนิวเคลียร์รุ่นเก่าอย่างชั้นโอไฮโอ
อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้มิได้เสนอแนะให้กองทัพสหรัฐฯเพิ่มปริมาณหัวรบนิวเคลียร์ โดยให้เหตุผลว่าตราบใดที่ขุมกำลังทางเรือดำน้ำ ยังมีประสิทธิภาพในการป้องปรามไม่ให้ศัตรูใช้นิวเคลียร์ก็ยังไม่มีความจำเป็นที่จะเพิ่มหัวรบ อีกทั้งอุตสาหกรรมผลิตอาวุธของสหรัฐฯ ก็ไม่อยู่ในสภาพที่จะสามารถผลิตหัวรบนิวเคลียร์ได้.