‘Chula The Impact ครั้งที่ 20’ รู้ลึก‘กฎหมาย’เพื่อดูแล‘เด็ก-เยาวชน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763022

‘Chula The Impact ครั้งที่ 20’  รู้ลึก‘กฎหมาย’เพื่อดูแล‘เด็ก-เยาวชน’

‘Chula The Impact ครั้งที่ 20’ รู้ลึก‘กฎหมาย’เพื่อดูแล‘เด็ก-เยาวชน’

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับรเสวนาวิชาการ Chula the Impact ครั้งที่ 20 เรื่อง “รู้ลึกกฎหมายและการดำเนินคดีเพื่อดูแลเด็กและเยาวชน” จัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสืบเนื่องจากข่าวอาชญากรรมความรุนแรงต่างๆ ที่ผู้กระทำผิดเป็นเด็กและเยาวชน จนกลายเป็นคำถามของสังคมเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความผิดของประชากรกลุ่มนี้ รวมถึงแนวทางการดูแลอย่างเหมาะสม

ณัฏฐพร รอดเจริญ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับเด็กและเยาวชน นอกเหนือไปจากเรื่องของการเยียวยาผู้เสียหายแล้วนั้น ในอีกมุม เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในสมาชิกภาคีอนุสนธิสัญญาสิทธิเด็กจึงต้องให้ความปกป้องคุ้มครองต่อเด็กด้วย ในกระบวนการดำเนินคดีทางอาญาจึงต้องมีการใช้กฎหมายและกระบวนการที่เป็นลักษณะเฉพาะขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการอย่างไม่เคร่งครัด การปิดทุกอย่างให้เป็นความลับเพื่อให้เด็กไม่ถูกตีตรา

สามารถกลับตัวมาเป็นคนดีของสังคมและไม่หวนไปกระทำความผิดซ้ำอีก กระบวนการนี้จึงเป็นการทำให้สังคมกลับคืนสมดุล โดยอยากให้มองในภาพรวมเป็นหลัก ไม่ใช่ในกรณีใดกรณีหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในภาพรวม ทั้งนี้ สำหรับเด็กหรือเยาวชนเมื่อทำผิดจะถูกดำเนินคดีภายใต้ศาลเยาวชนและครอบครัว จะมีขั้นตอนการดำเนินคดีแตกต่างไปจากผู้ใหญ่

โดย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ ที่เป็นกฎหมายกำหนดขั้นตอนและวิธีการดำเนินคดีกับเด็กหรือเยาวชน มีเจตนารมณ์และบทบัญญัติที่มุ่งฟื้นฟูเด็กหรือเยาวชนที่ทำความผิดทางอาญามากกว่ามุ่งลงโทษ ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำแนกตามเกณฑ์อายุเด็กหรือเยาวชนเป็นหลัก และเป็นไปตามหลักการสากล ขณะที่ในส่วนของบทลงโทษของเยาวชนที่มีความแตกต่างจากผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้ใหญ่นั้น เป็นเพราะเป้าประสงค์ของกระบวนการยุติธรรมทางอาญามีความต่าง โดยมองว่าเด็กคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของโลก

มีความพึ่งพิงกับครอบครัวและปัจจัยหลายด้านของสังคม กระบวนการตัดสินใจมีปัจจัยหลายอย่างประกอบ ต่างจากอาชญากรที่เป็นผู้ใหญ่ที่ผู้กระทำความผิดอาจจะเกิดจากกระบวนคิดและวิจารณญาณ กระบวนการยุติธรรมจึงต้องแยกจากผู้ใหญ่ คดีเด็กและเยาวชนจะใช้หลักการไม่ควบคุมโดยไม่จำเป็น การควบคุมตัวมีระยะเวลาที่สั้นเพียง 24 ชม.สำหรับการจับกุมต้องแจ้งไปที่สถานพินิจ จากนั้นนำตัวไปศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อตรวจสอบการจับกุมว่าเด็กได้รับการปฏิบัติที่ถูกต้องหรือไม่

และระหว่าง 30 วัน ในการควบคุมตัวศาลเยาวชนและครอบครัวจะต้องกำหนดมาตรการที่เหมาะสม เช่น บำบัดรักษา ตรวจสภาพร่างกายและจิตใจ ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว หลักการที่สำคัญคือเบี่ยงเบนคดีไม่ให้เด็กเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่จำเป็น ดังนั้นจะมีการดำเนินคดีพิเศษ ศาลสามารถทำแผนฟื้นฟู และดูว่าเด็กรู้สำนึกผิดหรือไม่ เพื่อไม่ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลอาญา

ส่วนในกรณีที่เด็กก่อเหตุอุกฉกรรจ์จะใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา โดยมีการกำหนดเงื่อนไข มีการใช้นักบำบัด นักจิตวิทยา สหวิชาชีพ เข้าอบรมเพื่อให้เด็กปรับปรุงตัวและคืนกลับเข้าสู่สังคมได้ ทั้งนี้คดีอาญาเด็กและเยาวชนมีหลักการคือ ต้องไม่นำเสนอข้อมูลส่วนบุคคลของเยาวชน ไม่มีการถ่ายภาพ บันทึกเสียง มีการห้ามคนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ารับฟังการพิจารณาคดี ที่สำคัญคือการไม่ตีตรา ให้ความสำคัญหรือให้พื้นที่สื่อกับผู้ก่อเหตุ เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ

“มีข้อสังเกตที่ท้าทายว่า พฤติกรรมในกลุ่มวัยรุ่นตอนต้น อายุ 12-15 ปี ได้รับอิทธิพลจากสื่อค่อนข้างจะมาก ในส่วนที่จะพิสูจน์ว่าพวกเขารู้สึกหรือมีเจตนาที่จะกระทำความผิดทางอาญาหรือไม่นั้น อาจจะมีข้อพิจารณาในการแก้ไขข้อกฎหมายในอนาคต เช่น นำไปรวมกับกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-18 ปี ซึ่งศาลอาจจะพิจารณาว่าอาจต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่ก็ได้” อาจารย์ณัฏฐพร กล่าว

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงคำถามหนึ่งที่ว่า “ทำไมเด็กและเยาวชนต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ” นั่นเป็นเพราะ “เด็กและเยาวชนยังไม่อาจพัฒนากระบวนการคิด หรือมีแนวคิดด้านจริยธรรม แยกแยะถูกผิดได้เท่าผู้ใหญ่” ซึ่งกว่าจะรู้ว่าอะไรถูกหรือผิด ต้องผ่านกระบวนการคิดในช่วงพัฒนาการเสียก่อนนอกจากนั้น “ความรุนแรงมีที่มาที่ไปไม่ได้อยู่ดีๆ ก็เกิดขึ้น” และ 1 พฤติกรรมอาจไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว เช่น เกม การเลี้ยงดู ฯลฯ แต่เป็นทุกเหตุปัจจัยรวมกัน

“สิ่งที่เราช่วยกันได้คือการเริ่มสังเกตพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงของเด็กๆ ทั้งทางร่างกาย วาจา และความรุนแรงที่กระทำต่อตัวเอง การทำร้ายตัวเอง ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ถ้าเราไม่อยากให้ความรุนแรงยกระดับ เราต้องเริ่มฝึกสังเกตและยับยั้งความรุนแรงกันตั้งแต่แรก ถ้าเราสามารถช่วยเด็กๆ ให้สามารถตระหนักรู้ถึงอารมณ์ที่มีอยู่ข้างใน สื่อสารได้ออกมาอย่างเหมาะสมมีคนคอยรับฟัง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็จะไม่มีการยกระดับจนนำไปสู่เหตุน่าสะเทือนใจ”ผศ.ดร.ณัฐสุดา กล่าว

Leave a comment