#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/763203

นักวิจัยจุฬาฯ สร้างนวัตกรรมใหม่ ชุดตรวจไวรัสตับอักเสบบีแบบไร้สาย
วันอังคาร ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.
กลุ่มนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์พิสิฐ ตั้งกิจวานิชย์ และ อาจารย์ ดร.ณัฐธยาน์ ช่วยเพ็ญ คณะแพทยศาสตร์ ร่วมกับศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ ชัยลภากุล และ ดร.ปฤญจพร ทีงาม ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ ร่วมกันพัฒนาชุดตรวจวัดไวรัสตับอักเสบบีแบบไร้สาย ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Wireless Point-of-Care Testing for Hepatitis B Virus infection)เพื่อช่วยในการตรวจคัดกรองหาเชื้อ วินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบบีให้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมเก็บข้อมูลขึ้นฐานข้อมูลออนไลน์ รวดเร็ว ครบ จบในขั้นตอนเดียว ตั้งเป้าผลิตเชิงอุตสาหกรรมเพื่อนำไปใช้ตรวจได้ทั่วประเทศ
ในปัจจุบัน การตรวจหาโปรตีนไวรัสตับอักเสบบี ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของบุคลากร และใช้เครื่องตรวจขนาดใหญ่แบบ machine-based assays มักมีอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่และมีราคาแพง ชุดตรวจวัดไวรัสตับอักเสบบีแบบไร้สายฯ เป็นชุดตรวจวัดสารทางชีวภาพด้วยเทคนิคทางเคมีไฟฟ้า(electrochemical biosensors) ที่เรียกว่าแอมเพอโรเมตริก(amperometric detection) สำหรับขั้นตอนการตรวจคัดกรองโรคจะใช้ “ตัวอย่างเลือด” ปริมาณซีรัม (serum) เพียง 2 ไมโครลิตร มาหยดและบ่มบนขั้วไฟฟ้าจากนั้นล้างด้วยน้ำยา wash buffer และรอให้แห้ง ใช้เวลาเพียงไม่เกิน 10 นาที ก็สามารถให้ผลการวิเคราะห์โดยจะสังเกตเห็นกระแสไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปได้
หลักการ คือหากมีเชื้อไวรัสหรือ antigen อยู่ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้า ซึ่งค่าของกระแสไฟฟ้าที่วัดได้ สามารถอ้างอิงถึงปริมาณของเชื้อที่มีอยู่คร่าวๆ
(semi-quantitative) อธิบายง่ายๆ ชุดตรวจนี้ นอกจากบอกได้ว่าเจอหรือไม่เจอเชื้อแล้ว ยังบอกปริมาณคร่าวๆ ของเชื้อที่พบได้ด้วย ถ้ากระแสไฟฟ้าน้อยคือเชื้อเยอะ กระแสไฟฟ้าเยอะคือเชื้อน้อย ใช้เวลาไม่นานก็ทราบผลและข้อมูลต่างๆ และสามารถอัปโหลดขึ้นระบบออนไลน์ได้ทันทีแบบ real time และมีความจำเพาะเจาะจงของข้อมูลได้ว่าเป็นผลตรวจของใคร ซึ่งสำหรับโรคไวรัสตับอักเสบบี การระบุว่าใครเป็นหรือไม่เป็น ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เนื่องจากเป็นโรคที่ใช้ระยะเวลานานในการรักษา
การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ปัจจุบันงานวิจัยอยู่ในเฟส 2 คือขั้นตอนของการเก็บข้อมูลเพื่อลงพื้นที่ รวมถึงการเก็บข้อมูลการใช้งาน และทำ clinical trial หรือการทดสอบทางคลินิกตาม ม.27 ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการผ่อนผันการทำวิจัย และยื่นขอ อย. ก่อนที่จะผลิตในลักษณะ commercialized kit หรือผลิตภัณฑ์ที่พร้อมวางจำหน่ายในเฟสต่อไป
