#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/766233

เมียบุก ศธ.ร้องผัว‘ผอ.โรงเรียน’แอบคบชู้พยาบาล จี้สอบด่วนใน 7 วัน
วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.43 น.
‘กัน จอมพลัง’พาแม่ค้าก๋วยเตี๋ยว บุก ศธ.ร้องผัว‘ผอ.โรงเรียน’คบชู้พยาบาล ด้าน สพฐ.จี้เขตฯ สืบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย
31 ตุลาคม 2566 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) “กัน จอมพลัง” พร้อมด้วยนางสีดา ภรรยาหลวง อาชีพแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวเดินทางยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เพื่อขอความเป็นธรรม และดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดกับสามี ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.เพชรบุรี หลังพบว่าแอบคบชู้กับพยาบาล
ขณะที่สาวคู่กรณีโฟนอินเข้ามาในรายการโหนกระแส เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 ชี้แจงว่า มีประสบการณ์ทำงานหลายอย่าง ดูแลสุขภาพ สภาพจิตใจให้ผู้อำนวยการโรงเรียน ไปโรงแรมด้วยกันเพราะฟื้นฟูร่างกาย ไปโรงแรมเพราะสถานที่นั้นปลอดภัย มีกล้องวงจรปิด ส่วนเรื่องคดีขอให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล โดยมีนายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พร้อมด้วย นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้รับเรื่อง
นายกัน กล่าวว่า ตนพานางสีดา มายื่นหนังสือร้องเรียนสามีซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อมาดูเรื่องจริยธรรม ว่าสมควรหรือไม่ ที่มีภรรยาแล้ว ยังมีภรรยาน้อย ซึ่งสามีได้ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นที่ปรึกษา ก็ต้องมาดูว่าปรึกษากันเรื่องใด โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูนได้มอบหมายให้ รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นผู้มารับหนังสือ ถึงวันนี้แล้วเชื่อว่า นางสีดาไม่ยอมความอย่างแน่นอน
นางสีดา กล่าวว่า ตนอยากให้ดำเนินการวินัยขั้นสูงสุด และไม่อยากให้มีโอกาสได้เป็นครูอีกต่อไป โดยอยากให้สามีลองมาใช้ชีวิตแบบบ้านๆ ว่าลำบาก ขณะที่สามีกล่าวหาว่าตนเอง มีคนอื่น ก็อยากให้ลองมาใช้ชีวิตแบบนี้ดู ตนใช้ชีวิตร่วมกับสามีมากว่า 30 ปี จนอายุขนาดนี้ ยังจะเลิกกับตน แต่ไม่ใช้วิธีพูดกันดีๆ กลับฟ้องทิ้งร้าง 1 ปี เป็นวิธีหมาลอบกัด หลังตนป่วยจนจะต้องเข้าผ่าตัด และต้องพักฟื้น ซึ่งตามกฎหมายหากไม่มาสู้คดี ภายใน 1 เดือน เขาสามารถเซ็นหย่าได้แต่เพียงลำพัง จึงอยากถามว่า ทำได้อย่างไร
“เมื่อวานสามีให้สัมภาษณ์ว่า ดิฉันมีคนอื่น ถ้าคดีจบก็บอกว่า จะไม่เอาดิฉัน และพร้อมที่จะมีคนอื่นทันที ทำให้ดิฉันเสียใจมาก ส่วนที่บอกว่ามีคลิปเป็นหลักฐานว่าดิฉันมีคนอื่น ก็ขอให้เอามาเปิดให้ทุกคนได้เห็น ยืนยันว่า ดิฉันไม่เคยมีพฤติกรรมแบบนั้น และอยากถามว่า ถ้ามีคลิปว่าดิฉันอยู่กับคนอื่นทำไมไม่เอาคลิปดังกล่าวมาฟ้อง แต่มาฟ้องทิ้งร้างทำไม ถ้ามีหลักฐานขนาดนั้น อยากถามว่าดิฉันเป็นคนธรรมดา มีสามีเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน จะต้องไปหาสามีแบบไหนอีก” นางสีดา กล่าว
นางสีดา กล่าวต่อว่า ส่วนตัวไม่กังวลในเรื่องคดีที่ถูกสามีและฝ่ายหญิงแจ้งความ หากศาลตัดสินมาอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น เพราะทราบว่า สามีจะมีการแจ้งความกลับอีก ซึ่งตนไม่ได้สนใจและไม่ได้ทำแบบที่เขาว่า ทั้งนี้ ตนไม่สามารถติดต่อสามีได้กว่า 4 เดือนแล้ว เพราะสามีออกจากบ้านไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หาเหตุออกไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้น
ส่วนที่บอกว่า พยาบาลเป็นที่ปรึกษา ตนไม่เชื่อ ในสำนวนฟ้องก็ระบุว่า ผู้หญิงคนดังกล่าว เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา อยากถามว่า เป็นบุคลากรในส่วนใด ถึงจะมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของสามีตน ขณะที่ผ่านมา ตนเห็นสามีและหญิงรายดังกล่าว ไปโรงแรมหลายที่ มาศาลมาด้วยกัน สามีเป็นพยานให้ผู้หญิงอื่นฟ้องภรรยาตัวเอง ทั้งที่สามีเป็นคนผิด ถ้ายอมรับก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ยอม คิดจะเอาเป็นเอาตาย เอากฎหมายมาบีบ ทั้งที่ตนเจ็บช้ำน้ำใจ แต่ก็ยังไปมาหาสู่แทนที่จะรอให้จบเรื่องไปก่อน ขณะที่หญิงคู่กรณีก็ประกาศว่ามีสามี เป็นนายพล มีลูกด้วยกัน และยืนยันว่า เป็นแค่ที่ปรึกษากัน
นางสีดา กล่าวต่อว่า ในส่วนของตนเองมีการฟ้องชู้ สามี 1 คดี โดยเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 5 แสนบาท แต่สามี และหญิงคู่กรณีฟ้องตนหลายคดี โดยสามีฟ้องทิ้งร้าง 1 คดี ทำร้ายร่างกาย เอาผิดจนถึงที่สุด 1 คดี ฝ่ายหญิงฟ้องดูหมิ่นซึ่งหน้า โดยสามีสามารถแคปข้อความที่ตนต่อว่าหญิงรายดังกล่าวในไลน์ส่วนตัวของสามีไปให้หญิงรายดังกล่าว เพื่อใช้เป็นหลักฐานฟ้องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา อีก 1 คดี
“จึงอยากถามว่า สามีเป็นอะไรกับผู้หญิงคนนั้น ถึงต้องแคปข้อความของภรรยาตัวเองไปให้ผู้หญิงอื่นฟ้อง ใจดำเกินไปหรือไม่ การมาวันนี้อยากเป็นตัวแทนของเมียหลวง ที่มีหน้าที่การงานไม่ได้ทัดหน้าเทียมตาสามี อยากให้ลุกขึ้นสู้ อย่าอยู่เฉย ยอมเขาทุกอย่าง” นางสีดา กล่าว
ด้านนายพัฒนะ กล่าวว่า สพฐ.พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยล่าสุดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เพชรบุรี เขต 2 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2553 ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงผู้อำนวยการโรงเรียนรายดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ในส่วนของ สพฐ.ก็ได้ขอเร่งรัดให้ดำเนินการสืบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน เพื่อตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง หรือไม่ร้ายแรง ตามข้อเท็จจริงต่อไป
ทั้งนี้ ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อย่างไรก็ตามผู้อำนวยการโรงเรียนรายนี้ยังทำหน้าที่ผู้อำนวยการในโรงเรียนเช่นเดิม เนื่องจากคู่กรณีไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนเดียวกัน และไม่ได้เป็นข้าราชการครู จึงไม่มีโอกาสไปข่มขู่หรือยุ่งกับพยานหลักฐาน
“เบื้องต้นได้มีการพูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนรายดังกล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นความผิดส่วนตัว ความผิดทางวินัย และอาญาก็ต้องว่าไปตามขั้นตอน ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนถ้ามีเรื่องอื้อฉาว ถือว่ามีความผิด ถือว่าเป็นผู้มีความประพฤติชั่ว ส่วนจะร้ายแรงหรือไม่ ก็ต้องว่าไปตามรูปคดี ถ้าร้ายแรงมีโทษปลดออก กับไล่ออก” นายพัฒนะ กล่าว