#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/766597

ยัสปาล กรุ๊ป สนับสนุนดีไซเนอร์รุ่นใหม่ตีโจทย์แฟชั่นเพื่อความยั่งยืน
วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.
เพราะเชื่อมั่นในความคิดสร้างสรรค์ของดีไซเนอร์คนรุ่นใหม่ “ยัสปาล กรุ๊ป” จึงมุ่งสนับสนุนและส่งเสริมความสามารถของนักออกแบบรุ่นใหม่ผ่านกิจกรรมหลายรูปแบบ ล่าสุดได้มอบทุนการศึกษาให้แก่นิสิตนักศึกษาสาขาแฟชั่นดีไซน์ ในโครงการ JASPAL GROUP Scholarship Program ภายใต้ โจทย์ “Sustainability” จำนวน 7 คน ทุนการศึกษาทุนละ 200,000 บาทรวม 1,400,000 บาท พร้อมได้รับประสบการณ์ตรงในการฝึกงานกับแฟชั่นดีไซเนอร์มืออาชีพของแบรนด์ดังต่างๆ ในยัสปาล กรุ๊ป อย่างใกล้ชิดในเรื่องแฟชั่นเพื่อความยั่งยืน
เควินทร์ สิงห์สัจจเทศ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยัสปาล กรุ๊ป เราเชื่อมั่นใน The Power of Next ที่เป็นพลังศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ด้วยความแข็งแกร่งขององค์กรในฐานะผู้นำของอุตสาหกรรมแฟชั่นของประเทศไทยที่พร้อมจะถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ให้มีศักยภาพและเป็นพลังขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมแฟชั่นของไทยเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป จึงได้ริ่เริ่มโครงการ JASPAL GROUP Scholarship Program ซึ่งในปีนี้ได้ถูกจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เป็นโครงการเฟ้นหานักออกแบบรุ่นใหม่ครั้งแรกของวงการแฟชั่นเมืองไทยที่มอบการสนับสนุนแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ทุนการศึกษา ไปจนถึงโอกาสการทำงานกับนักออกแบบมืออาชีพ โดยในปีนี้มีนิสิตนักศึกษาสนใจส่งผลงานเข้าร่วมคัดเลือกถึง 82 ผลงาน ภายใต้โจทย์ “Sustainability” หัวข้อที่อุตสาหกรรมแฟชั่นทั่วโลก รวมถึงยัสปาล กรุ๊ป ให้ความสำคัญอย่างมาก
นิสิตนักศึกษาทั้ง 7 คน ผู้ชนะทุนการศึกษาและได้รับโอกาสฝึกงานกับดีไซเนอร์แบรนด์ดังในบริษัทฯ ได้แก่ ธนัชพร วรธงไชย จากมหาวิทยาลัยศิลปากร, ฐิติวุฒิ ใจภักดี และ ทศพร ภู่ถาวร จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, อรรถพล มีพันธ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เอเซีย เสนาขันธ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ธนดล คันยุไร จากมหาวิทยาลัยรังสิต และ ณัชชา พงษ์พันธ์เกษม จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ
ธนัชพร วรธงไชย หรือ น้องไหม นักศึกษาคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาออกแบบเครื่องแต่งกาย กล่าวว่า รู้จักโครงการจากที่บริษัทเข้าไปประชาสัมพันธ์ในมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปีที่แล้ว และอยากทดสอบผลงานของตัวเองนอกรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งการได้ออกมาเรียนรู้โลกภายนอกได้ประโยชน์มาก เพราะในมหาวิทยาลัยสิ่งที่ทำจะเป็นครีเอทีฟอย่างเดียวไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องการขาย แต่ในโลกการทำงานจริงได้เรียนรู้เกี่ยวกับแฟชั่นในเชิงพาณิชย์จริงๆ ว่าเป็นอย่างไร ที่ต้องคำนึงถึงลูกค้า คำนึงถึงกลุ่มเป้าหมาย และความเป็นตัวตนของแบรนด์
“เรื่องแฟชั่นเพื่อความยั่งยืนนั้น ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น หลายๆ แบรนด์เริ่มนำวัสดุรีไซเคิลเข้ามาใช้ เพื่อตอบสนองความต้องการในชุดนี้ แต่ต้องคำนึงถึงดีไซน์ที่ตรงกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ด้วย ส่วนในมุมการออกแบบแฟชั่นสามารถทำได้หลายทางทั้งเรื่องวัสดุ และกระบวนการทำงานเช่น การนำวัสดุเหลือใช้มาทำ หรือลดกระบวนการทำงานลง โดยส่วนตัวอยากนำเสนอความยั่งยืนในด้านการออกแบบ ผ่านการทำเสื้อผ้าที่ใส่ได้นานขึ้น แต่ไม่ได้อยากให้เป็นไอเทมคลาสสิก จึงเพิ่มดีไซน์เข้ามาปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นของเสื้อผ้า เพื่อความสนุกในการแต่งตัวที่ยังอยู่บนพื้นฐานของไทม์เลส ดีไซน์”
ด้าน ณัชชา พงษ์พันธ์เกษม หรือ น้องเมย์ นักศึกษาสาขาออกแบบแฟชั่น มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มีความฝันอยากเป็นดีไซเนอร์ตั้งแต่เด็ก และอยากเป็นเจ้าของแบรนด์ กล่าวว่า สาเหตุที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ เพราะชอบและสนใจเรื่องความยั่งยืน โดยปัจจุบันคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจเรื่องนี้มาก และยังได้นำแนวคิดเรื่องนี้ไปทำธีซิสด้วย โดยตอนนี้กำลังดูว่าจะทำอย่างไรให้ผลงานน่าสนใจมากขึ้น เพราะความยั่งยืนเกี่ยวกับแฟชั่นมีความหลากหลายมาก ทั้งเรื่องการผลิตใหม่ การใช้ซ้ำ และซีโร่ เวสต์ แต่มองว่าคนส่วนใหญ่ยังต้องการสวมใส่เสื้อผ้าใหม่ และใช้สินค้าใหม่มากกว่า ดังนั้น ความยั่งยืนน่าจะนำไปใช้ในกระบวนการผลิตจะสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากกว่า
“อยากชวนน้องๆ ให้เข้ามาลองหาประสบการณ์จากโครงการนี้ เพราะการฝึกงานทำให้โตขึ้นและได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ นอกรั้วมหาวิทยาลัย ผลงานที่ทำจะได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น มีพี่ๆ ช่วยคิดว่าทำให้งานตอบโจทย์ได้หลากหลายมากขึ้น ต่างจากในมหาวิทยาลัยที่จะจำกัดกลุ่มเป้าหมายตามที่เรากำหนด สุดท้ายคืออยากให้โครงการนี้สนับสนุนน้องๆ รุ่นต่อไปอีกเรื่อยๆ”
ทศพร ภู่ถาวร หรือ น้องอาร์ม นักศึกษาสาขาแฟชั่นสิ่งทอและเครื่องประดับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร คนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจอยากเป็นดีไซเนอร์ กล่าวว่า ได้รับอิทธิพลมาจากคุณแม่ที่เป็นคนชอบแต่งตัว ซึ่งการเลือกเรียนในสายนี้ถือว่าตรงกับความต้องการของตัวเอง ความคิดแรกที่เข้าสมัครร่วมโครงการของยัสปาล กรุ๊ป คือ อยากได้ทุนไปพัฒนาธีซิสให้ดี จึงจำเป็นต้องใช้เงินทุนสูงรวมถึงการมีโอกาสฝึกงานทำให้ได้เรียนรู้ในทุกกระบวนการ ตั้งแต่เรื่องการหาเทรนด์ การดีไซน์แบบล่วงหน้า การออกแบบเพื่อให้คนในวงกว้างเข้าถึงแบรนด์ง่ายขึ้น ที่สำคัญสวมใส่ได้จริง
“ในช่วงเวลาที่ฝึกงาน ได้มีผลงานที่ออกมาขายจริงด้วย รู้สึกดีใจมากที่จะได้เห็นคนใส่เสื้อผ้าที่เราออกแบบร่วมกับพี่ๆ รู้สึกว่าโครงการนี้ดีมากๆ ยังไม่เคยเจอบริษัทไหนที่มีโครงการแบบนี้มีความชัดเจนเรื่องการสนับสนุนนักศึกษาที่บางคนอาจจะมีทุนทรัพย์น้อย แต่มีความสามารถได้มีโอกาสต่อยอดทั้งการทำธีซิส และเส้นทางในอนาคต อยากให้น้องๆรุ่นถัดไปเข้ามาลองวัดความสามารถกัน ถ้าได้รับคัดเลือกก็จะเป็นการสนับสนุนชีวิตของตัวเองได้
โดยส่วนตัวเน้นการดีไซน์ชุดใหม่ที่ใส่ได้จริง และใส่ได้ยาวนาน คือสามารถใส่ได้หลากหลายและคุ้มค่า โดยความยั่งยืนในแบรนด์ของตัวเองในอนาคต มองถึงการนำเรื่องของภูมิปัญญาของไทย และสิ่งรอบๆ ตัวมาใช้ เช่น ยางพารา สามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย แต่หากในมุมของแฟชั่นคิดว่าน่าจะนำมาพัฒนาเป็นสินค้าแฟชั่นได้ เช่น การนำยางพารามาผสมเป็นหนังเทียม เอามาทำกระเป๋าหรือเครื่องประดับได้ทั้งยังนำมาพัฒนาเป็นเส้นใยได้ ที่สำคัญการใช้ยางพาราจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเกษตรกรไทยด้วย”
ปิดท้ายกับเด็กเรียนดีสายวิทย์ที่สนใจศิลปะและอยากเป็นดีไซเนอร์ ธนดล คันยุไร หรือ น้องดิว นักศึกษาสาขาวิชาแฟชั่นดีไซน์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยได้ตัดสินใจเปลี่ยนจากการเรียนสาขาคณิตศาสตร์ประกันภัยมาเป็นสาขาแฟชั่นดีไซน์ ด้วยความมุ่งมั่นทำให้ได้เกรดเฉลี่ย 4.00 มาตลอด และตั้งใจที่จะสมัครเข้าร่วมโครงการของยัสปาล กรุ๊ป ซึ่งดีใจมากที่ได้รับทุนการศึกษาเพราะถือเป็นอีกบทพิสูจน์ของความตั้งใจแม้เปลี่ยนสาขามาเรียนด้านนี้ก็สามารถทำให้ทุกคนภูมิใจได้ โดยจะนำทุนไปใช้ในการทำศิลปนิพนธ์
“โครงการของยัสปาล กรุ๊ป ดีมากๆ รู้สึกดีใจที่ได้เข้าร่วม ซึ่งเด็กเก่งอีกมากที่ขาดทุนทรัพย์จะได้มีโอกาสมากขึ้น ผมเชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพในตัวเอง สิ่งที่อยากจะฝากกับรุ่นถัดไป คือขอให้รักษาความเป็นตัวเองไว้ เพราะจะทำให้เราโดดเด่น แตกต่างจากคนอื่น และเมื่อเรามีความเป็นตัวตน หรือ Identity วันหนึ่งที่จะต้องเรียนรู้ก็ควรคำนึงถึงความเป็นตัวตนของคนอื่น เพื่อนำมาปรับกับเราด้วย เพื่อให้เกิดผลงานที่ดียิ่งขึ้น ส่วนเรื่องความยั่งยืนนั้น ผมให้ความสำคัญกับการนำมาให้ซ้ำมากกว่าการผลิตใหม่ ใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การวางแพทเทิร์นไม่ให้เหลือทิ้ง หรือเหลือน้อยที่สุด หรือการนำผ้าเก่ามาเอาเส้นใยออกแล้วทอเป็นผืนใหม่”
