ภูมิคุ้มกันความผิดหวังและเสียใจ ควรเริ่มสร้างตั้งแต่เด็กช่วงวัย1-3ขวบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767576

ภูมิคุ้มกันความผิดหวังและเสียใจ ควรเริ่มสร้างตั้งแต่เด็กช่วงวัย1-3ขวบ

ภูมิคุ้มกันความผิดหวังและเสียใจ ควรเริ่มสร้างตั้งแต่เด็กช่วงวัย1-3ขวบ

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 07.20 น.

การเผชิญความ “ผิดหวัง” เหตุการณ์เหล่านี้สำหรับผู้ใหญ่อาจแค่เซ็งในหัวใจ แต่สำหรับเด็กแล้วส่งผลต่อจิตใจอย่างยิ่ง ความรู้สึกผิดหวัง เสียใจ ทุกข์ใจที่เกิดขึ้นในเด็ก นำสู่ปัญหาสุขภาพจิตและการฆ่าตัวตายอย่างมากมายในทุกวันนี้

แพทย์หญิงกิติมา ยุทธวงศ์ผู้อำนวยการบริหารสมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก (Pediatric Nutrition Manufacturer Association : PNMA) ได้แนะนำว่าควรสร้างภูมิคุ้มกันด้านจิตใจให้กับเด็กตั้งแต่ช่วงวัย 1-3 ขวบ ด้วยวิธีการสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับเด็ก สร้างความมั่นคงทางอารมณ์ หรือ สร้างความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งจะกลายเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญของพวกเขา ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

เป็นตัวอย่างที่ดี เราควรปฏิบัติตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ เช่นการแสดงมารยาททางสังคมที่ดี การหยิบจับใช้สิ่งของต่างๆ อย่างปลอดภัยถูกวิธี ในระหว่างที่เด็กๆ กำลังเลียนแบบ หรือขอลองทำสิ่งต่างๆ ไม่ควรห้าม และควรใช้โอกาสนี้สอนให้ใช้งานสิ่งของต่างๆ ภายในบ้าน การเรียนรู้การเข้าสังคม และมารยาทนอกบ้านเป็นสิ่งจำเป็น เมื่อเด็กมีความเข้าใจในสิ่งรอบข้าง ได้เคยลองลงมือทำพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่มาแล้ว จะทำให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วยประสบการณ์ของเขาเอง และแยกแยะบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่ดี และเอาตัวออกห่างจากบุคคลเหล่านั้นได้ในอนาคต

กล่าวคำชมทุกครั้งที่เด็กทำได้ การกล่าวคำชมจะช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเองเด็กได้เป็นอย่างดี ทุกครั้งที่ทำตามที่สอนได้ควรกล่าวคำชม เพื่อให้เด็กมั่นใจว่าทำสิ่งถูกต้อง และอยากทำซ้ำเพื่อให้ได้รับคำชมหรือยอมรับจากผู้ใหญ่ ควรชมมากขึ้นในกรณีที่ช่วยเหลืองานบ้านด้วยความสมัครใจ ซึ่งจะทำให้เด็กมีนิสัยรักความสะอาด ช่วยเหลืองานบ้าน และควรระวังเรื่องการให้รางวัล หากมากเกินไปจะส่งผลให้เด็กเฝ้ารอหรือผิดหวังได้ การให้ของรางวัลควรให้เฉพาะที่เป็นเรื่องสำคัญ หรืออาจเลือกวิธีเลี้ยงฉลองด้วยกันทั้งครอบครัว เพื่อให้เห็นว่าการทำเรื่องที่ดี ทำให้ครอบครัวมีความสุขมากกว่าสิ่งของที่ได้รับเพียงคนเดียว

เลี่ยงการดุด้วยถ้อยคำและการใช้กำลังลงโทษ การดุลูกด้วยน้ำเสียงและถ้อยคำที่รุนแรงส่งผลต่อสภาพจิตใจของเด็กโดยตรง ทำให้เด็กเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าตัดสินใจลงมือทำด้วยตัวเอง กลัวทำพลาดแล้วจะถูกดุ ถูกลงโทษ และยังส่งผลถึงความมั่นใจในการใช้ชีวิตในสังคมเมื่อถูกต่อว่าข่มขู่จากผู้อื่นโดยจะหวาดกลัวจนยอมทำตามในสิ่งที่ไม่อยากทำ การลงโทษเด็กควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากการใช้เหตุผลพูดคุยว่าพวกเขาทำผิดอะไร และผลเสียที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อตัวเขาและสิ่งต่างๆ รอบข้างอย่างไรบ้าง

ดูแลโภชนาการและพัฒนาการให้เติบโตสมวัย เด็กในช่วงวัยนี้ มีพัฒนาการด้านร่างกายและสมองเติบโตรวดเร็วที่สุด หากได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอสมวัย ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง มีส่วนสูงมากกว่าหรือเท่ากับเพื่อนๆ ไม่ได้เป็นเด็กที่ตัวเล็กสุดในห้อง อ้วนหรือผอมเกินไปจนถูกล้อเลียน จะมีพัฒนาการด้านร่างกาย และสติปัญญาที่พร้อมรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น สามารถเรียนรู้และทำสิ่งต่างๆ ได้ดีไม่แพ้เพื่อนคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน

สอนเด็กให้รู้จักอารมณ์ตัวเองเด็กในช่วงวัยนี้ โดยเฉพาะช่วง 2 ขวบ มักจะถูกเรียกว่าวัยทอง 2 ขวบ ผู้ใหญ่สามารถสอนให้พวกเขารู้จักอารมณ์ต่างๆ เช่น หัวเราะ ร้องไห้ โกรธไม่พอใจ ร่าเริง โศกเศร้า ว่าเป็นอย่างไร เด็กๆ ก็จะได้รู้จักอารมณ์ด้านต่างๆ การควบคุมอารมณ์ต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้ ฝึกฝน ต้องค่อยๆ สอนอย่างใจเย็นและอดทนเพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นเด็กที่รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ขี้โมโห และเอาแต่ใจ

ให้เด็กทดลองเล่นให้มีความหลากหลาย เพื่อค้นหาความชอบ เด็กที่ค้นพบความถนัดของตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก มีส่วนช่วยทำให้เขาเกิดความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งมีผลเกี่ยวเนื่องถึงความฉลาดทางอารมณ์ทางอ้อม เมื่ออนาคตเขาได้รับคำวิจารณ์ด้านลบอย่างรุนแรง ก็จะสามารถรับมือกับผลกระทบตรงนั้นได้ เพราะรู้ตัวดีว่าตัวเองเก่งด้านไหนและอยากทำอาชีพอะไรในอนาคต เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่รู้ตัวว่ามีความถนัดอะไร เมื่อได้รับความวิจารณ์ด้านลบ จะคิดว่าเขาไม่เก่ง จนกลายเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง ท้อแท้ ผิดหวัง และรับมือกับอารมณ์ของตัวเองได้ยากกว่า

ให้เด็กพบกับความล้มเหลว และเรียนรู้ที่จะแก้ไขด้วยตัวเอง เด็กหลายคนถูกเลี้ยงดูมาด้วยผู้ใหญ่ที่คอยช่วยเหลือทุกอย่างตลอดเวลา และเมื่อถึงเวลาที่ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง การจัดการความผิดหวังจะยากกว่าเด็กที่เคยผิดพลาดล้มเหลวเป็นประจำ จนรู้ว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ แต่พลาดแล้วต้องแก้ไขให้ดีขึ้น ควรปล่อยให้เด็กลงมือทำและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูกจากปัญหาที่พบจะทำให้เด็กรู้จักเรียนรู้ความผิดพลาด ปรับตัวยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ ผู้ใหญ่ควรเข้าไปช่วยเมื่อเด็กร้องขอเท่านั้น เมื่อแนะนำทำเป็นตัวอย่างให้ดูแล้ว ก็ปล่อยให้เด็กทำต่อด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้พวกเขาสามารถบริหารจัดการความผิดหวัง และรู้วิธีแก้ไขปัญหาได้ดียิ่งขึ้น

พญ.กิติมา กล่าวทิ้งท้ายว่า หากเด็กๆ ได้รับภูมิคุ้มกันด้วยการความมั่นใจในตัวเอง ความมั่นคงทางอารมณ์ และฝึกฝนทักษะการแก้ปัญหาอันล้ำค่าที่เกิดจากความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า อย่าลืมสอนพวกเขาให้รู้ว่า อย่าให้ความผิดพลาดของเราในวันนี้เป็นสิ่งกำหนดความสามารถเราทั้งชีวิต วันนี้เราทำไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าวันหน้าเราจะทำไม่ได้ อย่าให้ความผิดหวังเพียงเล็กน้อยเป็นตัวตัดสินเราทั้งชีวิต

Leave a comment