#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/768245

แนวหน้า Talk : ‘สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ’ เบื้องหลัง‘จักรวาลไทบ้าน’ ถึง‘สัปเหร่อ’หนังไทยแห่งปี
วันศุกร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.
เชื่อได้ว่าในช่วงเกือบๆ 1 เดือนมานี้ หนึ่งในเรื่องที่เป็นกระแสถูกพูดถึงอย่างมากคงหนีไม่พ้น “สัปเหร่อ” ภาพยนตร์ไทยในตระกูล “จักรวาลไทบ้าน” ที่ทำรายได้แตะ 700 ล้านบาท และเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่กวาดรายได้ถล่มทลายระดับนี้ในยุคหลังสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทั้งที่ “ไม่ใช่หนังกระแสหลัก” ไม่ได้ผลิตโดยสตูดิโอชื่อดัง ผู้สร้างและนักแสดงก็ไม่ใช่บิ๊กเนม ซึ่งเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2566 ที่ผ่านมา“สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” ผู้อยู่เบื้องหลังทีมงานจักรวาลไทบ้าน ได้มาบอกเล่าผ่านรายการ “แนวหน้า Talk” ถึงเรื่องราวจุดกำเนิดก่อนจะสู่ความสำเร็จครั้งนี้
สิริพงศ์ หรือ “เสี่ยโต้ง” ซึ่งด้านหนึ่งใช้ชีวิตในฐานะนักการเมือง โดยเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ส่วนปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นนักธุรกิจที่มุ่งหวังอยากเห็นการพัฒนาในท้องถิ่น กระทั่งไปพบกับทีมงานที่ต่อมาจะกลายเป็นผู้ให้กำเนิดจักรวาลไทบ้าน โดยจุดเริ่มต้นนั้นมาจากการจัดค่ายดูดาว ตั้งแต่ประมาณปี 2547 ชวนเด็กและเยาวชนในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ มาร่วมกิจกรรม

ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป มีกลุ่มหนึ่งได้กลับมาบอกตนว่ากิจกรรมดูดาวทำให้รู้สึกชื่นชอบการใช้กล้องและการทำภาพยนตร์ และเคยส่งผลงานภาพยนตร์สั้นประกวดได้อันดับ 2ในระดับประเทศ ในเวลานั้นคนรุ่นใหม่กลุ่มดังกล่าวกำลังหาทุนไปทำภาพยนตร์แนวอินดี้ จินตนาการจะดูสูงๆ หน่อย เนื้อหาประมาณชาย-หญิง ขายกาแฟ เจอกันทุกวันจนชอบพอกัน แต่สุดท้ายคือความฝัน เสี่ยโต้งจึงลองให้โจทย์ไปว่า ลองทำหนังโปรโมทกิจกรรมดู โดยจะให้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จากที่มาขอเงิน 15,000 บาท ก็เพิ่มให้เป็น 3 หมื่นบาท
“บอกเขาลองทำหนังจังหวัดให้หน่อย เฮียให้ 3 หมื่นเพราะตอนนั้นจะมีอีเว้นท์ ทำให้คนรู้ว่าจะมีอีเว้นท์แบบไม่ฮาร์ดเซลล์ ตอนนั้นจะแข่งวงโยธวาทิต อยู่ดีๆ สมมุติมาบอกว่า เฮ้ย! แข่งวงโยธวาทิตนะ น่าเบื่อ! ทำเป็นหนังสั้นสักเรื่องหนึ่งแล้วให้คนรู้ พอทำออกมา เออ! เข้าท่า วันเกิดพ่อผม ปีนั้นแซยิดพอดี 60 ปี ก็บอกว่าทำหนังชีวประวัติพ่อให้หน่อย ก็จ้างเขาทำ ออกมา เฮ้ย! ดี หลังจากนั้นเขาก็เลยมาขอเงิน เขาบอกเขามีโปรเจกท์” สิริพงศ์ กล่าว
ทีมงานชุดแรกของจักรวาลไทบ้าน ประกอบด้วย “กั๊ต จ็อบ ศักดิ์และโอม” เสี่ยโต้ง เล่าว่า พวกเขาได้มา “ขายไอเดีย” ต้องการทำภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งโดยใช้ชื่อว่า “ไทบ้านเดอะซีรี่ส์” โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากซีรี่ส์วัยรุ่นอย่าง “ฮอร์โมน..วัยว้าวุ่น” ซึ่งพวกเขาได้ตั้งคำถามว่า “ในเมื่อมีซีรี่ส์วัยรุ่นได้..แล้วทำไมจะมีซีรี่ส์อีสานไม่ได้?” แต่ในเวลานั้นต้องยอมรับว่า “ไม่สามารถหาสปอนเซอร์ได้เพราะไม่มีนักแสดงคนใดที่เป็นที่รู้จักเลย” แต่จุดเด่นสำหรับผู้ที่ได้ชมภาพยนตร์ชุดนี้ ก็จะเห็นว่านักแสดงเล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนดูดาราแต่เหมือนดูเพื่อนแสดง
แม้ธุรกิจในมือจะไม่มีเลยที่เกี่ยวข้องกับแวดวงภาพยนตร์หรือวงการบันเทิงใดๆ แต่ เสี่ยโต้ง-สิริพงศ์ กล่าวว่า ตนเองนั้นรู้สึก “ชอบ” กับแนวคิดที่คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้นำเสนอ ซึ่งมัน “โดนใจ” อย่างมากกับตนเองที่เป็นคนประเภท “ท้องถิ่นนิยม” จึงอยากลองให้โอกาส อีกทั้งยัง “คิดไกล” ไปถึงขั้นมองว่า “ไม่อยากให้เป็นเพียงเนื้อหาเฉพาะกลุ่ม..แต่อยากให้ไปถึงขั้นอยู่ในกระแสหลัก” ด้วยเนื้อหาที่ดูสนุกและน่าสนใจ
เป็นที่มาของการตกลง “ซื้อ” ไอเดียที่นำเสนอ แต่ก็ให้โจทย์ไปว่า “ขอให้ถ่ายทำกันที่บ้านเรา คือจังหวัดศรีสะเกษ” ด้วยเห็นตัวอย่างจาก “กวนมึนโฮ” ภาพยนตร์ไทยที่ยกกองไปถ่ายทำถึงประเทศเกาหลีใต้ ส่งผลให้มีแฟนหนังจำนวนมากบินข้ามน้ำข้ามทะเลไป “ตามรอย” ภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงแดนกิมจิจึงเชื่อว่า หากภาพยนตร์ไทบ้านโด่งดังเป็นกระแสขึ้นมาก็น่าจะมีคนมาตามรอยสถานที่ต่างๆ ใน จ.ศรีสะเกษ ที่ใช้ถ่ายทำบ้าง
และต้องบอกว่า “มีจริงๆ” เมื่อภาพยนตร์เรื่องแรกของซีรี่ส์ออกฉายในปี 2560 และประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย จากทุนสร้าง 2 ล้านบาท ซึ่งคิดไว้แล้วว่าหากขาดทุนก็ถือเสียว่าเป็นการประชาสัมพันธ์จังหวัดไป แต่กลายเป็นเมื่อฉายจริงกลับทำรายได้ไปถึง 37 ล้านบาท แต่ด้วยเป็นสตูดิโอและทีมสร้างเล็กๆ งบประมาณมีจำกัด จึงทำได้เพียงนำ“สแตนดี (Standee)” หรือป้ายขนาดเท่าตัวนักแสดง ไปติดตั้งตามจุดเหล่านั้นให้แฟนภาพยนตร์มาถ่ายรูป ไม่ได้ทำเป็นรูปปั้นใหญ่โตเหมือนการโปรโมทฉากในภาพยนตร์บางเรื่อง

“มันไม่ใช่ว่าตีรอบนอก มันไม่มีโรงไหนรับฉาย โรงที่รับฉายคือโรงในอีสาน ที่เขาเป็นสายหนังชื่อ MVP มันก็ฉายได้ ทีนี้เราได้เห็นเลยที่ฉายในอีสานภาคแรก เราเห็นโรงหนังเล็กๆ คือโรงหนังถ้าคนกรุงเทพฯเห็น จะเห็นเอสเอฟฯ-เมเจอร์ฯ เขาก็จะรู้เท่านี้ แต่ในต่างจังหวัดมันจะมีโรงหนังท้องถิ่น โรงหนังไฟว์สตาร์ โรงหนังตามชื่อห้าง อย่างถ้าอุบลฯ ก็จะเป็นเนวาดา จะเป็นโรงหนังท้องถิ่น
แล้วโรงหนังเล็กๆ กำลังในการสู้ของเขามันสู้โรงหนังใหญ่ไม่ได้หรอก เขาไม่ได้มีงบมากมายที่จะไปแต่งสวยๆไปรีโนเวท อย่างไรหนังเขาก็มาทีหลัง แต่พอหนังไทบ้านเข้าโรงหนังเล็กๆ แบบนี้เขาบอกว่าเขามีกำลังใจ บางคนบอกรอบทุ่มหนึ่ง ปกติมีคนดู 5 คน แต่ไทบ้านมาเต็มเลย อันนี้คือปรากฏการณ์ภาคแรก แล้วก็ได้ยินเพื่อนอีกคนที่ทำโรงหนังเขาเล่าให้ฟัง เขาบอกว่าชุบชีวิตเลย” สิริพงศ์ กล่าว
เสี่ยโต้ง เล่าต่อไปว่า ส่วนภาพยนตร์สัปเหร่อซึ่งเป็นเรื่องล่าสุด โปรเจกท์เริ่มถ่ายทำไปบ้างแล้วหลังเสร็จสิ้นการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “ไทบ้านเดอะซีรี่ส์ 2.2” แต่ก็ต้องหยุดไปจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 แล้วเมื่อกลับมาถ่ายทำ “ต้องเต” ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ได้เขียนบทภาพยนตร์ขึ้นใหม่ เพราะบทภาพยนตร์เดิมที่ถ่ายทำไว้เมื่อ4 ปีก่อน มุขต่างๆ อาจดูล้าสมัยไปแล้ว
ส่วนคำถามที่ว่า ในการเป็นนายทุนได้เข้าไปควบคุมดูแล หรือให้อิสระกับทีมสร้างภาพยนตร์มาก-น้อยเพียงใด เรื่องนี้ตนเองอาจติดนิสัยมาจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งเมื่อจะทำอะไรพ่อจะถามเสมอว่าทำไปทำไม และเราก็มีหน้าที่ต้องอธิบายเหตุผลให้ได้ โดยหลังจากภาพยนตร์ภาคแรกได้กำไร ทีมผู้สร้างก็ได้นำเงินมาคืน ซึ่งนอกจากทุนที่ให้ไปแล้ว กำไรที่เหลือก็ได้มอบให้ทีมผู้สร้าง บอกว่าเอาไปสร้างเนื้อสร้างตัว ทำบริษัท และหลังจากนั้นก็กลายเป็นความสัมพันธ์เสมือนครอบครัวเดียวกัน
เช่น เมื่อพวกเขาหมุนเงินไม่ทันก็มาหยิบยืมตน แต่เมื่อมีกำไรตนเองก็บอกพวกเขาไปว่ามาช่วยสนับสนุนกีฬาจังหวัดบ้างซึ่งพวกเขาก็มาช่วย หรือเมื่อจะทำโปรเจกท์ภาพยนตร์กันตนเองก็ชวนไปหาสปอนเซอร์ เป็นที่ปรึกษาเมื่อทีมผู้สร้างเกิดปัญหาต่างๆ ดังนั้นปกติทีมงานจะทำอะไรก็ปล่อยเต็มที่ เว้นแต่บางครั้งที่ต้องแตะเบรกบ้าง เช่น มีครั้งหนึ่งทีมงานเสนอโปรเจกท์ “ไทบ้านคอยน์” ทำคอนเสิร์ตออนไลน์ ร้องเพลงของค่ายได้คอยน์ เก็บคอยน์ไปถ่ายรูปกับดารา แต่ตนเองก็มองว่าถ้าทำเจ๊งแน่นอน เพราะจากการที่หาข้อมูลก็นึกไม่ออกว่าทำโมเดลธุรกิจได้อย่างไร
สำหรับกระแสของสัปเหร่อ เสี่ยโต้ง ให้ความเห็นว่า “หากจะคิดถึงความสำเร็จจากสัปเหร่อ ต้องพูดถึงความสำเร็จของไทบ้านที่ผ่านมา” คือจุดเด่นของไทบ้านที่คนจะชอบพูดกันมากก็คือมีแฟนเซอร์วิสที่ดีมาก มีฐานแฟนคลับที่ค่อนข้างเหนียวแน่น สมหวังบ้างผิดหวังบ้างแต่ก็ไม่เคยทิ้งกันอย่างไทบ้าน 2.2 ที่ทำรายได้ 100 ล้านบาท ก็ว่าเยอะแล้วสำหรับการลงทุนสร้างไป 15 ล้าน โดยแบ่งมาเป็นภาค 2.1 ได้รายได้ 70 ล้านบาท ภาค 2.2 ได้รายได้ 100 ล้านบาท สรุปลงทุน 15 ล้าน ได้มา 170 ล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก
ถึงกระนั้น “เมื่อเข้ามาในกรุงเทพฯ ก็ยังถูกมองว่าเป็นภาพยนตร์เฉพาะกลุ่ม” ซึ่งตนเองอยากจะผลักดันให้ไปไกลกว่านั้น จึงมาทำโปรเจกท์ร่วมกับเกิร์ลกรุ๊ปไอดอลอย่าง “BNK48” ครั้งนี้แม้ไม่ขาดทุนแต่รายได้ก็ไม่ดี เพราะเพิ่งฉายได้ไม่นานก็เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่การก้าวออกมาจาก “พื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone)” ที่เคยอยู่เดิมแล้วได้ผลตอบรับที่ดี ก็ทำให้เริ่มขยายฐานคนดูได้มากขึ้น นำไปสู่การเริ่มสร้างภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้ชื่อว่าไทบ้านแต่เป็นโปรดักชั่นเดียวกัน เช่น หมอปลาวาฬ เซียนหรั่ง เป็นการค่อยๆ สะสมฐานแฟนๆ ให้เหนียวแน่น
“พอถึงเวลาที่หนังจะเข้าโรง รู้ไหมยิงแอด (จัดงบโฆษณาประชาสัมพันธ์) เท่าไร? ต้องเตเขาไปออกรายการเขาบอกว่าดูตามโรงหนังไม่มีป้าย ไม่มีโปสเตอร์สัปเหร่อเลย เพราะถ้าจะติดทั่วประเทศต้องใช้เงิน 6 ล้านบาท เราไม่มีสตางค์ ณ วันที่ได้ 100 ล้านบาท ค่ายหนังหลายค่ายโทรมาถามว่าโฆษณาไปเท่าไร? ทำไมกระแสแรงจัง? เราก็ตอบแบบเขินๆ ยิงโฆษณาไป 3 หมื่นบาท ในโซเชียล แล้วได้100 ล้าน คือแฟนคลับนี่แข็งแรงมาก” เสี่ยโต้ง ระบุ
จากความสำเร็จของภาพยนตร์ซีรี่ส์จักรวาลไทบ้านนอกจากรายได้จากการฉายภาพยนตร์ทั้งในโรงและผ่านระบบสตรีมมิ่ง (Streaming รับชมทางออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ) “เพลง” ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต่อยอดออกมา เช่น“ทดเวลาบาดเจ็บ”, “ระเบิดเวลา”, “กอดเสาเถียง” หลายเพลงมียอดดูหลักหลายร้อยล้านวิวในเว็บไซต์ยูทูบ กระทั่งนำไปสู่การจัด “คอนเสิร์ต” ใช้ชื่อว่า “นาหนาว” โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “บิ๊กเมาน์เท่น” หนึ่งในเทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ของเมืองไทย
เสี่ยโต้ง อธิบายที่มาของการใช้ชื่อนาหนาวเป็นชื่อคอนเสิร์ตของไทบ้าน ว่า “ในภาคอีสานปลูกข้าวหอมมะลิ และเป็นการทำนาปี” (ทำนาในฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูกาลเพาะปลูก ต่างจากการทำนาปรังที่เป็นการปลูกข้าวนอกฤดูฝน) โดยคนอีสานมีคำพูดว่า “หว่านวันแม่-เกี่ยววันพ่อ” หมายถึงเริ่มปลูกข้าวประมาณต้นเดือนหรือกลางเดือนสิงหาคม (ฤดูฝน) และเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงต้นเดือนธันวาคม (ฤดูหนาว) เมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จ พื้นที่นาก็จะว่างและสามารถใช้จัดคอนเสิร์ตได้โดยตั้งเวทีกันเฉลี่ย 2-3 เวที ต่อการจัดงาน 2-3 วัน ที่ จ.ศรีสะเกษทำมาแล้ว 3 ปี
“ปีนี้ (2566) จัดเดือนธันวาคม แต่จะเปลี่ยนที่จัด ปกติเราจะไปจัดที่ในหนังมันจะมีสโตร์ผัก แต่ปีนี้เราจะย้ายมาจัดในเมือง เพราะเราเห็นว่าแฟนคลับเยอะแล้ว เวลาไปจัดข้างนอกมันได้บรรยากาศจริง แต่มันมีปัญหาเรื่องที่จอดรถ ห้องน้ำ แล้วปีหลังๆ พอคนไปเยอะมันรบกวนชุมชน เราก็บอกว่างั้นคราวนี้เรามาจัดในเมืองเถอะ ก็เลยย้ายเข้ามาจัดในเมือง” สิริพงศ์ กล่าว
ความเป็นท้องถิ่นนิยมของเสี่ยโต้ง-สิริพงศ์ นอกจากสนับสนุนการปลุกปั้นจักรวาลไทบ้านแล้ว ยังมีในเรื่องของ “ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ” เรื่องนี้ต้องเล่าย้อนไปสมัยที่ดำรงตำแหน่งประธานหอการค้าจังหวัด ซึ่งใน จ.ศรีสะเกษมีการปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง แต่เมื่อนำผลผลิตไปขายก็ถูกตั้งคำถามว่า ทุเรียนหมอนทอง จ.ศรีสะเกษ ต่างจากทุเรียนหมอนทองของ จ.ระยอง หรือ จ.จันทบุรี อย่างไร แม้จะอธิบาย “จุดเด่น” ไปว่า กลิ่นฉุนน้อยกว่า เนื้อมันกว่า ละเมียดกว่า แต่ก็ยังขายไม่ค่อยได้ดีนัก
ตนเองจึงเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษในขณะนั้นไปว่า “ต้องตั้งชื่อ” จากนั้นจึงมีอาจารย์ท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ตั้งชื่อว่า “ทุเรียนภูเขาไฟ” เพราะ จ.ศรีสะเกษ ตั้งอยู่บริเวณภูเขาไฟโบราณที่ดับแล้ว “แค่ใส่สตอรี่ก็เพิ่มมูลค่าได้” หลายปีผ่านไป จากตอนแรกกิโลกรัมละ 30-70 บาท ปัจจุบันราคาทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ อยู่ที่กิโลกรัมละเกือบ 300 บาท จากในอดีตที่บอกว่าทุเรียนหมอนทองแล้วจะต้องมีคำถามต่อว่าหมอนทองจังหวัดไหนทุกวันนี้เพียงเอ่ยคำว่าทุเรียนภูเขาไฟ คนก็จะนึกถึงศรีสะเกษทันที
รวมถึงการทำหน้าที่ในฐานะนายกสมาคมกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ ด้วยการวิเคราะห์ “จุดแข็ง-จุดอ่อน” ของจังหวัดตนเอง “ศรีสะเกษอาจไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นเหมือนอีกหลายๆ จังหวัด แต่สิ่งที่มีพร้อมคือสนามกีฬา” และ “หากการท่องเที่ยวคือการไหลของผู้คน การกีฬาก็ใช้
ส่งเสริมสิ่งนี้ได้” ประกอบกับความสามัคคีร่วมไม้ร่วมมือของชาวศรีสะเกษ จึงทำให้งานกีฬาต่างๆ ที่จัดในจังหวัดไม่ต้องใช้งบประมาณมากมาย และท้ายที่สุดก็ได้รับคัดเลือกจาก การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ให้เป็น “เมืองกีฬา” ก็ยิ่งขยายชื่อเสียงด้านนี้ของจังหวัดให้มากขึ้น
ที่ผ่านมา จ.ศรีสะเกษ ถูกใช้จัดการแข่งขันรายการกีฬาสำคัญๆ มาแล้ว อาทิ ในปี 2565 มีฟุตบอลชายทีมชาติไทย นัดอุ่นเครื่องกับทีมชาติเติร์กเมนิสถาน ที่เกิดปรากฏการณ์ “สนามแตก” มีผู้เข้าชมถึง 1.6 หมื่นคน หรือวอลเลย์บอลหญิงที่ประเทศไทยมีดาวดังระดับทีมชาติหลายคน ก็มีการดึงมาจัดการแข่งขันในพื้นที่ ทั้งการเจอกับทีมต่างชาติบ้าง ทีมในไทยด้วยกันบ้าง หรือฟุตบอลระดับสโมสรจากต่างประเทศใกล้บ้านบ้างไกลบ้าง ดึงมาฟาดแข้งกันใน จ.ศรีสะเกษ ไปจนถึงการจัดประกวดวงโยธวาทิต ที่จัดมาแล้วถึง 10 ปี
“ตอนนี้เรากำลังจะเป็น National Training Center ก็คือศูนย์ฝึกกีฬาชาติในโซนอีสาน อันนี้ก็คือสิ่งที่เราทำ ผมก็จะชอบทำแบบนี้ นอกจากทำธุรกิจของเรา งานเพื่อสังคมตามบทบาทที่เราได้รับมอบหมายเราก็จะทำให้มันไปได้ดีที่สุดในทุกทางที่เราเป็น” เสี่ยโต้ง กล่าว
หมายเหตุ : สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk”ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงหัวค่ำโดยประมาณ!!!