‘กสม.’ชี้‘สภาทนายฯ’ยังไม่เข้าข่ายเลือกปฏิบัติ ปมออกเงื่อนไขขอใบอนุญาตว่าความกับบางมหา’ลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768753

‘กสม.’ชี้‘สภาทนายฯ’ยังไม่เข้าข่ายเลือกปฏิบัติ  ปมออกเงื่อนไขขอใบอนุญาตว่าความกับบางมหา’ลัย

‘กสม.’ชี้‘สภาทนายฯ’ยังไม่เข้าข่ายเลือกปฏิบัติ ปมออกเงื่อนไขขอใบอนุญาตว่าความกับบางมหา’ลัย

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2566 ที่ผ่านมา น.ส.สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยตามที่ กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือน ก.ค. 2566 ระบุว่า สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ (ผู้ถูกร้อง) กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ศึกษาสาขานิติศาสตร์ในประเทศไทย ด้วยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม

โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความ ในลักษณะที่เป็นคุณต่อบุคคลที่จบการศึกษาระดับอนุปริญญาทางนิติศาสตร์จากสถาบันการศึกษาเพียง 10 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยสยาม มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ โดยให้สามารถยื่นขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตทนายความได้

ขณะที่ผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตทนายความที่จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาอื่นต้องใช้วุฒิการศึกษานิติศาสตร์ระดับปริญญาตรี ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมอันก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส เวลา และการศึกษาอบรม จึงขอให้ตรวจสอบ โดย กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 4 บัญญัติรับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล

และมาตรา 27 บัญญัติว่า การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องการศึกษาอบรมอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือเหตุอื่นใดจะกระทำมิได้ สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่กำหนดให้รัฐภาคีรับรองความเสมอภาคและความเท่าเทียมของบุคคล และต้องคุ้มครองบุคคลทุกคนอย่างเสมอภาคและปราศจากการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลใด

อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า กรณีตามคำร้องเป็นกรณีที่อยู่ในขั้นตอนการขอสมัครเข้ารับการฝึกอบรมวิชาว่าความ ซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนการขอรับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกร้อง โดยสถาบันการศึกษาทั้ง 10 แห่ง เป็นสถาบันที่หลักสูตรการศึกษาในระดับอนุปริญญาได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาจากผู้ถูกร้องคือ สภาทนายความฯ ซึ่งปัจจุบันมีหลักสูตรนิติศาสตร์ของสถาบันการศึกษาที่ผู้ถูกร้องให้การรับรองในระดับอนุปริญญา รวมจำนวน 19 แห่ง

แบ่งเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยภาครัฐ 11 แห่งกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชนจำนวน 8 แห่ง อันเป็นไปตาม พ.ร.บ.สภาทนายความ พ.ศ. 2528 และระเบียบสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความว่าด้วยการรับรองมาตรฐานการศึกษาวิชานิติศาสตร์ พ.ศ. 2563 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดมาตรการและแนวทางการตรวจพิจารณามาตรฐานการศึกษาวิชานิติศาสตร์

เนื่องจากวิชาชีพทนายความมีความใกล้ชิดกับประชาชน การทำหน้าที่ของทนายความจึงมีความสำคัญและจำเป็นต่อการธำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรมของสังคม อันเป็นเหตุผลและความจำเป็นที่สภาทนายความฯ ในฐานะองค์กรวิชาชีพต้องกำกับดูแลมาตรฐานหลักสูตรนิติศาสตร์ของสถาบันการศึกษา ทั้งในระดับปริญญาตรี อนุปริญญา และประกาศนียบัตร เพื่อให้สถาบันการศึกษาสามารถผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมที่จะเข้าสู่วิชาชีพทนายความ อันเป็นการดำเนินการในลักษณะเดียวกับการพิจารณาคุณสมบัติผู้ขอจดทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภา

“กสม. เห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวแม้จะเป็นการกำหนดเงื่อนไขและมีผลเป็นการปฏิบัติที่แตกต่างกันระหว่างผู้ที่มีคุณวุฒิอนุปริญญาจากสถาบันการศึกษาที่ผู้ถูกร้องรับรองกับสถาบันการศึกษาที่ไม่ได้รับรอง แต่เมื่อผู้ถูกร้องดำเนินการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมมาตรฐานทางวิชาชีพและเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล จึงไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องการศึกษาอบรมอันเป็นการขัดต่อหลักความเสมอภาค และไม่เป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน” น.ส.สุภัทรา กล่าว

น.ส.สุภัทรา กล่าวต่อไปว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2566 จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ โดยเผยแพร่หลักสูตรนิติศาสตร์ของสถาบันการศึกษาที่ผ่านการรับรองโดยสภาทนายความฯ แล้ว

รวมถึงเผยแพร่หลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำขอให้พิจารณารับรองมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาผ่านช่องทางการสื่อสารประชาสัมพันธ์ของสภาทนายความฯ เพื่อเป็นการอำนวยความเป็นธรรมและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนโดยทั่วไปที่มีความสนใจจะศึกษาสาขานิติศาสตร์ และสถาบันการศึกษาที่ยังไม่ได้รับรองมาตรฐานทราบและใช้ประกอบการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

Leave a comment