#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2741033

16 พ.ย. 2566 02:15 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ฮามาสอ้าง รพ.อัลชีฟา ถูกอิสราเอลยึดแล้ว หลังกองทัพบุกโจมตี
กลุ่มฮามาสอ้างว่า อัลชีฟา โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่สุดในฉนวนกาซา อยู่ภายในการควบคุมของอิสราเอลแล้ว หลังกองทัพเปิดฉากโจมตีในวันพุธ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลเริ่มปฏิบัตการโจมตีโรงพยาบาลอัลชีฟา ในช่วงเช้าวันพุธที่ 15 พ.ย. 2566 หลังกล่าวหาว่า กลุ่มฮามาสมีฐานปฏิบัติการใหญ่ในอุโมงค์ใต้กลุ่มอาคารโรงพยาบาล ในขณะที่ฮามาสกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลปฏิเสธเรื่องนี้มาตลอด
ล่าสุด สำนักงานฝ่ายสื่อของกลุ่มฮามาส ออกมาระบุว่า โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่สุดในกาซาแห่งนี้ อยู่ภายในการควบคุมของกองทัพอิสราเอลแล้ว และพวกเขาถือว่า “การยึดครองของอิสราเอลต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อชีวิตและความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์, ผู้บาดเจ็บ, คนป่วย, ทารกที่คลอดก่อนกำหนด และผู้พลัดถิ่น” ที่โรงพยาบาลอัลชีฟา
ทั้งนี้ ดร.คาลีด อาบู แซมรา หนึ่งในแพทย์ของโรงพยาบาลอัลชีฟาบอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า พวกเขาได้รับคำเตือนล่วงหน้าเพียง 30 นาทีเท่านั้น ก่อนการโจมตีของกองทัพอิสราเอลจะเริ่มขึ้นในช่วงเช้ามืดวันพุธ “เราถูกขอให้อยู่ห่างจากหน้าต่างและระเบียง เราได้ยินเสียงรถหุ้มเกราะ พวกเขาอยู่ใกล้ทางเข้าโรงพยาบาลมาก”
ขณะที่ นายคาเดอร์ อัล ซานูน นักข่าวในโรงพยาบาลอัลชีฟา บอกกับซีเอ็นเอ็นว่า รถถังกับยานพาหนะของกองทัพอิสราเอลเข้ามาอยู่ในลานของโรงพยาบาลแล้ว ขณะที่ทหารอิสราเอลเข้าไปตามอาคารและแผนกต่างๆ เพื่อทำการตรวจค้นและสอบปากคำเหล่าชายหนุ่ม บางคนถูกใส่กุญแจมือและปิดตา ท่ามกลางเสียงยิงต่อสู้อย่างดุเดือดในโรงพยาบาล
ทหารอิสราเอลใช้เครื่องขยายเสียงประกาศเรียกให้ชายหนุ่มทุกคนในโรงพยาบาลยกมือขึ้น แล้วออกมามอบตัวด้วย
นายอัล ซานูน บอกอีกว่า มีนักรบติดอาวุธถูกยิงเสียชีวิต 4 ศพ แต่เขาเชื่ออย่างยิ่งว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนถนนใกล้ๆ นอกอาคารโรงพยาบาล
ด้านกองทัพอิสราเอลยอมรับว่า มีหลายคนในโรงพยาบาลที่พวกเขาเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มฮามาส ถูกสอบสวน พร้อมย้ำด้วยว่าไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่กับคนไข้, เจ้าหน้าที่การแพทย์ หรือพลเรือนผู้บาดเจ็บในโรงพยาบาล ที่อยู่ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของโรงพยาบาล ซึ่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการของกองทัพอิสราเอล
ที่มา : cnn