SB ประเทศไทย ดึงนักคิด ‘Regenerative’ ระดับโลกมาไทย แชร์แนวคิดการ ‘ฟื้นคืน’ สร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769706

SB ประเทศไทย ดึงนักคิด ‘Regenerative’ ระดับโลกมาไทย  แชร์แนวคิดการ ‘ฟื้นคืน’ สร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจอาหาร

SB ประเทศไทย ดึงนักคิด ‘Regenerative’ ระดับโลกมาไทย แชร์แนวคิดการ ‘ฟื้นคืน’ สร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจอาหาร

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ศิริกุล เลากัยกุล

Sustainable Brands (SB) ประเทศไทย จัดงานประชุม SB’23 BANGKOK CHANTHABURI ภายใต้แนวคิด “Regenerating Local Food & Future” เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักคิด นักปฏิบัติการ ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านแนวคิด “Regenerative” หรือการ “ฟื้นคืน” ที่มีชื่อเสียงระดับโลก กับผู้ประกอบการและนักธุรกิจด้านอาหารในไทย พร้อมสร้างมุมมองของ Regenerative Brands ให้กับแบรนด์ธุรกิจอาหารของไทย เพื่อฟื้นคืนสมดุลโลก สร้างอนาคตที่ทุกชีวิตทั้งคนและธรรมชาติมีความยั่งยืนร่วมกันได้อย่างแท้จริง

ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้อำนวยการ SB ประเทศไทย ริเริ่มนำแนวคิด Regenerative หรือแนวคิดการ “ฟื้นคืน” เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงให้กับทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติที่ต้องดำรงอยู่ด้วยกันอย่างเกื้อกูล โดยเลือกความสำคัญของธุรกิจอาหารซึ่งเป็นหัวใจหลักของประเทศ เพราะถ้าระบบอาหารมีการเปลี่ยนแปลงและแข็งแรงแล้ว เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนได้ ดังนั้น จึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไปได้ไกลกว่าเดิม โดยมีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักคิดและนักปฏิบัติการและทีมผู้เชี่ยวชาญด้านแนวคิดและการสร้าง Regenerative ระดับโลก อย่าง มาร์ค บัคลีย์(Marc Buckley) นักคิดและนักปฏิบัติการด้านอาหารและตัวแทนความยั่งยืนจาก UN SDG, เจนนี่แอนเดิร์สสัน (Jenny Andersson) ซีอีโอจาก We Activate The Future, ผู้ร่วมก่อตั้ง The ReallyRegenerative Centre, ซานดร้า พิน่า (SandraPina) ผู้อำนวยการจาก SB ประเทศสเปน และ ดร.ศิริกุลเลากัยกุล ผู้อำนวยการจาก SB ประเทศไทย

มาร์ค บัคลีย์

มาร์ค บัคลีย์ (Marc Buckley) นักคิด และนักปฏิบัติการด้านอาหารและตัวแทนความยั่งยืนจาก UN SDG พูดคุยในหัวข้อ “Regenerating Local Food & Future” กล่าวว่า “เมื่อคุณได้เข้าใจถึงแนวคิดของการฟื้นสร้างคุณค่าในด้านต่างๆ (regeneration)แล้ว และถ้าพูดเรื่องอาหาร และระบบนิเวศของอาหาร สิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของอาหาร ก็คือ ภาคเกษตรกรรมทั้งการปลูกพืชพันธุ์และการทำฟาร์มต่างๆ Regenerative Agriculture จึงเป็นเรื่องสำคัญ มากๆ ที่เราทุกคนต้องเข้าใจจริงๆ และจะสามารถลงมือแก้ปัญหาทั้งระบบ การเกษตรเพื่อฟื้นฟู เพื่อสร้างคุณค่าจึงเป็นวิธีการที่ไม่ใช่แค่รักษาสิ่งที่มีอยู่ไม่ให้หมดไป แต่ยังนำสิ่งที่หายไปให้กลับมามีชีวิตที่สมบูรณ์ ผ่านกระบวนการต่างๆ อาทิ การพลิกฟื้นคุณภาพดินที่ถูกทำลายไป การเพิ่มความหลากหลายในผืนดิน การลดภาวะโลกร้อนด้วยการลดคาร์บอนต่างๆ รวมทั้งพัฒนาวงจรการใช้น้ำในการทำการเกษตร เป็นต้น

“ผมอยากนำเสนอแนวทางปรับปรุงและแก้ไข ที่เป็นนวัตกรรมที่มีศักยภาพจริงๆ ที่จะช่วยกำหนดอนาคตที่มีมนุษยชาติ รวมถึงโลกของเราจะฟื้นตัวได้จริง ได้ยั่งยืน ผ่านแนวคิดของ Regenerative Agriculture หรือเกษตรกรรมแบบฟื้นฟู ที่ผมกล่าวไปแล้วข้างต้น นอกจากนี้ Regenerative Agricultureจะเป็นส่วนสำคัญมากในการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ การกักเก็บคาร์บอนไว้ในดินสามารถช่วยชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และช่วยทำให้สภาพอากาศมีเสถียรภาพมากขึ้นได้ และยังจะสามารถสร้างงาน สนับสนุนเกษตรกรรายย่อย และส่งเสริมความสามารถที่จะฟื้นตัว (Resilient) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลที่ยั่งยืนอีกด้วย” มาร์ค บัคลีย์ กล่าว

เจนนี่ แอนเดิร์สสัน

เจนนี่ แอนเดิร์สสัน (Jenny Andersson) ซีอีโอจาก We Activate The Future, ผู้ร่วมก่อตั้งThe Really Regenerative Centre พูดคุยในหัวข้อ “The Regenerative Future : Real Business Cases”ไว้ว่า “วันนี้เราทำลายเมืองของเราโดยไม่รู้ตัว ผ่านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เน้นปริมาณ เพื่อรายได้ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว การพัฒนาศักยภาพของเมือง ของสถานที่ คือ การพัฒนาสถานที่ พัฒนาเมืองผ่านการฟื้นฟู การหาหัวใจของสถานที่ ของเมืองที่โดนทำลายไปให้ฟื้นคืนชีวิตใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางที่มีพลวัต (Dynamic) และช่วยกำหนดรูปแบบให้ เมือง สถานที่ ให้ประเทศไทยหรือชุมชนท้องถิ่นดีขึ้นได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน เราจะเรียนรู้ร่วมกันถึงหลักการพื้นฐาน ที่มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ที่ไม่เพียงแต่แค่ดำรงชีวิตของตนเองเท่านั้น แต่เพื่อการดำรงของทุกชีวิตรอบๆ อย่างเกื้อกูลเพราะแนวคิด Regenerative Placemaking เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิด และ สนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมโดยรอบอย่างสม่ำเสมอตลอดไป”

ซานดร้า พิน่า (Sandra Pina) ผู้อำนวยการจาก SB ประเทศสเปน และ ดร.ศิริกุล เลากัยกุลผู้อำนวยการจาก SB ประเทศไทย กล่าวสรุปในหัวข้อ “Role of The Regenerative Brands” ว่า “ความยั่งยืนเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักขององค์กรในการกำหนดกลยุทธ์ การผลิตสินค้า การทำการตลาด และการสื่อสาร แล้วองค์กรจะรู้ได้อย่างไรว่า เส้นทางที่กำลังดำเนินอยู่นั้นเป็นเส้นทางที่ “ถูกทาง”หรือ “หลงทาง” ทาง SB Worldwide จึงได้ออกแบบเครื่องมือใหม่ที่จะช่วยธุรกิจ และ แบรนด์ในการวัดระดับความยั่งยืนภายในของแบรนด์ ของธุรกิจ ขององค์กร ของตนเองอย่างเจาะลึก ภายใต้ชื่อ SB Brand Transformation RoadmapTM (SB BTR) โดยเครื่องมือนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้นำ ในการสร้างแบรนด์ระดับโลกพัฒนา เพื่อให้องค์กรสามารถประเมินตนเองผ่านชุดคำถามออนไลน์ครอบคลุม5 แกนหลัก ของแบรนด์ที่ยั่งยืนคือ Purpose,Brand Influence, Operations & Supply Chain, Products & Services และ Governance”ซึ่งทาง SB Thailand ได้ทำการเปิดตัวทดลองกับ 5 แบรนด์ใหญ่ของประเทศไทยไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการให้กับทุกแบรนด์ที่สนใจ ในต้นปี 2567”

ซานดร้า พิน่า

ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้อำนวยการ SB ประเทศไทย กล่าวปิดท้ายว่า “เหมือนทุกครั้งที่เรา จัดงาน SB ในประเทศไทย จะเน้นการสร้างผลงานที่จับต้องได้ มิใช่แค่การมาประชุมพูดจากันอย่างแลกเปลี่ยนความรู้แต่ไม่มีผลงานที่ยั่งยืน เราจึงได้เลือกจันทบุรี เป็นหนึ่งในที่จัดงานของเรา เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของจันทบุรีในการที่จะทำเป็นจังหวัดต้นแบบแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยแนวคิดแบบ Regenerative ความพร้อมของคนจันทบุรีและศักยภาพของแผ่นดิน ผสานกับพลังของแบรนด์จะทำให้งานประชุมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ เป็นการจุดประกายสิ่งที่มีอยู่แล้วและกำลังจะจางหายถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่อย่างน่าสนใจอีกครั้ง”

นอกจากนี้ SB ประเทศไทย ยังได้ร่วมมือกับหอการค้าจังหวัดจันทบุรี จัดงาน RegeneratingLocal Food & Future เน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง โดยได้เริ่มกระตุ้นให้เกิดความสนใจต่อความอุดมสมบูรณ์ที่กำลังจะหายไปจากระบบอาหารผ่านงานเลี้ยงภาคค่ำภายใต้ชื่องานว่า “รสจันท์ที่จางหาย (The Lost Recipe)” เรียนรู้ผ่านมื้ออาหารค่ำของรสจันท์ที่จางหายภายใต้แนวคิดการกู้คืนสูตรตำรับอาหารเมืองจันท์ที่แท้จริงให้ฟื้นกลับคืนมา The Regenerative Dinner – The Lost Recipe “Herb – Heritage – Hope” โดยมีนิทรรศการบอกเล่าสิ่งที่จะจายหายของเมืองจันท์ อาทิ ตำรับอาหารจันท์ การทำเสื่อจันทบูร ศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น

Leave a comment