#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2741648

19 พ.ย. 2566 05:46 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- วีรพจน์ อินทรพันธ์
สงครามกลางเมืองเมียนมา จุดวัดใจผู้นำ “มินอ่องหล่าย”
นับตั้งแต่อดีตกาล…ดินแดนทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของพรมแดนประเทศไทยมักเกิดความวุ่นวายอยู่เป็นเนืองๆจากปัญหาความขัดแย้งของกลุ่ม “ชาติพันธุ์”
หากมีใครขึ้นมาเป็นใหญ่ รวบอำนาจได้ สถานการณ์ก็จะเงียบสงบกันไปได้พักหนึ่ง อย่างช่วงเวลาของอาณาจักรตองอู อาณาจักรอังวะ ไล่จนมาถึงรัฐบาลพลเรือน-ทหาร “เมียนมา” ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การรัฐประหาร 1 ก.พ.2564 อำนาจบริหารของผู้นำ “อองซาน ซูจี” ถูกดึงกลับไปอยู่ในมือของ พล.อ.อาวุโส “มิน อ่อง หล่าย” ผู้บัญชาการสูงสุดทัดมาดอว์ (กองทัพเมียนมา) ได้ส่งผลให้เสถียรภาพของดินแดนเกิดความสั่นคลอนอีกครั้ง ประชาชนจำนวนมหาศาลพากันเรียกหาระบบประชาธิปไตยแบบตะวันตก จัดการชุมนุมประท้วงใหญ่อย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ นำไปสู่การใช้กำลังความมั่นคงเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง
และตามประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยไม่รู้จบ การคุยกันไม่รู้เรื่องหรือการปิดประตูเจรจาหารืออย่างสิ้นเชิงย่อมนำไปสู่การใช้กำลังในที่สุด นักเรียน นักศึกษา ประชาชนวัยทำงานทยอยกัน “เข้าป่าจับปืน” ภายใต้สังกัด “กองกำลังติดอาวุธประชาชน PDF” ของกลุ่มการเมืองเก่าที่ถูกทหารยึดอำนาจ
จากชูป้ายประท้วง ถือโทรโข่งด่าทอ ขว้างไม้ขว้างหิน กลายเป็นถือปืนอาก้า จรวดอาร์พีจี ออกรบสไตล์กองโจร สาดกระสุนใส่ทหารรัฐบาล และใช้พื้นที่หุบเขาในรัฐสะกาย ทางภาคเหนือเป็นฐานที่มั่นในการต่อสู้ องค์กรอิสระสหรัฐฯประเมินตัวเลขบาดเจ็บล้มตายกว่า 40,000 คน
สถานการณ์รบราฆ่าฟันยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาแล้วกว่า 2 ปี และยังไม่มีใครรู้ว่าจะจบลงเช่นไร เพราะทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านต่างอ้างความชอบธรรมว่าตัวเองคืออำนาจบริหารของจริง
กระนั้น ในช่วงปลายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา มีสัญญาณว่าการสู้รบกำลังเข้าขั้นหนักหน่วงกว่าครั้งไหนๆ หลังกลุ่มพีดีเอฟฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ประสบความสำเร็จในการดึงกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐต่างๆที่เคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับกองทัพเมียนมาเข้ามาเป็นแนวร่วม และปฏิบัติการโจมตีในลักษณะทำสงครามเต็มรูปแบบ ไม่ต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสมรภูมิยุโรปตะวันออกแต่อย่างใด

โดยเสียงเป่านกหวีดเริ่มขึ้นในพื้นที่ตอนเหนือของ “รัฐฉาน” ทางภาคตะวันออกของเมียนมา ซึ่งอยู่ติดกับพรมแดนจีน กองกำลังพีดีเอฟ ร่วมกับกองกำลังติดอาวุธพันธมิตรประชาธิปไตย MNDAA ที่มาจากการรวมตัวของกลุ่มโกก้าง กลุ่มตาอ้าง และกลุ่มอาระกัน ได้เปิดฉากรุกครั้งใหญ่ภายใต้รหัสปฏิบัติการ “1027” ส่งนักรบเข้าตีเมือง และค่ายทหารของทัดมาดอว์แบบฉับพลัน เพื่อตัดผลประโยชน์ของรัฐบาลทหารจากการค้าขาย กับจีน
แน่นอนว่ารัฐบาลเมียนมาย่อมดำเนินการตอบโต้อย่างรุนแรง ส่งกำลังเสริมเข้าไปในพื้นที่ และใช้แสนยานุภาพของกองทัพอากาศบดขยี้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ผลปรากฎว่า เพียงสัปดาห์เดียวก็มีรายงานเพิ่มเติมว่า แนวร่วมต่อต้านรัฐบาลได้ประสบความสำเร็จในการยึดเมือง อย่างน้อย 10 เมือง และค่ายทหารกว่า 140 แห่ง ในทางตอนเหนือของรัฐฉาน
ตามด้วยข่าวว่า ค่ายทหารของกองทัพเมียนมาถูกบุกยึดหรือโจมตี ทั้งในรัฐคะฉิ่น ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รัฐสะกายในภาคกลางตอนเหนือ รัฐชีน ทางภาคตะวันตกติดพรมแดนอินเดีย รัฐยะไข่ ทางภาคตะวันตกติดพรมแดนบังกลาเทศ ลามไปจนถึงเมียนมาตอนล่างอย่างรัฐมอญและรัฐกะยาที่มีพรมแดนติดกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนของประเทศไทย
โดยเป็นปฏิบัติการร่วมของพีดีเอฟกับกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังเอกราชคะฉิ่น KIA กองทัพอาระกันในยะไข่ AA กองกำลังติดอาวุธรัฐชีน CNDF ไปจนถึงกองกำลังปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยง KNLA ซึ่งเป็นหน่วยความมั่นคงของกลุ่มกะเหรี่ยง KNU ที่คนไทยคุ้นชินกันดี
จะไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด หากเป็นการปฏิบัติการของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เนื่องด้วยกลุ่มชาติพันธุ์มักต่อสู้กับรัฐบาลเมียนมาอยู่เป็นระยะๆ เพื่อเรียกร้องสิทธิในการปกครองและผลประโยชน์ในพื้นที่เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้กลับกลายเป็นว่า กลุ่มต่างๆกลับดำเนินการโจมตีในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเหมือนกับนัดแนะกันมา ประกอบกับมีสัญญาณผิดปกติจากรัฐบาลเมียนมาเพิ่มมากขึ้น ทั้งกรณีที่ประธานาธิบดีมินห์ ฉ่วย กล่าวเตือนว่า “หากไม่รีบควบคุมสถานการณ์ ประเทศอาจถูกแยกเป็นส่วนๆ” รวมถึงการที่รัฐบาลประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ขัดแย้ง และการประกาศระดมกำลังสำรองทั่วประเทศ เพื่อเสริมไพร่พลกองทัพทัดมาดอว์
งานนี้จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า สถานการณ์จะเดินไปสู่จุดใด เพราะหากมองในภาพรวมแล้ว เมียนมา ณ เพลานี้ ที่รัฐบาลยังคุมฐานอำนาจในภาคกลางไว้ได้ แต่ภูมิภาครอบๆกำลังเกิดการก่อกบฏชิงหัวเมือง ก็ไม่ต่างอะไรกับประเทศที่ตกอยู่ในภาวะ “สงครามกลางเมือง” (Civil War)
พล.อ.อาวุโส “มิน อ่อง หล่าย” จะแก้เกม แบบไหน จะใช้สูตรขจัดให้ราบก็ย่อมเผชิญศึกหลายแนวรบ ไม่รวมถึงเรื่องขวัญกำลังใจของเหล่าทหารในกองทัพที่อาจมีอุดมการณ์การเมืองต่างขั้วหลบซ่อนอยู่
หรือจะใช้สูตรเจรจา “ผลประโยชน์” กับกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อให้ยอมถอนตัวจากแนวร่วมพีดีเอฟ โดยเฉพาะผลประโยชน์ใต้ดินที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ อย่างศูนย์คอลเซ็นเตอร์ การผลิตยาเสพติด และเหมืองเถื่อนก็ย่อมสุ่มเสี่ยง ที่อาจจะไปทับเส้นกับตัวละครลับ กลุ่มผู้มีอิทธิพลทั้งในและนอกรัฐบาล
หรือสุดท้ายจะตัดสินใจทำในสิ่งที่เป็นไปได้ยากยิ่ง นั่นคือเปิดกระบวนการเจรจาระดับประเทศเพื่อความปรองดอง และมอบโอกาสอีกครั้งให้แก่ฝ่ายที่เรียกร้องทวงถาม “ประชาธิปไตย”.
วีรพจน์ อินทรพันธ์