#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/771054

เชิญชวนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย สู่อนาคตที่ห่างไกลจาก IPD
วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.
รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์,ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้ วันที่ 12 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันปอดอักเสบโลก หรือ World Pneumonia Day เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเครือข่ายองค์กรต่างๆ ร่วมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคปอดอักเสบ เพื่อลดความรุนแรงของโรค และป้องกันการเสียชีวิตกับทุกคนในทุกช่วงวัย
ดังนั้น มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน ร่วมกับ สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดีมุ่งเน้นให้ความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับโรค IPD (Invasive Pneumococcal Disease) และปอดอักเสบ เรียนรู้การสร้างภูมิคุ้มกันต้าน “IPD” พร้อมเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส เพื่อเด็กกลุ่มเสี่ยง ปีที่ 8
รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) นายแพทย์ทวี โชติพิทยสุนนท์ กรรมการและปฏิคมสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กรรมการมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน กล่าวว่า “มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน ในฐานะองค์กรกลางตัวแทนของภาคประชาชนทำหน้าที่ส่งเสริมความร่วมมือด้านวัคซีน ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และนักวิชาการ เพื่อนำไปสู่การสร้างพลังขับเคลื่อนภาคประชาคม และรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยเข้าถึงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนได้ครอบคลุมโรคต่างๆ ซึ่งถือได้ว่า “วัคซีน” นอกจากจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยในการดูแลสุขภาพแล้ว ยังมีประสิทธิภาพช่วยป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ ช่วยลดความรุนแรงของโรค ป้องกันการเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่มีความ
รุนแรง เช่น โรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส หรือโรคไอพีดี รวมถึงโรคโควิด-19 ที่ปัจจุบันยังคงมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้โดยภาพรวมความรุนแรงของอาการของโรคจะลดลง แต่สิ่งที่ยังน่าเป็นกังวลคือ หากเกิดการติดเชื้อร่วมกันระหว่างเชื้อไวรัสโควิด-19 และเชื้อนิวโมคอคคัสแล้วอาจส่งผลทำให้โรคทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน จึงได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนให้เด็กไทยได้รับวัคซีนป้องกันโรคไอพีดีกันถ้วนหน้า และสามารถเข้าถึงได้ทั่วประเทศโดยโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส เพื่อเด็กกลุ่มเสี่ยง ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ที่ยังเดินหน้าจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี โดยปีนี้เป็นปีที่ 8 และดำเนินตามเป้าหมายหลัก คือ การเป็นตัวกลางในการส่งมอบวัคซีนให้แก่โรงพยาบาลที่เด็กกลุ่มเสี่ยงต่อโรคไอพีดียังไม่สามารถเข้าถึงการป้องกันโรคนี้ได้ โดยในปีนี้เราได้จัดหาวัคซีนได้ทั้งหมด 3,000 โดส เพื่อส่งมอบให้กับโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการมากกว่า 35 แห่งทั่วประเทศ”
.jpg)
รองศาสตราจารย์ (พิเศษ)นายแพทย์ทวี กล่าวเพิ่มเติมถึงความสำคัญของการเสริมภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคไอพีดี ว่า “โรคไอพีดี เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งสามารถเกิดได้กับคนทุกช่วงวัย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งแพร่กระจายได้ง่ายคล้ายการแพร่ของโรคไข้หวัด ถ้าร่างกายแข็งแรงดีก็มักไม่มีอาการใดๆ แต่เมื่อใดที่ร่างกายอ่อนแอก็จะทำให้เกิดโรคร้ายแรงขึ้นมาได้จนอาจทำให้เด็กพิการหรือเสียชีวิตได้ โดยเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส(Streptococcus pneumoniae) เป็นสาเหตุสำคัญของโรคปอดอักเสบ ซึ่งแต่ละคนอาจเกิดความรุนแรงแตกต่างกันการรักษาทำได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งมักได้ผลดีหากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะที่อาการยังไม่รุนแรงมาก และไม่มีภาวะเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ในปัจจุบันพบว่าเริ่มมีเชื้อนิวโมคอคคัสบางสายพันธุ์ที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะมากขึ้นทำให้การตอบสนองต่อผลการรักษาช้า เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้มากซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่ความพิการและเสียชีวิตได้ ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีนซึ่งเป็นวิธีที่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่ารักษาพยาบาลที่มีราคาสูง”
ด้าน ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงกุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กรรมการมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน กล่าวว่า “ในประเทศไทยพบว่าในปี 2562 มีเด็กอายุต่ำกว่า5 ขวบ ติดเชื้อนิวโมคอคคัส จำนาน 1,228 รายต่อประชากรเด็กจำนวนหนึ่งแสนคน และในจำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ที่ติดเชื้อและเสียชีวิต มีอัตราสูงถึงร้อยละ 11 นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กที่ป่วยเป็นโรคติดเชื้อในกระแสเลือดจากโรคไอพีดีมีโอกาสเสียชีวิตมากถึง 23% ดังนั้นแนวทางในการลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กจากนิวโมคอคคัสได้ โดยการป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การฉีดวัคซีน”
“โดยส่วนมากวัคซีนไอพีดีจะฉีดในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ เพราะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ นิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง โดยในเด็กทารกเริ่มฉีดได้เมื่ออายุ 2 เดือนขึ้นไป และฉีดเข็มต่อไปเมื่ออายุได้ 4 เดือน และ 6 เดือน และครั้งสุดท้ายในช่วงอายุ 12-15 เดือน นอกจากนี้แนะนำให้ฉีดในกลุ่มเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ที่มีการเจ็บป่วยบ่อยหรือมีโรคประจำตัวเรื้อรัง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อนิวโมคอคคัส และน่าจะได้รับประโยชน์จากการฉีดวัคซีนมากกว่าเด็กกลุ่มอื่น สำหรับเด็กที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต
โรคธาลัสซีเมีย ไม่มีม้าม และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรับวัคซีนเช่นกันเนื่องจาก เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคที่รุนแรง ทั้งนี้การฉีดวัคซีนถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ หากได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และรับวัคซีนที่เหมาะสมกับช่วงวัย ปัญหาสุขภาพของลูกน้อยก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป”