#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/778660

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.
นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปลากุเรา ในประเทศไทย พบ 2 สกุล 17 ชนิด ซึ่งชนิดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่ Eleutheronema tetradactylum และ Polydactylus macrochir พบการทำประมงในหลายพื้นที่ แต่พบมากที่ จ.นราธิวาส โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่ง อ.ตากใบ และแม่น้ำตากใบ ซึ่งเป็นสายพันธุ์กุเราหนวดสี่เส้น (Eleutheronema tetradactylum) โดยชาวประมง จะนำมาแปรรูปเป็นปลากุเราเค็ม จนได้รับสมญาว่าเป็น “ราชาแห่งปลาเค็ม” และได้รับการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)
ทั้งนี้ ด้วยความต้องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรปลากุเราในแม่น้ำตากใบมีปริมาณสูง ทำให้ผลผลิตในแหล่งน้ำธรรมชาติลดน้อยลง ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลนราธิวาส จึงเร่งดำเนินโครงการ “เพาะปลากุเราปล่อยลงแม่น้ำตากใบ” ในปีงบประมาณ 2567 เพื่อเพิ่มปริมาณในแหล่งน้ำธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์เพียงพอต่อความต้องการใช้ประโยชน์ เป็นวัตถุดิบป้อนสู่กระบวนการแปรรูปปลากุเราเค็ม โดยระยะแรกจะดำเนินการรวบรวมพ่อแม่พันธุ์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ นำมาเลี้ยงจนได้ขนาด จากนั้นจะเพาะพันธุ์ด้วยวิธีธรรมชาติ เมื่อได้ไข่ปลาจะทำการเพาะฟักและอนุบาลจนได้ขนาด 1.5-2.0 เซนติเมตร จึงจะนำไปปล่อยลงสู่แม่น้ำตากใบ ตั้งเป้าหมายไว้ 100,000 ตัวต่อปี
นายบัญชากล่าวอีกว่า การดำเนินโครงการเพาะเลี้ยงปลากุเราและปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นกิจกรรมที่เพิ่มผลผลิตและเมื่อปล่อยให้ลูกพันธุ์ปลากุเราเติบโต เป็นพ่อแม่พันธุ์สามารถสืบพันธุ์ วางไข่ ก็จะสามารถเพิ่มปริมาณปลากุเราขึ้นมาทดแทนได้ ทำให้ชาวประมง จ.นราธิวาส สามารถจับปลากุเราจากธรรมชาติได้มากขึ้น ตลอดจนมีวัตถุดิบป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตปลากุเราเค็มต่อเนื่อง