#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/783548

ศัลยแพทย์ชี้กรุ๊ปเลือดไม่ใช่สาเหตุของการเกิดแผล ‘คีลอยด์’
วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.
จากกรณีสังคมออนไลน์แชร์ภาพหญิงสาวท่านหนึ่งสักคิ้วแล้วเกิดคีลอยด์-แผลเป็นนูน จนเป็นที่ฮือฮา ส่งผลให้หลายคนวิตกกังวลและหาสาเหตุว่าทำไมแค่สักคิ้วจึงเกิดเป็นแผลคีลอยด์ได้ สิ่งที่น่าตกใจคือมีการส่งต่อข้อมูลเรื่อง “กรุ๊ปเลือดที่เป็นแผลเป็นง่าย” นั่นคือ กรุ๊ปเลือดเอ และกรุ๊ปเลือดเอก็มีโอกาสจะเป็นแผลเป็นมากกว่ากรุ๊ปเลือดอื่นๆ สาเหตุเพราะคนเลือดกรุ๊ปเอ มีสารแอนติเจนเอมากกว่าคนอื่น และสารแอนติเจนเอนี้ส่งผลให้เกิดแผลเป็นได้ง่าย ทำให้ชาวเนตแตกตื่นและมีความกังวลเป็นอย่างมาก
ในเรื่องนี้ นายแพทย์ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด เผยว่า จากการวิจัยทางการแพทย์
มีการตั้งสมมุติฐานว่ากรุ๊ปเลือดเอ และ เอบี มีสารแอนติเจนเอ ที่มี enzyme ที่สร้างสารที่เรียกว่า GAGs หรือ Glycosaminoglycans (ไกลโคสะมิโนไกลแคน) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับสารที่มีอยู่ในคีลอยด์ แต่งานวิจัยนั้นเป็นเพียงงานวิจัยเดียวเท่านั้น ในทางกลับกันงานวิจัยที่ได้รับการรับรองอีกหลายตัวมีผลทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญว่าเลือดกรุ๊ปเอหรือ เอบี ไม่มีผลต่อการเกิดแผลคีลอยด์โดยการศึกษาหรือหาข้อสรุปทางด้านการวิจัยต้องดูเปรียบเทียบกันอีกหลาย 10 งานวิจัย และมีผลการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 1,000 คนขึ้นไปถึงจะเป็นงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ ซึ่งในขณะนี้ยังคงสรุปไม่ได้ว่าคนเลือดกรุ๊ปเอเป็นกลุ่มคนที่เกิดแผลเป็นคีลอยด์ได้ง่ายว่าคนเลือดกรุ๊ปอื่น
นายแพทย์ธนัญชัย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจัยหลักที่จะส่งเสริมให้เกิดแผลคีลอยด์ตามข้อมูลงานวิจัยที่น่าเชื่อถือได้นั้น มีอยู่ด้วยกัน 4 ปัจจัย 1.ด้านเชื้อชาติ เช่น คนแอฟริกา หรือ คนผิวดำจะมีโอกาสเกิดคีลอยด์ได้มากกว่าคนผิวขาว 2.ด้านพันธุกรรม สังเกตว่า ถ้าบิดามารดาเป็นคีลอยด์ได้ง่าย เมื่อเรามีแผลเกิดขึ้นโอกาสที่จะเกิดคีลอยด์ก็จะสูงกว่าคนทั่วไป 3.บริเวณที่เกิดแผลคีลอยด์ได้ง่าย เช่น ใบหู หน้าอก และไหล่ ยกตัวอย่างเช่น แผลผ่าตัดบริเวณหน้าอก หรือใบหู มีโอกาสเกิดเกิดคีลอยด์มากกว่า บริเวณหน้าท้อง เป็นต้น 4.ระดับการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ แผลที่มีการบาดเจ็บมาก แผลที่หายช้า หรือแผลที่มีการอักเสบติดเชื้อ ในระยะยาวมีโอกาสเกิดแผลคีลอยด์ได้มากกว่า
นอกจากนี้ นพ.ธนัญชัย ยังเผยอีกว่า การรักษาปัจจุบันยังไม่มีวิธีไหนที่ทำการรักษาคีลอยด์ให้หายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จะเป็นการทำการรักษาแบบ Multimodality หรือที่เรียกว่าการรักษาแบบผสมผสาน โดย 1.First line treatment การรักษาอันดับแรก คือการใช้ยาฉีด (Steroid), การใช้แผ่นลดรอยแผลเป็น (Silicone Sheet) หรือการใช้ยาทาแผลเป็น2.Second line treatment หากรักษาด้วยวิธีข้างต้นแล้วไม่ดีขึ้นแพทย์จะพิจารณารักษาด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การฉายแสง การใช้เลเซอร์ หรือการตัดก้อนคีลอยด์ออก ร่วมกับการฉีดยา
อย่างไรก็ตาม การเลือกเสริมความงามนั้น ควรเลือกสถานที่ที่ได้มาตรฐานรวมไปถึงตรวจสอบความปลอดภัยจากวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ เพื่อความสวยที่ปลอดภัยในระยะยาว ปรึกษาเรื่องศัลยกรรมความงามสามารถนัดหมายได้ที่โทร. 02-8670606 ต่อ 1200-1204