โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/783755

โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก

โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก (hemifacial spasm) เป็นโรคที่มีอาการกระตุกที่บริเวณกล้ามเนื้อใบหน้าข้างใดข้างหนึ่ง เช่น บริเวณรอบดวงตา แก้ม มุมปาก หน้าผาก ซึ่งถูกควบคุมโดยเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ในบางครั้งอาการกระตุกอาจลามมาถึงบริเวณลำคอได้ อาการกระตุกมีลักษณะเป็นๆ หายๆไม่สามารถคาดเดาหรือควบคุมการกระตุกได้ ในผู้ป่วยบางรายอาจส่งผลให้มีอาการลืมตาลำบาก กล้ามเนื้อใบหน้าหดเกร็งจนทำให้ดูหน้าเบี้ยว ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการเพียงข้างเดียว โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกพบได้บ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 2 เท่า และมักเริ่มมีอาการในช่วงอายุประมาณ 40-60 ปี แม้ว่าโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกจะไม่ทำให้เกิดอันตรายที่ร้ายแรง แต่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันและความมั่นใจในการเข้าสังคมของผู้ป่วย

สาเหตุของโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก

1.เกิดขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุซึ่งพบในผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยมักเกิดจากการกดทับหรือการระคายเคืองของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 จากหลอดเลือดสมองในบริเวณใกล้เคียง

2.มีสาเหตุจากโรคอื่นๆ เช่น มีเนื้องอก ก้อน หรือหลอดเลือดที่ผิดปกติ กดทับเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7การบาดเจ็บทางสมองที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 หรือเกิดขึ้นตามหลังโรคอัมพาตใบหน้าครึ่งซีก (Bell palsy) เป็นต้น

การวินิจฉัยโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก

แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยโรคนี้จากประวัติร่วมกับการตรวจร่างกายทางระบบประสาท ซึ่งจะไม่พบความผิดปกติอื่นๆ นอกจากการกระตุกที่ใบหน้าตามการทำงานของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องได้รับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT scan)หรือ การตรวจแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI) อย่างไรก็ตาม การตรวจดังกล่าวอาจช่วยในการวินิจฉัยสาเหตุของโรค หากแพทย์สงสัยว่าอาการกระตุกนั้นมีสาเหตุจากโรคอื่นๆ และช่วยในการวางแผนการรักษาหากพิจารณาการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด

การรักษาโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก

1.การรักษาด้วยยารับประทาน เช่น ยาคลอนาซีแปม (clonazepam) ยาคาร์บามาซีปีน (carbamazepine) ยาบาโคลเฟน (baclofen) เป็นต้น การรักษาด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเพียงเล็กน้อย มีอาการกระตุกไม่บ่อยครั้ง การรักษาด้วยยารับประทานมักก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่างๆ เช่น อาการง่วง ซึม เป็นต้น

2.การรักษาด้วยการฉีดโบทูลินั่มท็อกซิน (botulinum toxin) มีผลยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้สามารถควบคุมอาการกระตุกในตำแหน่งที่ฉีดได้การรักษาด้วยวิธีนี้ได้ผลดีและมีผลข้างเคียงน้อย จึงถือเป็นการรักษาหลักสำหรับผู้ป่วย โดยทั่วไปการฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซิน จะออกฤทธิ์ได้นานประมาณ 3-4 เดือน เมื่อยาหมดฤทธิ์กล้ามเนื้อจะกลับมากระตุกอีก ดังนั้นผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องเข้ารับการฉีดยาอย่างต่อเนื่อง ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ได้แก่ อาการช้ำ เลือดออกใต้ผิวหนังในตำแหน่งที่ฉีด ตาแห้ง หนังตาตก หลับตาไม่สนิท ซึ่งมักหายได้เองในระยะเวลา 2-4 สัปดาห์

3.การรักษาด้วยการผ่าตัด มักพิจารณาในผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมอาการได้จากการรักษาด้วยการฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซิน หรือ
ไม่ต้องการมาเข้ารับการฉีดยาบ่อยครั้ง สามารถทำการรักษาโดยการผ่าตัดส่องกล้องขยาย เพื่อแยกหลอดเลือดออกจากเส้นประสาท (microvascular decompression) ซึ่งอาจช่วยให้โรคใบหน้ากระตุกหายขาดได้ อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยวิธีนี้มีความเสี่ยงจากผลแทรกซ้อนของการผ่าตัด เช่น ภาวะกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง ศูนย์เสียการได้ยิน เป็นต้น

โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกเป็นโรคเรื้อรัง ไม่หายขาด แม้ไม่ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตแต่มักสร้างความรำคาญ ขาดความมั่นใจ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและการเข้าสังคม การรักษาด้วยวิธีการฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซิน เป็นการรักษาที่ได้ผลดีและมีผลข้างเคียงน้อย หากมีความกังวลใจถึงอาการใบหน้ากระตุก ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อเข้ารับการประเมินอาการ ให้การวินิจฉัย และแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

รศ.นพ.ประวีณ โล่ห์เลขา

หน่วยประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

และราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

Leave a comment