#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2758381

วิเคราะห์ท่าทีเกาหลีเหนือ อะไรคือชนวนที่ทำให้ ‘คิม จอง-อึน ประกาศตัดการติดต่อกับเกาหลีใต้ จะยุบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และระบุว่านี่คือ “ศัตรูอันดับ 1” พร้อมย้อนจุดเริ่มต้นไฟสงครามความขัดแย้ง สายสัมพันธ์แห่งสายเลือดที่ตัดแต่ไม่เคยขาด

วันจันทร์ที่ 15 มกราคม 2024 ณ ที่ประชุมสมัชชาประชาชนสูงสุด ชุดที่ 14 ครั้งที่ 10 กรุงเปียงยาง เมืองหลวงเกาหลีเหนือ ตามเวลาท้องถิ่น

‘คิม จอง-อึน’ (김정은) ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ กล่าวประกาศตัดการติดต่อกับเกาหลีใต้ และเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญของเกาหลีเหนือ เพิ่มคำจำกัดความระบุให้เกาหลีใต้ เป็นประเทศ ‘ศัตรูอันดับ 1’

ผู้นำคิมระบุว่า ไม่มีความเป็นไปได้อีกต่อไปแล้ว ที่เกาหลีเหนือจะรวมชาติกับเกาหลีใต้ พร้อมยุบหน่วยงาน 3 แห่ง ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม การเจรจา และความร่วมมือ ได้แก่ คณะกรรมการเพื่อการรวมชาติอย่างสันติ สำนักงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งชาติ และสำนักงานการท่องเที่ยวระหว่างประเทศคัมกังซาน
Replay

เราไม่ต้องการสงคราม เว้นเสียแต่ศัตรูของเราจะเริ่มก่อน
อะไรคือจุดเริ่มต้นที่เป็นชนวน ทำให้ ‘คิม จอง-อึน’ เลือกกล่าวและปฏิบัติเช่นนี้
หรือนี่จะเป็นสัญญาณแห่งสงครามเกาหลีอีกครั้ง?
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปทำความเข้าใจ ถึงที่มาที่ไปของเรื่องนี้ให้มากขึ้น ผ่านการวิเคราะห์และพูดคุยกับ ‘ศ.ดร.นภดล ชาติประเสริฐ’ ที่ปรึกษาศูนย์เกาหลีศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทางนิตินัย ‘เกาหลี’ ยังคงอยู่ในสภาพสงคราม
ศ.ดร.นภดล เลกเชอร์ข้อมูลความสัมพันธ์เบื้องต้นของสองเกาหลีให้เราฟังว่า คนมักจะเข้าใจผิดว่าประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เกิดขึ้นเพราะ ‘สงครามเกาหลี’ แต่ที่จริงเกิดขึ้นเมื่อ 75 ปีก่อน หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะอเมริกาและสหภาพโซเวียตแบ่งกันยึดครอง จากนั้น 2 ปี จึงเกิดสงครามเกาหลี และรบกันอยู่ 3 ปี สงครามจึงยุติลงเมื่อ 70 ปีที่ผ่านมา
“การยุติไม่มีผู้แพ้หรือชนะ เส้นพรมแดนก็ยังคงแบ่งเท่าเดิม แต่ต้องเข้าใจว่าตอนที่สงครามยุติ ‘ยังไม่มีการเซ็นสนธิสัญญาสันติภาพ’ เป็นเพียงสนธิสัญญาสงบศึกเท่านั้น เพราะฉะนั้นในทางเทคนิคการรบยุติแล้ว แต่โดยนิตินัยถือว่าสภาพสงครามยังคงอยู่ และยังไม่เคยมีการเซ็นสนธิสัญญาสันติภาพเลย”ศ.ดร.นภดล กล่าวว่า ดังนั้นนับตั้งแต่ก่อนสงคราม ระหว่างสงคราม และหลังสงครามเกาหลี จวบจนปัจจุบัน ทั้ง 2 ประเทศไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางการทูต ตอนนี้จึงไม่มีการตัดความสัมพันธ์ใดๆ ให้เรียกว่า ‘ตัดการติดต่อสื่อสาร’ จะดูเหมาะสมกว่า
จุดเริ่มต้นตัดการติดต่อ

สถานการณ์ 2 ชาติเริ่มตึงเครียดอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2023 หลังจากที่ สำนักข่าวกลางแห่งเกาหลี (KCNA) รายงานว่า เกาหลีเหนือปล่อย ‘ดาวเทียมสอดแนมมัลลิกยอง-1’ (만리경-1) จากฐานปล่อยดาวเทียมโซแฮ (서해 위성 발사장) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ เข้าสู่วงโคจรได้สำเร็จ
ศ.ดร.นภดล ระบุว่า การยิงดาวเทียมนี้ ขัดกับมติขององค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งไม่ให้เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธ มิสไซล์ หรือจรวดใดๆ เพราะต่างก็ใช้เทคโนโลยีใกล้เคียงกัน แต่ที่เกาหลีเหนือยิงดาวเทียม เพราะเขาคิดว่าเขาต้องพัฒนาความสามารถด้านนี้ เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพื่อป้องกันตัวเอง
หลังจากนั้นเกาหลีใต้จึงตอบโต้ โดยการลดข้อตกลงการพูดคุยเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด ใน ปฏิญญาพันมุนจอมสำหรับสันติภาพ ความรุ่งเรือง และความเป็นเอกภาพของคาบสมุทรเกาหลี (Panmunjom Declaration) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นในรัฐบาล ‘มุน แจ-อิน’ หนึ่งในหลายเรื่องมีข้อตกลงการผ่อนคลายความตึงเครียด หรือการเผชิญหน้าแนวชายแดน ซึ่งเป็นเรื่องทางทหาร
“การยิงดาวเทียมของเกาหลีเหนือ ทำให้เกาหลีใต้ไม่พอใจ จึงประกาศลดข้อตกลงบางข้อในปฏิญญาพันมุนจอม ทางเกาหลีเหนือจึงรู้สึกขุ่นเคือง และประกาศยกเลิกข้อตกลงทั้งหมด เพื่อเป็นการตอบโต้ จนกระทั่งในเดือนมกราคม คิม จอง-อึน ประกาศว่า จะตัดการติดต่อและไม่พูดคุยกับเกาหลีใต้”
“เดิมทีเกาหลีเหนือยังมองว่า ทั้งสองประเทศต่างก็เป็นพี่น้องสายเลือด ที่ไม่อาจแบ่งแยกกันได้ มีแนวคิดที่จะสร้างความร่วมมือในอนาคต และอาจจะรวมประเทศอย่างสันติวิธี แต่พอเกิดเหตุการณ์นี้ จึงเลิกสนใจแนวคิดดังกล่าว มองเกาหลีใต้เป็นศัตรู ยกเลิกข้อตกลงหรือองค์กรที่เคยทำและจัดตั้งทั้งหมด ถึงขั้นจะมีการแก้กฎหมาย แก้รัฐธรรมนูญ”
“อ่านท่าทีเกาหลีเหนือ”ศ.ดร.นภดล กล่าวว่า ท่าทีของเกาหลีเหนือ น่าจะเป็นเพียงการตอบโต้เกาหลีใต้ คงยังไม่ได้คิดไปถึงขั้นทำสงคราม เพราะแม้ว่าเกาหลีเหนือจะมีอาวุธนิวเคลียร์ และทางเกาหลีใต้ไม่มี แต่เกาหลีใต้ก็ยังอยู่ใน ร่มนิวเคลียร์ (Nuclear umbrella) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีมากกว่าเกาหลีเหนือทั้งในเชิงจำนวน และแสนยานุภาพ
“เกาหลีเหนือมีนิวเคลียร์ เป็นเพียงการขู่อเมริกาว่าอย่ามารุกรานฉัน ถือเป็นการป้องกันตัวเอง ดังนั้น ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าตัวเองมีอำนาจน้อยกว่า การที่เกาหลีเหนือจะเปิดสงคราม จึงไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไร แต่ถ้าเป็นการระดมยิงข้ามแดนเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่พอใจ แบบนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้”

ศ.ดร.นภดล กล่าวว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย เพราะถ้ามามองฝั่งเกาหลีใต้ เขาเองก็ซ้อมรบกับอเมริกาอย่างหนัก เช่น ตุลาคม 2023 เกาหลีใต้ อเมริกา ญี่ปุ่น ก็ซ้อมรบใหญ่ทางอากาศ พอถึงมกราคมก็ซ้อมรบกันทางทะเลอีก
อีกทั้งในทางภูมิศาสตร์ ‘เกาหลี’ ไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่ ดังนั้นพื้นที่ซ้อมรบของเกาหลีใต้ จึงห่างจากเกาหลีเหนือเพียงเล็กน้อย ทำให้เกาหลีเหนือมองว่านั่นเป็นการคุกคาม เพราะฉะนั้น หากมีการซ้อมรบเกิดขึ้นเมื่อไร เกาหลีเหนือจึงมักตอบโต้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น วาจา ยิงขีปนาวุธ ให้เห็นเป็นประจักษ์

“ความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้น จึงเกิดจากการยั่วยุที่ซ้อนกันอยู่ 2 ชั้น ภาพใหญ่ก็คือนโยบายของเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นรากฐานของความตึงเครียด ส่วนที่เพิ่มเข้ามาคือการซ้อมรบ ซึ่งเป็นการยั่วยุแบบเฉพาะกิจ ในอนาคตต้องดูกันต่อไปว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะเป็นอย่างไร ในระยะสั้นและระยะกลาง ก็คงไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรมาก”

ท่าทีสองเกาหลีที่เปลี่ยนไปตามรัฐบาล
เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า เกาหลีเหนือเป็นระบอบสังคมคอมมิวนิสต์ ที่เชิดชูผู้นำมาอย่างยาวนานไม่เคยเปลี่ยน ส่วนฝั่งเกาหลีใต้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มีพรรคการเมืองอยู่ 2 รูปแบบ คือ พรรคแนวอนุรักษนิยม และพรรคแนวก้าวหน้า
ศ.ดร.นภดล กล่าวว่า ความสัมพันธ์ของสองเกาหลี มักจะเปลี่ยนแปลงไปตามรัฐบาลช่วงนั้นๆ อย่างผู้นำคนก่อนของเกาหลีใต้ ‘มุน แจ-อิน’ (문재인) มาจากพรรคแนวก้าวหน้า แต่คนปัจจุบัน ‘ยุน ซอก-ยอล’ (윤석열) เป็นพรรคแนวอนุรักษนิยม ซึ่งนโยบายของพรรคแนวก้าวหน้า จะพยายามสานสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และความเป็นพี่น้องร่วมเชื้อชาติ
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าในรัฐบาลของ ‘มุน แจ-อิน’ ทั้งสองประเทศติดต่อและพบเจอกันบ่อยครั้ง จนกระทั่งสามารถชักนำให้ ‘โดนัลด์ จอห์น ทรัมป์’ (Donald John Trump) พบกับ ‘คิม จอง-อึน’ จนเกิดเป็นภาพจับมือแห่งประวัติศาสตร์
แต่รัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของ ‘ยุน ซอก-ยอล’ ซึ่งเป็นพรรคแนวอนุรักษนิยม ได้ใช้นโยบายแบบเผชิญหน้ากับเกาหลีเหนือคนละแบบ ชนิดที่ว่า “แรงมา แรงไป ขิงก็รา ข่าก็แรง”
“ทำให้ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีครึ่งในรัฐบาล ยุน ซอก-ยอล สถานการณ์ทั้งสองประเทศเกิดความตึงเครียดมาโดยตลอด ต่างตอบโต้กันไปมาด้วยท่าทีและวาจาที่ดูแรงขึ้นเรื่อยๆ”
ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ ศ.ดร.นภดล มองว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก” เนื่องจากท่าทีของทั้งสองประเทศ สลับไปมาในลักษณะนี้อยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปตามการเมืองของเกาหลีใต้
ศ.ดร.นภดล เลกเชอร์ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก่อนมีรัฐบาล ‘มุน แจ-อิน’ ประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ทั้งสองคน ได้แก่ ‘อี มยอง-บัก’ (이명박) และ ‘พัก กึน-ฮเย’ (박근혜) ต่างก็มาจากพรรคแนวอนุรักษนิยม ซึ่งช่วงนั้นก็ตึงเครียดกับเกาหลีเหนือมาโดยตลอด
ประมาณ 13 ปีก่อน สมัยของ อี มยอง-บัก เกาหลีเหนือถึงขั้นเอาปืนใหญ่ ระดมยิงใส่เกาะยอนพยอง (연평도) ซึ่งเป็นกลุ่มเกาะของเกาหลีใต้ในทะเลเหลือง ตั้งอยู่ห่างจากเมืองอินชอนไปทางตะวันตกประมาณ 80 กิโลเมตร กระทั่งมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ทั้งทหารและพลเรือน
“ความตึงเครียดของ 2 เกาหลีจึงไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพียงแต่เดิมทีเกาหลีเหนือไม่เคยประกาศชัดเจนถึงขั้นแก้กฎหมายขนาดนี้” ศ.ดร.นภดล กล่าวกับทีมข่าวฯ

สองเกาหลีอาจกลับมาคืนดีกัน
แม้ว่าตอนนี้จะอยู่ในช่วงตึงเครียด แต่ในอนาคตก็อาจจะกลับมาดีกันอีกครั้งก็ได้ ศ.ดร.นภดล บอกว่า หากเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคแนวก้าวหน้าชนะการเลือกตั้ง บรรยากาศอาจจะผ่อนคลายลง เพราะอย่างที่บอก “ทั้ง 2 ชาติสลับดีร้ายไปมาเป็นปกติ”
ศ.ดร.นภดล ยกตัวอย่างให้เราฟังว่า ย้อนกลับไปในช่วงปี 2000 ถือว่าเป็นต้นกำเนิดแห่งความ ‘ญาติดี’ เพราะเป็นการเจอกันครั้งแรกของผู้นำเกาหลีเหนือ (คิม จอง-อิล : 김정일) และผู้นำเกาหลีใต้ ‘คิม แด-จุง’ (김대중) ซึ่งเขาเป็นคนที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ
ในช่วงนั้น คิม แด-จุง เดินทางไปเปียงยาง (평양) และเข้าพบ คิม จอง-อิล เพื่อเจริญสัมพันธไมตรี จนกระทั่งเกิดความร่วมมือหลายอย่าง เช่น นิคมอุตสาหกรรมแกซอง (Kaesong Industrial Complex) หรือแม้แต่ให้ญาติที่พลัดพรากได้กลับมาเจอกันได้ ความสัมพันธ์ที่ดีสืบเนื่องจนถึงรัฐบาล ‘โน มู-ฮยอน’ (노무현) จนกระทั่งยุค ‘อี มยอง-บัก’ ที่ความสัมพันธ์เริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง

ส่วนตกค้างจากสงครามเย็น
ศ.ดร.นภดล กล่าวว่า ความขัดแย้งของสองเกาหลี เป็นผลพวงตกค้างจาก ‘สงครามเย็น’ (Cold War) ซึ่งเกิดขึ้นจากคนอื่น แต่ยังคงดำรงอยู่ได้เพราะตัวเอง อย่างไรก็ตาม พื้นที่นี้ในทางภูมิรัฐศาสตร์ ถือว่าเป็นดุลอำนาจที่ลงตัว
‘จีน’ ก็ยังคงอยากให้เกาหลีเหนือเป็นเหมือนพื้นที่อยู่เช่นนี้ ส่วนทางอเมริกาแม้ว่าจะไม่เคยประกาศชัดเจน แต่จากการวิเคราะห์ การที่เกาหลีเหนือยังคงอยู่แบบนี้ มันก็เป็นเงื่อนไขที่ทำให้อเมริกาสามารถคุมกำลังอยู่บริเวณนี้ได้ เพราะถ้าทั้งสองเกาหลีญาติดีกันเมื่อไร อเมริกาก็ไม่มีข้ออ้างหรือเหตุผล ที่อเมริกาจะอ้างสิทธิ์ควบคุม แทรกแซง หรือซ้อมรบกับทหารเกาหลีใต้
“ฉะนั้น จากการวิเคราะห์ ผมมองว่าสถานการณ์ตึงเครียดแบบนี้ เป็นประโยชน์กับประเทศมหาอำนาจ เพราะถ้าสองเกาหลีดีกันเมื่อไร ดุลอำนาจแห่งเอเชียตะวันออก จะเปลี่ยนไปหมดเลย ซึ่งอาจทำให้ประเทศมหาอำนาจ ต้องเสียผลประโยชน์ด้วยซ้ำ การที่มีสองเกาหลี จึงถือเป็นดุลแห่งอำนาจที่ลงตัวมาตลอด 75 ปี”

เส้นขนานที่ 38 กับจุดเริ่มต้นแบ่งแผ่นดินเกาหลี

อ้างอิงข้อมูล จากหนังสือ “สงคราม แห่งศตวรรษที่ 20” : เราจะพาคุณผู้อ่านย้อนไปหลังจบสงครามโลก ครั้งที่ 2 ปฐมเหตุแบ่งแยกแผ่นดินเกาหลี สู่จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งแห่งสายเลือด ระหว่างเส้นขนานที่ 38

ค.ศ. 1945
หลังจากญี่ปุ่นปราชัยในสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีจึงได้รับเอกราชตามคำประกาศแห่งไคโรของฝ่ายพันธมิตร ปิดฉาก 35 ปีที่เกาหลีถูกครอบครองโดยญี่ปุ่น หลังจากนั้นผู้นำสงครามโลกทั้ง 2 ฝ่าย ใช้เส้นขนานที่ 38 แบ่งแผ่นดินเกาหลีออกเป็น 2 เขตการยึดครอง ซึ่งเขตเหนือยึดครองโดยโซเวียต และเขตใต้ยึดครองโดยสหรัฐอเมริกา

กันยายน 1945
‘สหรัฐฯ’ และ ‘โซเวียต’ เคลื่อนกำลังสู่เขตการปกครองที่แบ่งไว้ พร้อมจัดตั้งการปกครองขึ้นมา สหรัฐฯ เริ่มแน่ใจว่าโซเวียตจะใช้เส้นขนานที่ 38 แบ่งเกาหลีเป็น 2 ประเทศ ซึ่งตนไม่เห็นด้วย จึงมีการเสนอให้รวม 2 เขตเป็นประเทศเดียวกัน โซเวียตเห็นด้วย แต่มีข้อตกลงว่า “รัฐบาลที่ปกครองเกาหลีต้องมาจากการจัดตั้งโดยโซเวียต”

ต้นปี ค.ศ. 1946
โซเวียตจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวในเขตเกาหลีเหนือ แต่งตั้งให้ ‘คิม อิล-ซุง’ (김일성) เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล และปกครองแบบ ‘คอมมิวนิสต์’ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมาก หนีลงใต้ข้ามเส้นขนานที่ 38

กันยายน 1947
สหรัฐฯ นำปัญหาให้องค์การสหประชาชาติพิจารณา ทำให้ต่อมาสภาความมั่นคงฯ มีมติให้จัดการเลือกตั้งทั่วไปในเกาหลี ภายใต้ความควบคุมของสหประชาชาติ แต่โซเวียตปฏิเสธความร่วมมือ

ค.ศ. 1948
เดือน พ.ค. เกิดการเลือกตั้งสมาชิกประจำสมัชชาแห่งชาติเกาหลี เฉพาะในเขตที่สหรัฐฯ เป็นผู้ยึดครอง หลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้น สมัชชาแห่งชาติได้ร่างรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตยขึ้น และประกาศใช้ในวันที่ 17 ก.ค. กระทั่ง 15 ส.ค. ได้ประกาศตั้ง ‘สาธารณรัฐเกาหลี’ มี ‘อี ซึง-มัน’ (이승만) เป็นประธานาธิบดีคนแรก

กันยายน 1948
โซเวียตจัดตั้งแผ่นดินเหนือเส้นขนานที่ 38 ขึ้นเป็น ‘สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี’ ยังคงมี ‘คิม อิล-ซุง’ เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล หลังจากนั้นโซเวียตจึงถอนทัพออกจากเกาหลีเหนือ

สงครามเกาหลี : Korean War

ความขัดแย้งกลางอิทธิพลของมหาอำนาจ

สงครามเริ่มต้น
25 มิถุนายน 1950 ประมาณ 04.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น กองทัพเกาหลีเหนือนำรถถัง T-34 จำนวน 150 คัน ซึ่งสร้างในสหภาพโซเวียต พร้อมทหารราบ 7 กองพล บุกข้ามเส้นขนานที่ 38 ลงมา
เมื่อประธานาธิบดี แฮร์รี เอส ทรูแมน (Harry S. Truman) แห่งสหรัฐฯ เห็นชัดแล้วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีตามแนวชายแดนแบบที่เคยมีมา จึงบอกแก่ ‘ดีน แอชสัน’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่า จะแจ้งให้ ‘ทริกเวอ ลี’ (Trygve Lie) เลขาธิการองค์การสหประชาชาติรับทราบ และขอร้องให้เปิดประชุมสภาความมั่นคงฯ ขึ้นเป็นกรณีพิเศษในวันรุ่งขึ้น
เพื่อทำการบีบบังคับเกาหลีเหนือทางเศรษฐกิจหรือปิดล้อมประเทศ หรือปฏิบัติการตอบโต้ด้วยกำลังทหาร อาจจะอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจใช้ทุกวิธีรวมกัน
ช่วงเย็นของวันเดียวกันนั้น ทรูแมนตัดสินใจเดินทางกลับวอชิงตันทันที และทราบข่าวว่าองค์การสหประชาชาติ มีมติคะแนนเสียง 9-0 เห็นด้วยกับญัตติของสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้สมาชิกของสหประชาชาติทั้งหมด ช่วยเหลือองค์การสหประชาชาติทุกประการตามที่มีมติ
เมื่อเกาหลีเหนือไม่ยอมหยุดยั้งการบุกรุก ค่ำของวันนั้นเอง ทรูแมนจึงเห็นว่าต้องรีบปฏิบัติการตอบโต้ทันที และประเทศในค่ายเสรีประชาธิปไตย ต้องร่วมกันตอบโต้เกาหลีเหนือ

เกาหลีเหนือยึดกรุงโซล
ทรูแมนสั่งให้นายพล ดักลาส แมกอาร์เธอร์ (Douglas MacArthur) อพยพชาวอเมริกันออกจากเกาหลีใต้ และให้พยายามรักษาสนามบินในเกาหลีใต้ เพื่อจะได้ใช้ปฏิบัติการได้ตลอดเวลา ให้จัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์และสิ่งจำเป็น จากญี่ปุ่นไปยังเกาหลีใต้ สั่งให้กองทัพเรือที่ 7 ของสหรัฐฯ เดินทางมายังช่องแคบไต้หวัน เพื่อป้องกันไม่ให้จีนคอมมิวนิสต์บุกเข้ายึดเกาะไต้หวัน และเพื่อป้องกันไม่ให้สงครามแผ่ขยายไปยังส่วนอื่นของเอเชียตะวันออก
นายพลแมกอาร์เธอร์ ไม่สามารถหาวิธีขับไล่กองทัพเกาหลีเหนือออกไปได้ จนกระทั่ง 28 มิถุนายน 1950 กรุงโซลตกอยู่ภายใต้การยึดครองของทหารเกาหลีเหนือ บ้านเรือนถูกทำลายเสียหาย
วันรุ่งขึ้นนายพลแมกอาร์เธอร์ ขึ้นเครื่องบินประจำตัว ไปลงที่บริเวณห่างจากกรุงโซลมาทางใต้ 20 ไมล์ มองเห็นเปลวไฟลุกท่วมกรุงโซล ส่วนทหารเกาหลีใต้แตกทัพกระจายเป็นจำนวนหลายพันคน เดินปะปนกับประชาชนที่กำลังมุ่งหน้าลงทางใต้

ทรูแมนปิดล้อมแนวฝั่งเกาหลี
ประธานาธิบดีทรูแมนไม่ต้องการให้สงครามขยายตัวออกไป เช่นเดียวกับอังกฤษ เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นสงครามโลกครั้งใหม่ แต่เมื่อทรูแมนแน่ใจว่าสงครามจะไม่ขยายตัว จึงออกคำสั่งให้กองทัพเรือ ปิดล้อมแนวฝั่งเกาหลีทั้งหมดในวันที่ 30 มิถุนายน ขณะเดียวกันทหารราบจากกองพลทหารราบที่ 24 จำนวน 2 กองร้อย เดินทางโดยเครื่องบินถึงปูซาน
ทรูแมนปฏิเสธข้อเสนอของ ‘เจียง ไคเชก’ (Chiang Kai-shek) ที่ต้องการส่งกองทหารจีนจากไต้หวัน เข้าร่วมรบในสมรภูมิเกาหลี เพราะถ้ายอมทำตามก็เท่ากับว่า ยั่วยุให้จีนคอมมิวนิสต์ส่งทหารเข้าร่วมกับกองกำลังเกาหลีเหนือ
เมื่อปฏิเสธข้อเสนอนั้น ทรูแมนตัดสินใจส่งกองพลที่ 8 ซึ่งกำลังยึดครองญี่ปุ่นอยู่ เข้าไปช่วยกองทัพสหรัฐฯ ในเกาหลี ภายใต้การบังคับบัญชาของนายพล ‘วอลตัน เอช วอล์คเกอร์’ และให้แมกอาร์เธอร์บัญชาการหน่วยทหารของออสเตรเลีย

ทำลายกองทัพอากาศเกาหลีเหนือ
ต้นเดือนกรกฎาคม ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ กองทัพเกาหลีใต้ถูกทำลายไปมากกว่าครึ่ง และถูกเกาหลีเหนือบุกจนต้องถอยร่นลงสู่ทางใต้ของประเทศ กองทัพที่ 8 ของนายพลวอล์คเกอร์ เริ่มเดินทางไปยังปูซานพร้อมรถถังขนาดกลางจำนวน 92 คัน แล้วเคลื่อนตัวสู่แนวรบอย่างรวดเร็ว
ระหว่างวันที่ 2-4 กรกฎาคม เครื่องบิน B-29 ของสหรัฐฯ เริ่มโจมตีสนามบิน และทำลายเครื่องบิน ทิ้งระเบิดขนาดเบาของเกาหลีเหนือ ช่วงดังกล่าวทำให้เครื่องบินเกาหลีเหนือถูกทำลายมากกว่า 30 ลำ เมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคม กองทัพอากาศของเกาหลีเหนือจึงหมดสมรรถภาพ

เกาหลีเหนือบุกยึดแทจอน
ในสมรภูมินี้ เมืองแทจอน (Daejeon) มีความสำคัญสำหรับเกาหลีใต้มาก เพราะเป็นเมืองที่คุมเส้นทางลงสู่ทางใต้ไปยังปูซาน ถือเป็นเมืองท่าแห่งเดียว ที่จะลำเลียงกองทัพของฝ่ายสหประชาชาติออกไปจากเกาหลีใต้
กระทั่ง 19 กรกฎาคม 1950 รถถัง T-34 ของเกาหลีเหนือ รุกคืบหน้าเข้าสู่บริเวณเมืองแทจอน ฝั่งทหารอเมริกันสามารถทำลายรถถังเกาหลีเหนือได้ 15 คัน แต่สภาพเมืองไม่สามารถต้านทานข้าศึกได้ พลตรี ‘วิลเลียม เอฟ. ดีน’ จึงพาทหารถอยออกจากแทจอน
หลังจากนายพลดีนพยายามหลบหนี และซ่อนตัวอยู่ตามบริเวณเทือกเขาประมาณ 1 เดือน เขาก็ถูกจับตัวได้ รัฐบาลเกาหลีเหนือจึงควบคุมตัวไว้ที่ค่ายเชลยศึกในฐานะแขกของรัฐบาลจนกระทั่งสงครามเกาหลียุติ

เสริมกำลังปกป้องปูซาน
ปลายเดือนกรกฎาคม 1950 หลังจากแทจอนถูกยึด กองกำลังทหารจึงถูกส่งมาที่ปูซาน เพื่อเสริมกำลังให้แข็งแกร่งท่ามกลางสภาพที่กำลังโกลาหล เพราะถ้าปูซานถูกตีแตกอีก เท่ากับว่าสหประชาชาติจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม
กองทหารสหรัฐฯ จากแหล่งต่างๆ เช่น ฮาวาย ทาโคมา ซานดิเอโก เกาะโอกินาวา กำลังเดินทางมาเสริมทัพ พร้อมกับกองทัพเกาหลีเหนือที่เริ่มเข้าประชิดเขตแนวป้องกัน
29 สิงหาคม 1950 กองทหารราบที่ 27 ของอังกฤษ และกองทัพยานเกราะ 5 กองพัน พร้อมรถถัง 69 คัน เดินทางมาถึงปูซานได้ทันเวลา ทำให้จำนวนรถถังมีมากกว่าเกาหลีเหนือ 5:1
ระหว่างวันที่ 18-25 สิงหาคม 1950 รอบเมืองแทกู (Daegu) มั่นคงและปลอดภัยขึ้น ฝั่งสหประชาชาติยึดเมืองนี้ไว้ได้ ปลายเดือนสิงหาคม ปูซานจึงมีความเข้มแข็งมากขึ้น

บุกยึดอินชอน
เมื่อ 29 สิงหาคม 1950 เพนตากอนอนุมัติแผนการบุกอินชอน (Incheon) ถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่ปฏิบัติการครั้งนี้ คือช่วงกลางเดือนกันยายนและกลางเดือนตุลาคมเท่านั้น
ช่วงกลางเดือนกันยายน ฉากแรกของการบุกอินชอนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม หลังจากการต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ทำให้สามารถขับไล่ทหารเกาหลีเหนือออกจากอินชอนจนหมดสิ้น

บุกยึดกรุงโซลคืนมา
ภารกิจต่อไปคือการบุกยึดกรุงโซลคืนมา กองทัพสหประชาชาติจากเมืองอินชอน ต้องใช้เวลาเกือบ 2 สัปดาห์จึงยึดโซลคืนมาได้ ซึ่งผิดจากที่แมกอาร์เธอร์ตั้งเป้าจะพิชิตภายใน 5 วัน เนื่องจากทหารเกาหลีเหนือต่อสู้อย่างดุเดือด แต่ 28 กันยายน 1950 เกาหลีเหนือก็ต้องถอนตัวออกไป
หลังจากนั้น จึงมีการเปิดประชุมสมัชชาแห่งชาติของเกาหลีใต้ เพื่อคืนกรุงโซลให้กับรัฐบาลเกาหลีใต้ตามเดิม ประธานาธิบดี ‘อี ซึง-มัน’ กล่าวทั้งน้ำตาต่อแมกอาร์เธอร์ว่า “เราขอคารวะท่าน ที่ช่วยรักษาเชื้อชาติของเราไว้ไม่ให้สูญสิ้นไป”

แมกอาร์เธอร์ยึดเปียงยาง
6 ตุลาคม 1950 องค์การสหประชาชาติ อนุมัติแผนบุกข้ามเส้นขนานที่ 38 ของแมกอาร์เธอร์ ทางด้าน โจว เอินไหล (Zhou Enlai) กล่าวเตือนว่า “จีนจะไม่เฝ้าดูอยู่เฉยๆ หากโจมตีเกาหลีเหนือ”
แมกอาร์เธอร์ได้รับอนุมัติให้กองทัพสหประชาชาติ บุกขึ้นไปทางเหนือจนถึงบริเวณที่ห่างจากแม่น้ำยาลู ประมาณ 30 ถึง 40 ไมล์ ซึ่งเลยแนวที่กำหนดไว้ตามแผนเดิม ส่วนการยกพลขึ้นบกที่วอนซาน ก็เป็นไปได้ด้วยดี
ต่อมาแมกอาร์เธอร์ได้สั่งทหารพลร่มลงที่บริเวณหลังแนวข้าศึก หลังจากนั้นกองทัพของเขาก็เข้ายึดเมืองเปียงยางไว้ได้ และเขาประกาศว่า “การทำสงครามกับเกาหลีสิ้นสุดลงแล้ว”

จีนคอมมิวนิสต์เข้าร่วมสงคราม
สัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน 1950 สงครามเริ่มขยายตัวออกไป หลังจากมีทหารจีนคอมมิวนิสต์จำนวน 2 กองพลอยู่ในเกาหลี นั่นแสดงว่าจีนคอมมิวนิสต์ได้เข้าร่วมทำสงครามเกาหลีแล้ว
แมกอาร์เธอร์ตกที่นั่งลำบาก เพราะต้องเจอกับกองทัพจีนที่เข้มแข็ง มีผู้บัญชาการความสามารถสูงเคยผ่านสงครามมาแล้วโชกโชน ทำให้ตนเองที่เคยประกาศว่า “เกาหลีเหนือปราชัยแล้ว” ต้องขอกำลังอาวุธจากสหรัฐฯ เพิ่ม
กองทัพที่ 8 ของสหรัฐฯ ค่อยๆ รุกคืบหน้าไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งนายพล ‘หลิน เปียว’ สั่งเพิ่มกำลังกองทัพอีก 2 แสนคน ในที่สุดแมกอาร์เธอร์ก็จำใจอนุมัติให้กองทัพที่ 8 และหน่วยนาวิกโยธินถอยทัพกลับ เพราะถูกจีนคอมมิวนิสต์รุกไล่อย่างหนัก
5 ธันวาคม 1950 เปียงยางจึงตกอยู่ในความยึดครองของเกาหลีเหนือตามเดิม

สงครามช่วงปี 1951 และการเริ่มเจรจา
เข้าสู่ ค.ศ. 1951 ช่วงเดือนเมษายน นายพลแมกอาร์เธอร์ถูกปลดจากตำแหน่ง
สงครามเกาหลีรุนแรงและดุเดือดยิ่งขึ้น ฝ่ายคอมมิวนิสต์เริ่มทำการรุกใหญ่ถึง 2 ครั้ง ได้แก่ ปลายเดือนเมษายน และปลายเดือนพฤษภาคม ทำให้ฝ่ายกองทัพสหประชาชาติ ถูกรุกไล่ให้ถอยร่นลงมาทางใต้ แต่ยังคงรักษากรุงโซลไว้ได้
ช่วงเดือนกรกฎาคม 1951 กองทัพสหประชาชาติ สามารถยึดคืนพื้นที่ ที่สูญเสียไปจากการรุกใหญ่ 2 ครั้งกลับคืนมาได้
ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน เริ่มมีการเจรจาสงบศึก ซึ่งการเจรจานั้นดำเนินต่อเนื่องนานถึง 2 ปี อย่างไรก็ตาม การรบตามแนวหน้าก็ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ แต่ไม่รุนแรงมากนัก

สงครามยุติทางพฤตินัย
การสู้รบได้ยุติลง เมื่อ 27 กรกฎาคม 1953 จากการลงนามความตกลงการสงบศึกเกาหลี โดยพลโท วิลเลียม แฮร์ริสัน จูเนียร์ แห่งกองทัพบกสหรัฐฯ ในนามของกองบัญชาการสหประชาชาติ และพลเอก นัม อิล แห่งเกาหลีเหนือ ในนามของกองทัพประชาชนเกาหลีเหนือ และกองทัพอาสาประชาชนจีน
ข้อตกลงครั้งนี้ได้สร้าง เขตปลอดทหารเกาหลี (Korean Demilitarized Zone : DMZ) เพื่อแบ่งแยกเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ และอนุญาตให้มีการส่งตัวเชลยศึกกลับคืน
อย่างไรก็ตาม สงครามยุติเพียงพฤตินัย เพราะ ยังไม่มีการลงนาม ‘สนธิสัญญาสันติภาพ’ และทั้งสองประเทศเกาหลียังคงทำสงครามกันอยู่ ทำให้สงครามนี้จึงกลายเป็น “ความขัดแย้งที่ถูกแช่แข็งเอาไว้”
(อ้างอิง : หนังสือ “สงคราม แห่งศตวรรษที่ 20” )
ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา คือเรื่องราวโดยย่อของ “เกาหลี”