การรักษาโรคอ้วนด้วยการผ่าตัดกระเพาะ อีกหนึ่งวิธีในการต่อสู้กับภาวะโรคอ้วนรุนแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/788618

การรักษาโรคอ้วนด้วยการผ่าตัดกระเพาะ  อีกหนึ่งวิธีในการต่อสู้กับภาวะโรคอ้วนรุนแรง

การรักษาโรคอ้วนด้วยการผ่าตัดกระเพาะ อีกหนึ่งวิธีในการต่อสู้กับภาวะโรคอ้วนรุนแรง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดและรักษาโรคอ้วน เผยเนื่องในวันอ้วนโลก วันที่ 4 มีนาคมของทุกปี ว่าในปัจจุบันมีคนไทยมีภาวะโรคอ้วนมากกว่า 1 ใน 3 (“น้ำหนักเกิน” ค่า BMI > 25 kg/m) โดยในกลุ่มนี้มีเกือบ 7 ล้านคน เป็นโรคอ้วนทุพพลภาพ (ค่า BMI > 30 kg/m) การรักษาโรคอ้วนด้วยการผ่าตัดกระเพาะ ถือเป็นอีกวิธีในการต่อสู้กับภาวะโรคอ้วนรุนแรง ที่จะทำให้ลดภาวะของโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรงต่างๆ ที่เกิดจากความอ้วน

นพ.นรนนท์ บุญยืน ศัลยแพทย์ ผ่าตัดผ่านกล้องและโรคอ้วนโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า ทุกวันที่ 4 มีนาคมของทุกปีเป็นวันอ้วนโลก ปัจจุบันมีคนอ้วนมากกว่า 800 ล้านคนทั่วทุกมุมโลก โดยโรคอ้วนเป็นภาวะที่มีการสะสมของไขมันในร่างกายมากเกินปกติ โดยเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะอ้วนทำได้ง่ายๆ คือการวัดดัชนีมวลกายหรือ BMI (Body Mass Index) โดยคำนวณจากน้ำหนักตัวหารด้วยความสูง(เมตร) ยกกำลังสอง หน่วยเป็นกิโลกรัมต่อตารางเมตร (kg/m2) โดยทั่วไปแล้วสำหรับคนไทยถ้ามีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 ขึ้นไป จะถือว่าเป็นโรคอ้วน แต่ถ้าเกิน 30 ขึ้นไป ถือว่าเป็นโรคอ้วนรุนแรงหรือโรคอ้วนทุพพลภาพ โดยในปัจจุบันประชากรที่เป็นโรคอ้วนทั่วโลกมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับประเทศไทยมีประชากรกว่า 1 ใน 3 มีภาวะโรคอ้วนและประชากรเกือบ 7 ล้านคนเป็นโรคอ้วนทุพพลภาพ (BMI มากกว่า 30) โรคอ้วนเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีพลังงานมากเกินกว่าที่ร่างกายใช้ ทำให้เกิดการสะสมในรูปแบบของไขมันในร่างกาย นอกจากพฤติกรรมการรับประทานแล้ว ยังมีปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคอ้วนได้อีกหลายประการ เช่น โรคเกี่ยวกับฮอร์โมนบางชนิด พันธุกรรม ลักษณะการทำงานสภาพแวดล้อมและสังคมรอบตัว เป็นต้น

นพ.นรนนท์ กล่าวว่าโรคอ้วนมีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพทุกระบบของร่างกาย เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรงเช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด อัมพฤกษ์อัมพาต โรคเบาหวาน โรคความดันไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับนอนกรน ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นขณะนอนหลับ โรคข้อเสื่อมก่อนวัย ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ภาวะมีบุตรยาก มะเร็งบางชนิด เป็นต้น อาจนำมาซึ่งการเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้โรคอ้วนยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ความมั่นใจ การทำงาน รวมถึงส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศ โดยสำหรับประเทศไทยมูลค่าทางเศรษฐกิจและสาธารณสุขที่ต้องจ่ายจากโรคอ้วนมากกว่า 12,000 ล้านบาทต่อปี

สำหรับการรักษาโรคอ้วน วัตถุประสงค์เพื่อลดน้ำหนัก เพื่อทุเลาและรักษาโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต ความมั่นใจในบุคลิกภาพของผู้ป่วย การรักษาโรคอ้วน ควรได้รับการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เริ่มจากหาสาเหตุของโรคอ้วน ตรวจหาโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากความอ้วน แนวทางการรักษาเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การเลือกอาหาร การออกกำลังกาย การติดตามน้ำหนัก มวลไขมัน/กล้ามเนื้อ การใช้ยาลดน้ำหนักที่ปลอดภัยอย่างถูกวิธี การทำหัตถการผ่านกล้อง ไปจนถึงการผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งในผู้ป่วยโรคอ้วนแต่ละคน อาจมีแนวทางการรักษาแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของโรคอ้วน น้ำหนักและโรคแทรกซ้อนต่างๆ ด้วย การผ่าตัดลดน้ำหนักเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงทางเดินอาหารผ่านการส่องกล้อง เพื่อลดปริมาตรของกระเพาะอาหารและปรับฮอร์โมนทางเดินอาหาร (ลดฮอร์โมนหิว เพิ่มฮอร์โมนอิ่ม) การผ่าตัดสามารถลดน้ำหนักได้มากกว่าการลดน้ำหนักวิธีการอื่นๆ ในเวลาอันสั้นกว่า และช่วยให้โรคแทรกซ้อนต่างๆ ดีขึ้น รวมถึงโอกาสกลับมาอ้วนซ้ำยังน้อยกว่าการลดน้ำหนักแบบอื่นเช่นกัน

ซึ่งผู้ป่วยโรคอ้วนที่เหมาะสมแก่การรักษาโรคอ้วนด้วยการผ่าตัดตามแนวทางเวชปฏิบัติในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคอ้วนด้วยการผ่าตัดแห่งประเทศไทย พ.ศ.2564 ได้แก่ ผู้ที่มี BMI มากกว่า 37.5 หรือผู้ที่มี BMI มากกว่า 32.5 ร่วมกับมีโรคแทรกซ้อนจากความอ้วนอย่างน้อย 1 โรค

สำหรับการผ่าตัดลดน้ำหนัก มีหลายวิธีในปัจจุบัน ได้แก่ 1. แบบสลีฟ (Sleeve Gastrectomy) เป็นการตัดแต่งกระเพาะให้เล็กลงเป็นทรงกระบอก เหลือปริมาตร 15-20%
จากปริมาตรเดิม และมีผลให้ฮอร์โมนความหิว (Ghrelin) ลดลง

2. แบบบายพาส (Roux en Y Gastric Bypass) เป็นการตัดแต่งกระเพาะให้เป็นกระเปาะ ให้มีปริมาตรประมาณ 20-30 ซีซี และตัดต่อลำไส้เล็กส่วนต้นขึ้นมารับอาหารแทนส่งผลให้ ปริมาณอาหารที่ทานได้ลดลงการดูดซึมอาหารลดลง ควบคุมฮอร์โมนทางเดินอาหารได้ดี ฮอร์โมนอินซูลินทำงานดีขึ้น วิธีนี้จะไม่ได้นำกระเพาะออกมาภายนอก แต่จะเปลี่ยนทางเดินอาหารแทน 3. แบบสลีฟพลัส เป็นเทคนิคการผ่าตัดแบบ วิธีสลีฟรวมกับมีการตัดต่อลำไส้เล็ก แบ่งเป็นหลายวิธีย่อยๆ โดยนิยมทำมากขึ้น

การผ่าตัดลดน้ำหนักในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับทั่วโลก มีความปลอดภัยสูง ผลแทรกซ้อนต่ำได้ผลลัพธ์การลดน้ำหนัก และลดโรคแทรกซ้อนได้ดี แต่อาจไม่ได้เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคอ้วนในทุกรายผู้ที่เข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัด ควรมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน ควรได้รับการดูแลและแนะนำโดยและรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ป่วยต้องมีความเข้าใจการรักษาและตั้งใจที่จะรักษาโรคอ้วนอย่างจริงจัง หลังการผ่าตัดต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารออกกำลังกาย ทานวิตามิน แร่ธาตุทดแทนตามคำแนะนำ รวมถึงติดตามการรักษาต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อผลลัพธ์คือ ชีวิตใหม่ที่มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้น

Leave a comment